ขั้นเตรียมตัวล่วงหน้า

ผู้ตั้งใจจะฝึกสมาธิ ควรพยายามให้ทานและรักษาศีลไม่ให้ด่างพร้อย ฝึกคิดในสิ่งที่ดีงาม หมั่นพิจารณาพรหมวิหารสี่ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา และใช้พรหมวิหารสี่ในชีวิตประจำวันให้เป็นนิสัย ทั้งทาน ศีล และพรหมวิหารสี่นี้จะเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้ผู้ปฏิบัติมีจิตใจแจ่มใส หมดกังวล และเป็นการฝึกการละวางไปในตัว

พยายามฝึกตามรู้ให้ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน เห็น รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด โดยบริกรรมภาวนากำกับไว้เสมอตลอดเวลา จนติดเป็นนิสัย

ขั้นเตรียมตัวก่อนนั่งสมาธิ

อย่ารับประทานอาหารให้มากนัก พักผ่อนให้เพียงพอ พยายามจบปัญหาที่ยังค้างคาใจไปให้หมด การฝึกตอนเช้าจะดีกว่าฝึกตอนก่อนนอน เพราะสมองปลอดโปร่ง ปราศจากความกังวลที่ตัวเองคิดมาตลอดทั้งวัน แต่ถ้าฝึกก่อนนอนได้ด้วยจะดีมาก

ขั้นการนั่งสมาธิ

  1. สวดมนต์ระลึกถึงพระรัตนตรัยและขอคุณพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง (ในหน้า 6)
  2. สวดมนต์สมาทานรับศีลห้าหรือศีลแปด (ในหน้า 6 ย่อหน้าสุดท้าย)
  3. พิจารณาถึงศีลและพรหมวิหารสี่ที่ตนได้ทำมาแล้ว
  4. นั่งขัดสมาธิ เอาขาขวาทับขาซ้าย เอามือขวาทับมือซ้าย นั่งตัวให้ตรง หลับตาลง
  5. บริกรรมภาวนาในใจตามแบบที่ตนถนัด จนจิตสงบให้ได้มากที่สุด
  6. พอจิตสงบแล้วถอนออกมา ให้คิดพิจารณากาย เวทนา จิต และธรรม
  7. ทวนซ้ำขั้นตอนที่ 5-6 ต่อไปเรื่อยๆ

ถ้านั่งสมาธิแล้วจิตไม่สงบ ให้คิดพิจารณาใดๆก็ได้ที่นำไปสู่ความละวาง เช่น พิจารณาถึงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พิจารณาอสุภกรรมฐาน พิจารณาผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ให้เห็นเป็นของปฏิกูล น่าเกลียดโสโครก แยกธาตุลม ไฟ น้ำ ดิน เพื่อทำให้คลายความยึดมั่นถือมั่น จะพบว่าจิตเริ่มคลายตัวและสามารถบริกรรมภาวนาได้ง่ายขึ้น ถ้ายังไม่สงบอีกให้เดินจงกรมก่อนแล้วกลับมานั่งสมาธิต่อ

ถ้านั่งสมาธิแล้วเกิดนิมิตเป็นภาพหรือเสียงใดๆขึ้นมา ให้กำหนดรู้แล้วละวางในนิมิตนั้น แล้วกำหนดจิตย้อนกลับมาตั้งใจอยู่กับการบริกรรมภาวนาต่อไป

พอนั่งสมาธิจนจิตสงบตั้งมั่น ให้สังเกตสภาวะที่ละเอียดกว่าคำบริกรรมภาวนาที่ปรากฏขึ้นแล้วเพ่งในอาการที่รู้เช่นนั้นต่อไป

พึงระลึกว่า การฝึกสมาธิต้องมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งรู้อยู่ตลอดเวลา แล้วใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทำให้เบื่อหน่ายในการเวียนว่ายตายเกิด

Go to top