คนที่ติดทำงานหามรุ่งหามค่ำ มีเวลาพักผ่อนหาความสุขใส่ตัวได้น้อยเหลือเกิน พอนั่งหลับตาพิงพนักเก้าอี้แค่แผล็บเดียวก็หลับ ไฉนเลยจะฝึกสมาธิแบบที่ว่าให้นั่งขัดสมาธิ เอาขาขวาทับขาซ้าย เอามือขวาวางทับมือซ้าย แล้วหลับตาลง กำหนดตามรู้อาการของลมหายใจต่อไปได้ พอหลับตาลงแล้วจะหลับไปเลยทั้งนั้นใช่ไหม

การหลับตาแล้วหลับไปเลย เป็นสาเหตุหนึ่งทำให้หลายคนหลีกหนีจากการฝึกสมาธิ ปฏิเสธการฝึกที่เรียกว่าสมถะ เพราะฝึกทีไรก็หลับ ในที่สุดพอหมดทางจึงคิดหันไปฝึกแบบลืมตา ขอแค่มีสติตามรู้ไปเรื่อยๆก็พอ ครูอาจารย์ซึ่งสอนให้ใช้แต่ปัญญาอย่างเดียว บางคนก็พอๆกันกับลูกศิษย์ ที่ไม่อยากสอนสมถะเป็นเพราะตัวเองหลับเหมือนกัน แล้วตอบแบบเลี่ยงๆไปว่า วิปัสสนาดีอย่างนั้นดีอย่างนี้เพราะไม่ต้องหลับตาก็ฝึกได้

ถ้าทำงานมาเหนื่อย ใช้สายตาจ้องมองจอคอมพิวเตอร์มาตลอดวัน พอนั่งหลับตาก็ยากจะรักษาสติตามรู้ไปตลอดโดยไม่หลับ ดังนั้นถ้ายังไม่พร้อม ขอให้ไปนอนหลับให้เต็มอิ่มก่อนดีกว่า พักเอาแรง ปล่อยจิตใจให้ผ่อนคลายลืมปัญหาที่รุมเร้ามาตลอดทั้งวัน พอตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่นแล้วจึงมาตั้งใจฝึกสมาธิ

การนั่งสมาธิแล้วไม่อยากหลับ ต้องเริ่มจากความตั้งใจ ตั้งใจที่จะใช้เวลาจากนี้ในการฝึกสมาธิ ถ้าไม่ตั้งใจไว้ก่อน จะใจอ่อนยอมแพ้หลับไปง่ายๆ

พอตั้งใจได้แล้ว จากนั้นให้กำหนดตามรู้ลมหายใจ พอรู้ว่าลมหายใจเข้าแล้วนะ คิดคำบริกรรมว่า พุท พอรู้ว่าลมหายใจออก บริกรรมว่า โธ ... ทำไปสักพักจะหลับอีกใช่ไหม

ลมหายใจที่ใช้เริ่มต้นตามรู้ ต้องไม่ใช้ลมหายใจที่หายใจเข้าออกตามสภาวะปกติ เพราะลมหายใจในสภาวะปกติมีแต่จะเบาลงๆๆไปเรื่อยๆ เมื่อลมหายใจเบาลงช้าลงจนแทบไม่เห็นลม ทำให้เผลอ แล้วจะหลับ

ขอให้ปรับลมหายใจให้แรงขึ้นกว่าปกติสักเล็กน้อย ปรับให้รู้สึกถึงลมที่กระทบในโพรงจมูกได้ชัดเจน เวลานึกคำบริกรรมว่าพุทโธ ต้องกำหนดให้ชัดเจนหนักแน่น ได้ยินเสียงในใจดังขึ้นว่า พุทโธ อย่างชัดเจน ไม่ใช่ได้ยินว่า พุ โอ อุ โอ แล้วหลับไปอีก

อย่าลืมว่าการฝึกสมาธิไม่ใช่การปล่อยใจให้สบายๆว่างๆ การฝึกสมาธิถือเป็นงานของจิตที่จิตต้องทำ เพียงแต่ต้องไม่หนักไปหรือเบาไป ไม่เร็วไปหรือช้าไป ไม่ดังไปหรือค่อยไป ไม่สั้นไปหรือยาวไป กะให้พอดี ค่อยๆปรับให้พอดี ซึ่งจะปรับได้พอดีได้อย่างไรนั้น ต้องใช้ปัญญาค่อยสังเกต ศึกษา ตามรู้ และแก้ไขให้เหมาะสม

Go to top