สมาธิมีสองแบบคือ สัมมาสมาธิ กับ มิจฉาสมาธิ ถ้าฝึกสมาธิแล้วไม่เกิดปัญญารู้แจ้งเห็นจริง ไม่ทำให้เกิดอารมณ์สังเวช เบื่อหน่าย ไม่เห็นกายเป็นของน่ารังเกียจโสโครก ไม่ได้ทำให้อยากหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด หรือฝึกสมาธิแล้วพบแต่ความสบาย อยากอยู่ในสมาธินานๆ หากมีอาการแบบนี้ไม่ใช่สัมมาสมาธิ

กว่าจะทำให้เกิดสัมมาสมาธิต้องใช้ปัญญา จังหวะที่ออกจากสมาธิก็ให้ใช้ปัญญา แล้วเคยสงสัยหรือไม่ว่า ตัวสมาธิเองจะทำให้เกิดปัญญาได้เช่นไร

ปัญญา ไม่ใช่ว่าอยู่เฉยๆแล้วปัญญาจะเกิดขึ้นเอง ไม่มีครูบาอาจารย์ท่านใดจะยกปัญญาความฉลาดรู้แจ้งเห็นจริงมาทำให้ลูกศิษย์มีปัญญาได้ในทันที ท่านทำได้เพียงแค่เป็นผู้แนะนำชี้ทาง ผู้ฝึกกรรมฐานต้องปฏิบัติจนรู้ด้วยตัวเองจึงเรียกว่าเกิดปัญญา

ครูบาอาจารย์ท่านกล่าวว่า อารมณ์ของสมาธิซึ่งประกอบด้วยวิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตานั้น วิตกกับเอกัคคตาเป็นสมถะ ส่วนวิจารเป็นวิปัสสนา ผู้ฝึกต้องพยายามรักษาวิตกและวิจารให้พอดีๆกัน ทำให้ความสงบกับความคิดได้สมดุลกัน ถ้าสงบเกินไปก็ไม่เกิดปัญญา ถ้าใช้แต่ปัญญาก็ไม่เกิดความสงบ หากวิตกกับวิจารได้สัดส่วนกันพอดีแล้ว เราจะสามารถตามรู้อารมณ์ได้ตลอดเกิดเป็นสติสัมปชัญญะ ทำให้เกิดปีติและสุขเป็นผล

สมาธิจะทำให้เกิดปัญญาต่อเมื่อผู้ฝึกฉลาดเรียนรู้อารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในสมาธิ กว่าจะเกิดความสงบเป็นสมาธิตั้งมั่นได้นั้น ต้องผ่านอุปสรรคขัดขวางมากมายจากรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ แค่เพียงบริกรรมภาวนาได้ไม่นาน เดี๋ยวเดียวก็มีความคิดนึกอื่นแทรกเข้ามา พึงสังเกตให้ทันแล้วศึกษาอารมณ์ที่เกิดขึ้นว่ามีลักษณะเช่นใด เกิดจากอายตนะใด ผ่านเข้ามาทางรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส หรือคิดนึกขึ้นมาเอง ตามรู้ให้ทันถึงการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปของอารมณ์นั้นว่ามีเหตุที่ไปที่มาเช่นไร

การเรียนรู้วิธีทำงานของจิตที่ได้จากสมาธิ จะเป็นฐานในการใช้ปัญญาพิจารณาต่อไป

 

 

Go to top