ได้ยินได้ฟังมาบ่อยว่า ถ้าอยากทำสมาธิให้สำเร็จ ต้องทำให้บ่อย ทำให้ชิน และทำให้นาน ซึ่งขอเพิ่มอีกสักข้อหนึ่งว่า ต้องรู้ด้วยว่าทำสมาธิเพื่ออะไร

ความคิดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เร็วมาก อย่างการพูดจากันได้เป็นเรื่องเป็นราวนี่แหละยกมาเป็นตัวอย่างได้เลย ลองสังเกตขั้นตอนก่อนที่จะสรรหาคำพูดออกมา ผู้พูดต้องรู้ตัวก่อนใช่ไหมว่าอะไรที่ทำให้อยากพูด จะพูดเรื่องอะไร พูดไปเพื่ออะไร พอตั้งใจได้แว้บเดียว จะพูดคำนั้นคำนี้ออกมาต่อๆกันเป็นประโยคได้เป็นเรื่องเป็นราว แว้บเดียวเท่านั้นนะที่ใช้เวลาคิด แล้วพูดๆๆๆๆกันออกมา

แต่ถ้าอยากพูด แต่ไม่รู้ว่าจะพูดเรื่องอะไร หรือพูดไปเพื่ออะไร จะพูดออกมาไม่ได้เรื่อง

สมาธิ ทำไปเพื่อทำให้จิตตั้งมั่น หากสามารถใช้จิตกำหนดตามรู้เรื่องที่ต้องการได้อย่างต่อเนื่อง ชัดเจน และปราศจากการปรุงแต่ง นั่นแหละเรียกว่ามีสมาธิแล้วมีจิตตั้งมั่นแล้ว

พอจิตตั้งมั่น จิตจะสงบได้เพราะสามารถควบคุมให้จิตคิดไปในทางใดทางหนึ่ง จิตจึงมีกำลังมากขึ้นเพราะไม่ปล่อยให้คิดเรื่อยเปื่อยอย่างไม่รู้ตัว

บางคนข้ามขั้นตอนของการทำจิตให้ตั้งมั่น โดยคิดว่าอยากจะสงบ อยากฝึกสมาธิเพื่อผ่อนคลายกายและใจ อยากทำใจให้ว่าง ซึ่งการคิดไว้แบบนี้ ผลจะออกมาในทำนองที่ว่าทำใจให้ว่างได้บ่อยๆ ผ่อนคลายไม่ต้องคิดอะไร ลืมทุกข์ที่มีได้ตามต้องการ หลายคนเสียเวลาไปกับการฝึกแบบนี้แล้วหลงเข้าใจไปว่าคือสมาธิ

บางคนตั้งใจให้มีสติมีสมาธิในชีวิตประจำวัน พยายามตามดูรู้อาการของกายใจที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงในแต่ละขณะ มุ่งให้รู้อยู่ในปัจจุบัน ไม่มีอดีตไม่มีอนาคต แต่กลายเป็นคนทำอะไรเชื่องช้า จะพูดก็ช้า จะเดินก็ช้า จะรับประทานอะไรก็มีกิริยาที่ช้ากว่าปกติ บางคนพยายามไม่พูดไม่จา ไม่มองหน้ามองตาใครเสียด้วยซ้ำ เพราะอยากจะมีสติตามรู้ได้ตลอด การกระทำแบบนี้ก็เกินไป

บางคนกำหนดคำบริกรรมภาวนาในใจหรือตามรู้ลมหายใจไปได้สักพัก พอคำบริกรรมหรือลมหายใจหายไปแล้วเข้าใจผิดว่าเป็นสมาธิ เพราะเข้าใจว่าทุกคนย่อมพบอาการแบบเดียวกันนี้ทั้งนั้น แต่อีกนานกว่าจะมีสติรู้ตัวกลับมาอีกที

สมาธิที่ถูกต้อง ต้องผ่านการฝึกจิตให้ตั้งมั่นให้เป็นเสียก่อน พอคำบริกรรมหรือลมหายใจหายไป ต้องยังคงรู้ตัวอยู่ตลอด จากนั้นจะดูจิตหรือใช้สร้างสติในชีวิตประจำวันก็ย่อมได้

Go to top