พอบริกรรมภาวนาพุทโธๆๆหรือตามรู้ลมกายใจเข้าออกไปได้สักพักใหญ่ๆ คำบริกรรมหรือลมหายใจจะหายไป ถ้าลมหายใจหายไป อย่าตกใจ ไม่ต้องกลัวว่าหยุดหายใจแล้วจะตายไปหรอก

ประโยคข้างต้นนี้ ได้ยินได้ฟังกันมาแล้วใช่ไหม หลายคนฝึกถึงขั้นพุทโธหายหรือลมหายใจหายไปแล้วด้วยซ้ำ แต่ถ้าฝึกเพียงชั่วครู่ ทำให้เกิดผลแบบนี้ได้แล้ว ก็น่าสงสัยว่า ที่หายไปนั่นเป็นเพราะลืม เผลอไปเอง หรือถึงคราวที่ควรจะหาย

สมาธิฝึกเพื่อทำให้จิตตั้งมั่น ความตั้งมั่นที่ว่านี้ไม่ใช่ตั้งมั่นแบบว่างๆไม่รู้อะไรสักอย่าง หากยังคงมีสิ่งที่รู้มีสิ่งที่ระลึกอยู่เสมอ แม้จะไม่ได้รู้ถึงคำว่าพุทโธหรือรู้ลมหายใจแล้วก็ตาม แต่ยังคงรู้อยู่ว่ารู้อยู่นะ

ครูบาอาจารย์สอนไว้ว่า การละพุทโธ เหมือนกับการหยุดทานอาหารเมื่อรู้สึกตัวว่าอิ่มพอแล้วนั่นเอง จะรู้ตัวเองว่าอิ่มแล้ว พอแล้ว

พอพุทโธหายหรือลมหายใจหายไป ให้รีบฉวยโอกาสนั้นกำหนดรู้ให้ละเอียด จะพบสภาวะที่ละเอียดขึ้นกว่าเดิมผุดขึ้นให้ได้รู้อีกมาก เมื่อย้อนกลับมากำหนดจิตดูที่กาย จะพบว่าในร่างกายมีอาการไหวตัวที่ละเอียดกว่าเดิมอีกมากมาย ให้ตามรู้อาการเหล่านั้นเพื่อทำจิตให้ละเอียดมากขึ้นหรือถอยจิตออกมาพิจารณาในกายของตัวเอง แยกแยะผมขนเล็บฟันหนังเนื้อเอ็นกระดูกออกมาพิจารณาให้เห็นสภาพที่แท้จริงของแต่ละส่วน

การกำหนดจิตด้วยภาพนิมิต ให้เห็นภาพอสุภซากศพหรือเห็นภาพกระดูกได้ชัดเจน เรียกว่าอุคหนิมิต ยิ่งทำให้เห็นภาพนิมิตในใจได้ชัดเจนมากเท่าใด ย่อมมีผลทำให้จิตมีสมาธิมีกำลังตั้งมั่นได้ดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตามยังเป็นขั้นสมถะ จึงควรทำให้เป็นวิปัสสนา ต้องทำให้อุคหนิมิตเลื่อนขั้นมาเป็นปฏิภาคนิมิต โดยเพ่งให้ภาพอสุภหรือกระดูกมีการเน่าเปื่อยเสื่อมสลายกลายเป็นธาตุน้ำดินไฟลม ฝึกจนเข้าใจสภาวะและเห็นจริงตามกฎไตรลักษณ์ จะทำให้เกิดผลเป็นอารมณ์ปีติสุขซาบซึ้งในความรู้ของตน

Go to top