คุณพ่อของผมสอนลูกๆให้มีสติ เวลาทำอะไรให้เลือกทำเฉพาะสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อย่าทำหลายๆอย่างพร้อมกัน เช่น เวลารับประทานอาหาร อย่าอ่านหนังสือไปพลางเล่นคอมพิวเตอร์ไปพลาง นอกจากนั้นท่านยังสอนว่า เมื่อทำสิ่งใดแล้ว ต้องทำให้เสร็จ อย่าทิ้งค้างเติ่งเอาไว้ ถ้าเมื่อใดที่ใครเผลอเดินสะดุดของหรือหลงลืมไม่ได้ทำเรื่องที่ต้องทำตามลำดับก่อนหลัง คุณพ่อจะดุว่า ไม่มีสติ

สติช่วยให้สามารถสนองตอบต่อสิ่งเร้ารอบข้าง ถ้าขาดสติ คนเราจะทำตามสัญชาตญาณเอาตัวรอด ทำตามความคุ้นเคย หรือหาทางปกป้องตัวเองไว้ก่อน ดูง่ายๆเวลาเห็นรถเปิดสัญญาณไฟเลี้ยวขอทาง ถ้ามีสติ จะคิดทันขึ้นมาในใจว่า "เออ เขาอุตส่าห์เปิดไฟขอทางแล้วนะ ควรเมตตาให้ทางเขาดีกว่า" แต่ถ้าไม่มีสติ จะรีบขับรถเสียบเข้าไป ไม่ยอมให้ใครขับเข้ามาหรอกใช่ไหม แทนที่จะมองเห็นประโยชน์ทั้งของเขาและของเรา จะคิดแต่ว่า มันเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา

สติมีลักษณะคล้ายกับสมาธิ แต่ต่างกับสมาธิ บางคนแปลสติว่าหมายถึงการรู้ตัว ถ้ามีสมาธิต้องรู้ตัวว่ามีสมาธิ ดังนั้นสมาธิจึงต้องอาศัยสติ แต่สติอาจไม่จำเป็นต้องอาศัยกำลังสมาธิมากนักก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น การนั่งฟังดนตรีในหอประชุม ระหว่างที่ได้ยินเสียงดนตรีไพเราะ จะให้ความสนใจกับเสียงดนตรีจนลืมเรื่องอื่นๆ ลืมตัวเองว่ากำลังนั่ง นั่งเอียงไปอย่างไร หรือไม่สนใจว่าตัวเองกำลังอ้าขาไปเบียดคนนั่งข้างๆ เพราะเอาแต่ฟังเสียงเพลงที่บรรเลงไปอย่างเดียวเท่านั้น อย่างนี้เรียกว่ามีสติอยู่กับการฟัง และมีสมาธิอยู่กับเสียงดนตรี

พอฟังเสียงเพลงไปสักพัก อาจเคลิบเคลิ้มไปคิดเรื่องอื่น นี่เรียกว่าขาดสติและไม่มีสมาธิ

การมีสติและสมาธิเพียงเล็กน้อยจะช่วยให้สามารถฟังเพลงไปได้ตลอด แต่ยังไม่สามารถเลือกฟังเสียงจากเครื่องดนตรีอย่างใดอย่างหนึ่งที่กำลังเล่นประสานกันอยู่ นี่แหละคือประเด็นที่ต้องอาศัยกำลังสมาธิ ถ้ามีสมาธิพอประมาณอาจใช้วิธีจ้องมองคนที่กำลังเล่นเครื่องดนตรีนั้นๆไปเรื่อยๆ จะช่วยให้สามารถตามรู้เสียงดนตรีชนิดนั้นได้ง่ายขึ้น แต่ถ้ามีสมาธิดีและฝึกฝนมาอย่างชำนาญ จะสามารถนั่งหลับตาฟังเพลงที่กำลังเล่นประสานเสียงกัน แล้วสามารถแยกแยะเลือกเสียงเฉพาะจากเครื่องเล่นตนตรีที่ต้องการได้ด้วย

เมื่อย้อนกลับมาพิจารณาการมีสติในชีวิตประจำวัน แต่ละวินาทีที่ผ่านไปมีการสัมผัสและตอบโต้ระหว่างสิ่งรอบข้างกับกายใจ พอๆกันกับการฟังดนตรีโรงใหญ่ การมีสติและสมาธิบ้างแม้ช่วยให้ใช้ชีวิตอยู่รอดได้ก็ตาม แต่จะไม่สามารถตามรู้ได้ตลอดทุกขณะ โดยในวันหนึ่งๆจากเช้าจนเย็น จะจำได้เพียงไม่กี่เรื่อง จำไม่ได้ว่าขณะที่นั่งอยู่ในรถเมล์มีใครนั่งข้างๆ จำไม่ได้ว่ารถโดยสารสีอะไร พอออกจากบ้านได้เดี๋ยวเดียวถึงที่ทำงาน พักหนึ่งกลับมาถึงบ้านอีกแล้ว

บางคนแปล "สักแต่ว่ารู้" อย่างผิดๆว่าหมายถึง แค่มีสติ ไม่ต้องเพ่ง ไม่ต้องกำหนดจิต ไม่ต้องใช้สมาธิ สักแต่ว่ารู้แบบนี้จะรู้ได้เท่าที่ตัวเองมีสติรู้ตัวขึ้นมา หรือมีเรื่องแปลกๆแสดงขึ้นมาให้รู้เห็นได้ชัดเท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นๆที่ควรจะได้รู้กลับไม่รู้ การฝึกแบบนี้ทำให้รู้สึกสบายเพราะไม่ต้องรับภาระให้รู้อะไรต่ออะไร แต่พอถึงคราวมีปัญหาต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่ต้องรู้แล้วหาทางจัดการกับมัน จะแพ้มันอย่างหมดรูป

ที่แท้จริงกว่าจะถึงขั้นสักแต่ว่ารู้ ต้องผ่านการฝึกใช้กำลังสมาธิ กำหนดจิตเพ่งเลือกที่จะรู้เฉพาะเรื่องนั้นๆเพียงอย่างเดียว ตามรู้สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น พอเกิดขึ้นแล้วทรงอยู่ระยะหนึ่ง แล้วดับไป จะได้รู้ได้เห็นการปรุงแต่งที่เกิดจากความคิดและความจำ  

ด้วยกำลังสมาธิที่ฝึกฝนมาอย่างดีเท่านั้น จึงจะสามารถเลือกพิจารณาเฉพาะสิ่งนั้นโดยไม่เข้าไปคิดแทรกแซง

แต่ถ้าคิดว่ายังไม่มีเวลาทำสมาธิ อย่างน้อยขอให้พยายามมีสติในชีวิตประจำวัน โดยเริ่มจากความตั้งใจ จะทำสิ่งใด เมื่อใด และจะทำอย่างไร จงตั้งใจทำ แล้วทำให้เสร็จอย่างที่ตั้งใจ

Go to top