ผมชอบสังเกตคนที่กำลังเดินไปเดินมา น้อยคนนักที่เดินอย่างตามีประกาย ส่วนใหญ่จะเดินแบบตัวไปทางแต่ใจไปอีกทาง ไม่ค่อยเห็นใครเดินไปแล้วคอยดูคนที่เดินสวนทางกันมาหรอกนะ ถัดจากคนเดินหันไปสังเกตคนที่นั่งบนรถเมล์บ้าง ยิ่งแล้วใหญ่กว่าคนที่เดินไปเดินมาเสียอีก ส่วนใหญ่คนนั่งบนรถเมล์จะนั่งตาลอย มองออกนอกหน้าต่าง พอมีรถส่งควันเหม็นจึงค่อยรู้ตัวหาผ้ามาปิดหน้าปิดจมูกกันเป็นพักๆ

ช่วงเดือนที่ผ่านไปมีการแข่งขันฟุตบอลโลก เห็นฝรั่งเขาเตะฟุตบอลแล้วพอย้อนมาดูคนไทยเล่นเหมือนได้ดูหนังแบบสโลว์โมชั่น เวลาต่างชาติเขาเล่นฟุตบอล ขายาววิ่งเร็ว ส่งลูกต่อกันได้แม่นยำ ไม่กี่อึดใจ สามารถส่งลูกต่อๆกันข้ามสนามมาถึงหน้าประตู

นี่เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า ถ้าอยากจะมีสติตามรู้ได้ทันตลอดเวลาแล้ว ต้องอย่าปล่อยให้ใช้ชีวิตแบบปกติที่คุ้นเคยมาตลอด ถ้าไม่มีเรื่องบังคับ ไม่มีการแข่งขัน จะติดนิสัยทำตัวแบบเดิมๆ โดยเฉพาะจิตที่ชอบคิด ต้องหาทางใช้ความคิดที่เร็วกว่าเพื่อควบคุมจิต แต่ถ้าปล่อยให้คิดปล่อยให้มีสติตามสภาพที่เคยชิน นั่นไงดูคนที่เดิน ดูคนที่นั่งบนรถเมล์ซิ ผลจะออกมาเป็นแบบนั้นแหละ แล้วที่ตัวเองว่าสามารถมีสติรู้ตัว จะรู้ตัวได้แค่ช่วงหลังจากเผลอ ยากสำหรับคนธรรมดาๆจะเอาความนิ่งหรือความช้ามา สยบจิตที่เคลื่อนไหว

จิตมันชอบคิด ต้องอย่าปล่อยให้มันคิดของมันเอง อย่าพยายามหยุดคิดทีเดียวล่ะ เพราะความอยากความพยายามที่จะหยุดคิดนั่นเป็นความคิดเหมือนกัน ยิ่งอยากจะหยุดคิด ยิ่งทำให้คิด ทำให้เครียด ทำให้กังวล

จิตมันชอบคิด ต้องกำหนดเรื่องให้มันคิดเข้าไปแทน ให้นึกคำว่าพุทโธ พุทโธ ติดต่อกันไป หรือจะกำหนดจิตตามรู้ลมหายใจ หรือใช้วิธีอื่นใดก็ได้ โดยให้คิดคำนั้นๆตามรู้เรื่องนั้นๆให้ต่อเนื่องกันไปตลอดให้ได้ ถ้ายังแว้บคิดเรื่องอื่นขึ้นมาอีก แสดงว่ายังปล่อยจังหวะให้จิตมันคิดของมันเอง ถ้ายังรู้สึกปวดขา นั่นแสดงว่ามีจังหวะให้จิตคิดขึ้นมาอีก ถ้ายังรู้สึกอะไรๆขึ้นมาได้ในขณะนึกถึงพุทโธอยู่ แสดงว่าจิตมันคิดปรุงเร็วกว่าอยู่อีก

ฝึกจิตแบบนี้ไม่ง่ายหรอกนะเพราะจิตมันติดนิสัยคิดนอกเรื่องนอกราวมาตลอด จิตมันเหมือนม้าพยศ ต้องขี่ม้าตัวนี้ให้มันยอมแพ้ของมันเอง

Go to top