วิปัสสนาเป็นการอบรมปัญญาให้รู้แจ้งเห็นจริงในสภาวะที่แท้จริง แต่ทุกวันนี้ผู้ฝึกมักชอบชิงสุกก่อนห่าม เอาผลมากลายเป็นเหตุ แทนที่จะอบรมปัญญาให้รู้แจ้งเห็นจริง กลับเอาความรู้ที่ตัวเองนึกเอาเองว่าจริงมาทึกทักว่าเป็นความรู้แจ้งเห็นจริง แล้วพากันเรียกขานวิธีนี้ว่าวิปัสสนา วิปัสสนาจึงกลายเป็นของง่ายที่ทำเป็นกันทั่วบ้านทั่วเมือง แต่ที่ทำกันได้มันเป็นวิปัสสนึกต่างหาก

ข้าศึกของวิปัสสนา คือ สัญญา (ความจำได้หมายรู้หรือความทรงจำ) ยิ่งเรียนมามากเท่าใด ยิ่งต้องคอยระวังว่า จะเอาความทรงจำที่มีอยู่มาเป็นความรู้แจ้งเห็นจริง จะระวังได้อย่างไร ต้องพึ่งกำลังของสมาธิช่วยทำให้จิตตั้งมั่นพิจารณาอยู่เฉพาะเรื่องนั้น ไม่เอาสัญญา ไม่นึกเอาความทรงจำอย่างนั้นอย่างนี้มาแทรกแซงในการพิจารณา ไม่ปล่อยให้อารมณ์เข้ามาเบี่ยงเบน จะได้เห็นในสิ่งที่แท้จริงซึ่งปราศจากการปรุงแต่ง แต่ถ้ามุ่งมั่นเอาแต่สมาธิท่าเดียว จะได้แต่ความสงบ ไม่เกิดปัญญา ดังนั้นจึงต้องฝึกหัดให้ใช้กำลังสมาธิในการพิจารณา

พันธมิตรของวิปัสสนา คือ สัญญา สัญญาความทรงจำเป็นได้ทั้งมิตรและศัตรู ถ้าไม่ใช้ความทรงจำแล้วจะคิดพิจารณาได้อย่างไร ก่อนที่จะได้วิมุตติ ไม่ควรทิ้งความรู้ความทรงจำที่ว่าเป็นสมมติออกไปหรอก ถ้าไม่มีสมมติจะทำให้กลายเป็นวิมุตติได้อย่างไร ในสมมติเองมิใช่สมมติไปทั้งหมด อย่างพระธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คำสอนของครูบาอาจารย์ ล้วนเป็นสิ่งที่ดีเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่ท่านถ่ายทอดไว้ ถ้าเอาแต่จดจำ ไม่ได้คิดพิจารณาจนเห็นจริงรู้จริงตามที่ท่านสอน พระธรรมของท่านจะยังคงเป็นสมมติอยู่นั่นแหละ

ในการปฏิบัติกรรมฐาน เมื่อจิตสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้ว ให้นำพระธรรมคำสั่งสอนมาคิดพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำอีก หาทางพิสูจน์ด้วยตนเองว่าธรรมเหล่านั้นเป็นความจริง พยายามสร้างพระไตรปิฎกทั้งฉบับขึ้นมาภายในใจ ค่อยๆได้รู้ได้เห็นสภาวะที่แท้จริงของสรรพสิ่งทั้งหลาย และจะรู้สึกซาบซึ้งเกิดอาการปีติสุขอย่างละเอียดขึ้นไปเรื่อยๆ

จากความรู้แจ้งเห็นจริงที่ค่อยๆปรากฏขึ้นมานั้น ความลังเลสงสัยจะค่อยๆหมดไป ผู้ฝึกจะเข้าใจชัดว่ากายกับใจไม่ใช่สิ่งเดียวกัน กายสักแต่ว่ากาย ไม่มีกายที่เป็นตัวตนของเราของเขาอีกต่อไป มันเป็นเพียงธาตุลมไฟน้ำดินที่มาพึ่งพาอาศัยกันอยู่ชั่วคราวเท่านั้น ล้วนอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทำให้เบื่อหน่ายไม่ต้องการกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก

Go to top