เพื่อช่วยให้การปฏิบัติกรรมฐานดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจความหมายของคำว่าสมาธิและวิปัสสนาว่าอะไรคืออะไร และแตกต่างกันอย่างไร ไม่ใช่เรียกว่าวิปัสสนาไปตลอดเพียงเพราะพูดคำนี้แล้วเท่ห์ดี หรือไม่ยอมใช้คำว่าสมาธิหรือคำว่าสมถะเสียเลยเพราะได้ยินได้ฟังมาว่า ฝึกสมถะไปก็เท่านั้น สู้ฝึกวิปัสสนาไม่ได้ และน่าจะเคยฟังมาบ่อยๆว่า วิปัสสนานั้นฝึกง่ายกว่า ทุกคนสามารถทำวิปัสสนาได้ทุกขณะในชีวิตประจำวัน ... จริงหรือ

การฝึกสมาธิทำให้เกิดความสงบ แต่มักเข้าใจผิดว่า เป็นความสงบที่ไม่รู้สึกตัวอะไรสักอย่าง เป็นความสงบแบบว่างๆไม่รู้ไม่เห็นอะไร ถ้าเข้าใจแบบนี้ แสดงว่าคุณกำลังนึกว่าสมาธิของศาสนาพุทธเหมือนกับสมาธิของลัทธิอื่น ซึ่งไม่ใช่เช่นนั้น

ในพระไตรปิฎกมีคำว่าสมาธิ สมถะ ฌาน และวิปัสสนาอยู่มากมาย น่าเสียดายที่ไม่มีใครลองนับว่ามีคำใดมากกว่ากัน ที่เขียนท้าทายแบบนี้มิได้อยากให้ใครลองนับจริงๆหรอก เพียงอยากตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าสมาธิและสมถะไม่มีประโยชน์ ทำไมในพระไตรปิฎกจึงเขียนแนะนำให้ฝึกสมาธิหรือฝึกสมถะเยอะแยะไปหมด และเมื่อใดที่มีคำว่าวิปัสสนาจะพบคำว่าสมถะประกอบอยู่ด้วยแทบทุกที่

หลายคนขู่ว่าถ้าฝึกสมถะหรือฝึกสมาธิแล้วอาจจะเป็นบ้า จะทำให้เป็นสมาธิหัวตอ หรือพอตายจะไปเกิดเป็นพรหม แล้วทำไมเวลาผ่านไปสองพันห้าร้อยกว่าปีแล้วจึงยังเก็บเรื่องสมถะและสมาธิไว้ในพระไตรปิฎกเรื่อยมา นี่แสดงว่าสมถะและสมาธิเป็นเรื่องจำเป็น และเป็นวิธีการเฉพาะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงสั่งสอนให้ปฏิบัติ และไม่ใช่วิธีที่ฤๅษีหรือนักบวชในศาสนาอื่นใช้กันแม้แต่น้อย ถ้าเป็นวิธีของศาสนาอื่น จะบันทึกวิธีการไว้ในพระไตรปิฎกด้วยทำไม

ความสงบจากสมาธิไม่ใช่ความสงบแบบไม่รู้สึกตัว คุณควรเข้าใจให้ถูกว่า สมาธิมีความสงบที่เกิดจากการไม่ต้องไปนึกคิดวุ่นวายสัมผัสสัมพันธ์กับเรื่องอื่นๆซึ่งไม่ต้องการ และในความสงบยังคงมีสิ่งที่รู้และมีสิ่งที่ระลึกซึ่งผู้ฝึกเลือกดูอยู่ตลอดเวลา จนสามารถดำรงสภาวะที่กำหนดให้รู้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานเท่าที่ต้องการ ทำให้เกิดสมาธิที่ตั้งมั่น

นอกจากนี้ ในสมาธิไม่ได้จำกัดให้รู้แต่เพียงสิ่งเดียวไปตลอด ไม่ได้รู้แต่เพียงคำบริกรรมภาวนาว่าพุทโธ ไม่ได้รู้แต่เพียงลมหายใจเข้าออก ผู้ฝึกสมาธิต้องฉลาดพอที่จะเลื่อนสิ่งที่กำหนดรู้จากหยาบไปสู่ละเอียด ฝึกเลื่อนองค์ฌานเช่นเดียวกับสติปัฏฐานสี่ ซึ่งให้พิจารณากายเวทนาจิตธรรมตามลำดับ และไม่ว่าสมาธิจะสงบมากเท่าใด ยังคงมีสิ่งที่รู้อยู่เสมอ เมื่อรู้ได้ชัดเจนแล้วจะสามารถแยกแยะของหยาบของละเอียดว่ามีลักษณะเช่นไรต่างกันอย่างไร

คำว่าสมถะต่างจากสมาธิแต่เพียงว่า สมถะแบ่งขั้นของความละเอียดของความสงบออกเป็น 8 ขั้นเรียกว่าฌานสี่จนถึงฌานแปด (ซึ่งแบ่งเป็นรูปฌานสี่ และอรูปฌานอีกสี่) ส่วนสมาธิแบ่งขั้นของความสงบออกเป็น 3 ขั้น ได้แก่ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ พอถึงอัปปนาสมาธิ แสดงว่า สามารถเข้าฌานได้นั่นเอง

ครูบาอาจารย์ซึ่งชำนาญทั้งสมถะและวิปัสสนาสอนว่า ต้องฝึกสมาธิให้ถึงขั้นอัปปนาก่อนจึงจะเริ่มวิปัสสนา ถ้าใครสามารถเข้าถึงปฐมฌานและผู้นั้นมีปัญญามาก จะสามารถใช้วิปัสสนาอบรมปัญญาได้เลยโดยถอนจิตจากขั้นอัปปนามาขั้นอุปจาระเพื่อใช้ปัญญาในการพิจารณา ส่วนผู้ที่สามารถฝึกสมถะได้ชำนาญ เมื่อเข้าใจชัดเจนแล้วว่ารูปฌานกับอรูปฌานมีอาการแตกต่างกันอย่างไรจะเกิดวิปัสสนาได้เอง

นอกจากนี้ยังมีบางท่านแนะนำว่า วิปัสสนาใช้กำลังสมาธิแค่เพียงขั้นขณิกก็พอ ไม่ต้องเข้าให้ถึงฌาน บ้างสอนว่าไม่จำเป็นต้องฝึกสมาธิเลยด้วยซ้ำ หรือแค่ไม่คิดไม่ต้องใช้ปัญญาก็บรรลุแล้ว ยุคนี้จึงมีทางผ่านซึ่งทำให้ผู้ปรารถนามรรคผลนิพพานอย่างรวดเร็วต้องติดกับดักของกิเลสอย่างไม่รู้ตัว

ไม่ว่าวิปัสสนาจะเริ่มที่สมาธิขั้นใด ต้องใช้กำลังสมาธิขั้นขณิกหรืออุปจารก็ตาม แต่วิปัสสนามีที่สุดไกลเกินกว่าสมาธิยิ่งนัก ถ้าทราบจุดหมายปลายทางของวิปัสสนา จะเข้าใจได้เองว่าวิปัสสนาคืออะไร และต้องการกำลังของสมาธิมากขนาดไหน

Go to top