จิตเป็นสภาวะของใจ ตัวจิตไม่ชอบอยู่นิ่ง มันชอบวิ่งไปตามสัมผัสจากทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ จึงเป็นเหตุทำให้ต้องพยายามฝึกสมาธิจนตามรู้อาการของจิตได้ตลอด ไม่ใช่ฝึกแค่รู้แล้วก็ละทันทีจนไม่ได้รู้ได้ตลอด ครูบาอาจารย์สอนว่า แม้จะมุ่งต่อโลกุตตรสมบัติก็ตาม แต่ยังต้องใช้โลกียสมบัติด้วย ทำให้รู้ ทำให้เข้าใจทั้งสองฝ่าย พอเข้าใจอย่างถ่องแท้ นั่นแหละปัญญาที่จะละมันได้ในทันทีที่เกิดขึ้น

สมาธิเป็นการฝึกตามรู้ รู้ให้ทัน รู้ให้ตลอด โดยยังคงมีสิ่งให้ตามรู้อยู่เสมอ ผู้ฝึกต้องหาทางลดสิ่งที่คิดให้เหลือน้อยสิ่งลง แทนที่จะปล่อยให้คิดอย่างไร้ขอบเขต ให้หันมาเลือกคิดเฉพาะสิ่งที่กำหนดขึ้นมาแทน ค่อยๆหาทางลดเรื่องที่คิดจากหลายสิบเรื่องลงมาเป็นไม่กี่เรื่อง ค่อยๆลดลงมาจนเหลือเพียงหนึ่งคือสิ่งที่กำหนดว่าจะรู้ อยากจะตามรู้ ตั้งใจจะตามรู้ จะได้รู้มันให้ตลอด

สมาธิต้องใช้เวลาฝึกฝนกว่าจะคล่อง คล้ายกับการพิมพ์ดีด แม้ไม่ได้เรียนวิธีพิมพ์แบบสัมผัส ทำให้ต้องใช้สายตาค้นหาปุ่มตัวอักษรที่จะพิมพ์ พอใช้นิ้วจิ้มทีละตัวไปสักพัก หลายๆเดือน หลายๆปี จะสามารถพิมพ์ต่อเนื่องได้เป็นประโยคที่ยาวขึ้น

อีกนัยหนึ่งการตามรู้ได้ตลอดเปรียบเหมือนการมองดูอย่างต่อเนื่องโดยไม่คลาดสายตา จะทำเช่นนี้ได้ต้องฝึกสมาธิจนชำนาญ สามารถเข้าออกสมาธิได้คล่องและดำรงความสงบได้นานเท่าที่ต้องการ

ถ้าเคยฝึกสมาธิ เคยผจญกับสภาวะของจิตมาก่อน จะยืนยันว่า เป็นไปไม่ได้เลยสำหรับคนธรรมดาซึ่งไม่เคยฝึกสมาธิ จะข้ามขั้นกายและเวทนาของสติปัฏฐานไปดูจิตแล้วจะเกิดปัญญารู้อะไรได้จริง ถ้าบอกว่าทำได้ ผู้ซึ่งสามารถเข้าใจถึงขั้นจิต ต้องสามารถใช้วิธีเดียวกันกับการทำสมาธิ สามารถตามรู้ลมหายใจได้ทันที แต่ไม่มีใครว่าอย่างนี้กันสักคน

ถ้าสมาธิสั้นแค่กระพริบตาหรือไม่เคยนั่งสมาธิ สิ่งที่รับรู้เข้ามายังไม่ชัดเจน จะรู้แต่เฉพาะส่วนต้นเรื่องบ้าง กลางเรื่องบ้าง ท้ายเรื่องบ้าง รู้แค่ฉากนั้นฉากเดียว ไม่ตลอดทั้งเรื่อง

สติกับสมาธิต่างกันแต่ต้องไปด้วยกัน สติเปรียบเหมือนกับเรดาร์ที่ส่งสัญญาณออกไปกระทบกับเครื่องบินแล้วสะท้อนคลื่นกลับมาแสดงให้เห็นบนจอ ถ้าเรดาร์ส่งสัญญาณได้ถี่และแรง จะเห็นภาพเครื่องบินได้ชัดเจนทุกตำแหน่ง จากนั้นพอเห็นตำแหน่งเครื่องบินลำที่ต้องการแล้ว จึงเลือกจับตามองดูเครื่องบินลำนั้นลำเดียวต่อไป นี่เป็นสมาธิ

ย้อนกลับมาเรื่องคำบริกรรมที่ใช้บ้าง ผู้ฝึกต้องฉลาดเลือกใช้คำบริกรรม ลองเปรียบเทียบว่า พุทโธคำเดียว หรือ พุทโธ ธัมโม สังโฆ จะเหมาะกว่ากัน ที่ว่าเหมาะนี้ให้ดูว่าใช้คำนั้นแล้วชอบ ติดใจ ไม่หลุดเผลอได้ง่าย

อาจบริกรรมว่า พุท ตามรู้ลมหายใจเข้า โธ ตามรู้ลมหายใจออกครั้งหนึ่ง จากนั้นให้บริกรรมพุทโธๆๆๆๆๆๆเร็วๆตามรู้การหายใจเข้าออกในรอบถัดไป แล้ววนฝึกแบบนี้ซ้ำไปเรื่อยๆ เพื่อทำให้รู้สึกว่าฝึกแบบนี้ไม่น่าเบื่อและไม่เผลอหลุดไปคิดเรื่องอื่นได้น้อยลง พอฝึกไปสักพักจนเข้าใจว่าน่าจะรู้ได้ตลอดดีแล้วจึงเลิกคำบริกรรม เหลือแต่รู้ลมหายใจอย่างเดียว แล้วลมหายใจจะเบาลงไปทีละเล็กทีละน้อย

Go to top