ครูบาอาจารย์กล่าวตักเตือนไว้ว่า ผู้ฝึกสมาธิ อย่ายึดติดกับวิธีการ ถ้าแต่ละคนสามารถฝึกจนชำนาญ สามารถทำให้รู้ ทำให้เห็น ทำให้เป็นได้เหมือนกันทุกคนแล้ว จะไม่มีใครต้องมาเสียเวลาถกเถียงกันหรอก ที่ยังต้องเถียงกันอยู่นี่ แสดงว่าเป็นผู้ที่ยังทำสมาธิได้ไม่ถึง ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เป็นกันต่างหาก

สมาธิเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาฝึกฝน ต้องยอมฝึกตามก่อนจึงจะเข้าใจ ถ้าเอาแต่คิดกลับกันว่า ขอเลือกฝึกวิธีที่ตนเข้าใจ แล้วฝึกตามโดยไม่เปิดใจหรือไม่สังเกตความรู้แปลกๆใหม่ๆให้ดี จะเข้าใจเท่าที่ตัวเองเคยเข้าใจแค่นั้นเอง

ไม่ว่าจะบริกรรมภาวนาพุทโธๆๆต่อเนื่องกันไป หรือตามรู้ลมหายใจเข้าออก หรือฝึกแบบยุบหนอพองหนอ สัมมาสมาธิแตกต่างจากสมาธิทั่วไปตรงที่ต้องใช้สติ ปัญญา และมรรคครบทั้งแปดข้อประกอบด้วยเสมอ เพื่อตามรู้จนเข้าใจลักษณะอาการการทำงานของขันธ์ห้าและจิต จึงทำให้เป็นสมาธิที่ละเอียดตั้งมั่นยิ่งขึ้นไปได้เรื่อยๆ

ต้องมีสติและคิดใช้ปัญญาเพื่อสามารถละวิตกวิจารปีติสุขในการเลื่อนองค์ฌานไปสู่ขั้นที่ละเอียดขึ้น ทำให้เข้าใจอารมณ์ตามความเป็นจริงแล้วทำให้ปล่อยวางได้ในที่สุด

สัมมาสมาธิเป็นสมาธิที่เกิดจากการใช้สติปัญญา และเมื่อเกิดสมาธิแล้วใช้ปัญญาอีก จะได้ปัญญาเป็นผลเกิดขึ้นตามมา โดยปัญญาที่เกิดขึ้นมีความละเอียดลึกซึ้งกว่าปัญญาที่ใช้ จากนั้นให้ใช้ปัญญาเพื่อทำให้เกิดสมาธิที่ละเอียดกว่าเดิม แล้วย่อมเกิดปัญญาที่ละเอียดกว่าเดิมตามมาอีก

สมาธิของพระพุทธเจ้าจึงแตกต่างจากสมาธิของฤๅษีซึ่งติดอยู่ในฌาน ไม่มีสติ และไม่ทำให้เกิดปัญญาเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน

Go to top