ครูบาอาจารย์ท่านสอนให้หัดบริกรมพุทโธๆๆติดต่อกันไปอย่างน้อย 1 ชั่วโมงโดยไม่มีเรื่องอื่นแทรกเข้ามา จากนั้นจึงใช้ปัญญาในการพิจารณาต่อไปอีกเป็นชั่วโมงเหมือนกัน และให้ฝึกสลับไปสลับมาระหว่างการบริกรรมกับการใช้ปัญญาเช่นนี้ไปเรื่อยๆ แบบนี้แหละเรียกว่าสมาธิที่ตั้งมั่นและพร้อมต่อการใช้ปัญญา

ขนาดคนที่บอกว่าแน่ อย่าว่าแต่ 1 ชั่วโมง แค่นาทีเดียวก็ยากแล้ว แรกๆบริกรรมพุทโธๆๆ จะต้องหยุดเพื่อรอให้หายใจเข้าออกเป็นพักๆ แถมพุทโธที่บริกรรมทำได้ช้าเสียอีก

อาการของความคิดมักติดอยู่กับนิสัยการพูด พอคิดอะไร เห็นอะไร ต้องได้ยินเสียงพากย์เป็นเสียงพูดขึ้นมาในใจตามไปด้วย ด้วยเหตุที่ติดอยู่กับการพูดจึงติดกับนิสัยที่ว่าต้องหายใจเข้าหายใจออกเพื่อจะได้มีลมที่ใช้พูดตามกันไป พอเริ่มฝึกบริกรรมพุทโธขึ้นมาในใจ กลับรู้สึกว่าลิ้นกับปากของตัวเองขยับตามไปด้วย ทำไปพักหนึ่งอาจมีน้ำลายมากขึ้นจนต้องกลืนลงคอ ในหนึ่งนาทีจะบริกรรมพุทโธๆๆต่อกันไปได้ไม่กี่สิบครั้ง นี่แหละคือข้อพิสูจน์ว่า กายกับใจ ใจกับกาย มันเชื่อมกัน คนเราเคยใช้กายกับใจเชื่อมกันมาชั่วชีวิต ดังนั้นจึงไม่ง่ายหรอกที่จะฝึกบริกรรมพุทโธโดยใช้ใจเพียงอย่างเดียวให้ได้ในทันที

ผู้ฝึกต้องหาทางฝึกแยกกายกับใจให้ค่อยๆห่างกันไปทีละเล็กทีละน้อย แทนที่จะปล่อยให้คิดบริกรรมพุทโธเฉยๆซึ่งเปิดโอกาสให้คิดถึงพุทโธแบบที่ใช้ปากพูดอีก ให้กำหนดจิตตามรู้ลมหายใจเข้าออกที่ปลายจมูกแทน พอหายใจเข้า ก็รู้ พอรู้ก็บอกตัวเองในใจว่า พุทโธ พอหายออก ก็รู้ พอรู้ให้บอกตัวเองในใจว่า พุทโธ อะไรๆที่รู้ให้บอกตัวเองว่าพุทโธ

การตั้งใจที่จะตามรู้ลมหายใจ จะช่วยให้ลืมนึกถึงปากที่เคยใช้พูด อีกทั้งเป็นการฝึกให้แยกกายกับจิตไปในตัว เพราะการหายใจเป็นเรื่องของกายเป็นเรื่องที่เป็นเหตุ ส่วนการรู้นั้นเป็นเรื่องของจิตเป็นเรื่องที่เป็นผล

พอบริกรรมไปได้สักพัก คราวต่อไปให้คิดคำว่าพุทโธครั้งเดียวหรือหลายๆครั้งตามลมหายใจเข้าออกแต่ละครั้ง จะช่วยเน้นการใช้ส่วนของจิตมากขึ้น หลังจากนั้นจึงบริกรรม พุทโธๆๆ ต่อไปเพียงอย่างเดียวโดยไม่ต้องสนใจอาการใดๆที่เกิดจากกายอีก

แทนที่จะปล่อยให้บริกรรมพุทโธๆๆติดต่อกันไปอย่างเดียว ให้ลองคิดคำว่าพุทโธ หรือพูดพุทโธออกมาทางปาก จากนั้นให้นึกถึงเสียงที่พูดว่าพุทโธ แล้วนึกถึง นึกถึง นึกถึง เสียงคำว่าพุทโธ จะพบว่าคิดกับนึกนั้นต่างกัน และนึกพุทโธทำได้ง่ายกว่าคิดพุทโธอย่างมาก

ถึงขั้นนี้จะเริ่มเข้าใจสภาวะการทำงานของรูป(ได้จากลมหายใจที่ผ่านเข้าออก) เวทนา(ได้จากความรู้สึกถึงลม) สัญญา(ได้จากการนึกถึงพุทโธ) สังขาร(ได้จากการคิดถึงพุทโธ) ว่ามีลักษณะแตกต่างกันเช่นใด โดยความเข้าใจที่ได้มานี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากการคิด แต่เกิดขึ้นตามผลจากการปฏิบัติโดยตรง

เนื่องจากการนึกถึงคำว่าพุทโธทำได้เร็วมากในวินาทีหนึ่งหลายครั้ง แทนที่จะปล่อยให้นึกถึงพุทโธทีละครั้งติดต่อกันซึ่งอาจทำให้เกิดความเบื่อไม่น่าสนใจติดตาม ให้ลองนึกถึงคำว่าพุทโธเป็นคู่ทีละหนึ่ง ทีละสอง ทีละสาม ทีละสี่ ทีละห้าพุทโธ ดังนี้

พุทโธ พุทโธ
พุทโธพุทโธ พุทโธพุทโธ
พุทโธพุทโธพุทโธ พุทโธพุทโธพุทโธ
พุทโธพุทโธพุทโธพุทโธ พุทโธพุทโธพุทโธพุทโธ
พุทโธพุทโธพุทโธพุทโธพุทโธ พุทโธพุทโธพุทโธพุทโธพุทโธ

หรือนึกตามด้วยตัวเลขก็ได้ เพราะตัวเลขเป็นสิ่งที่เคยใช้กันจนชิน จนไม่ต้องเสียเวลาคิด พอนึกถึงตัวเลขตามพุทโธขึ้นมาก็ยังเรียงตัวเลขตามลำดับได้ด้วย

คุณจะสรรหาวิธีอื่นใดมาใช้ได้ตามใจ สิ่งที่นึก ต้องทำได้ง่าย ต่อเนื่องกันไป และต้องช่วยให้จิตสงบตัวมากขึ้นทีละเล็กทีละน้อย

จากพูดพุทโธ คิดพุทโธ นึกพุทโธ จะกลายมาเป็น รู้พุทโธ แล้วรู้อยู่เท่านั้น

Go to top