คนส่วนใหญ่พอมีทุกข์มากๆจึงคิดเข้าวัด อยากฟังเทศน์ฟังธรรมเพื่อทำใจให้หมดทุกข์หรือบรรเทาความทุกข์ลงไปบ้าง แต่ความสุขนี่ซิ ยิ่งมีความสุขมากเท่าใด มักจะไม่คิดถึงวัดกันหรอกใช่ไหม เวลาทุกข์ก็อยากให้หมดทุกข์ ทีเวลาสุขกลับไม่ยอมให้หมดสุข มีแต่อยากให้สุขอย่างนั้นกันนานๆ ไขว่คว้าหาความสุข อยากได้ อยากมี อยากเป็นกันทั้งนั้น

ทุกข์และสุขต่างเป็นเวทนาที่เกิดขึ้นกับกายใจ เวทนาที่เป็นความทุกข์เป็นสิ่งที่ดูง่ายรู้สึกง่าย เมื่อใดซึ่งไม่ได้ในสิ่งที่ปรารถนา หรือทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดี ป่วยไข้ ไม่สบาย ไม่พอใจ ย่อมทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นมา ส่วนเวทนาที่เป็นความสุข รู้ตัวได้ยากกว่ามาก จนกว่าจะรู้ว่ามาตรฐานที่ไม่สุขไม่ทุกข์เป็นอย่างไรแล้วนำความรู้สึกนั้นไปเปรียบเทียบ

มาตรฐานของความสุขของแต่ละคนยังต่างกันไป คนบางคนพยายามทำงานหาเงินไม่หยุดหย่อนเพื่อหาความสุขให้ตัวเองและครอบครัว บางคนรวยล้นฟ้าแล้วยังอยากจะรวยขึ้นไปอีก ส่วนคนยากจนทำงานเลี้ยงปากท้องไปวันๆพอได้รับเงินค่าจ้างมีความสุขเหลือล้นเกินพอ

ถ้ามองคนอื่นที่เขามีชีวิตดิ้นรนลำบากกว่าตัวเองอยู่เสมอๆ จะรู้สึกว่าความสุขที่มีอยู่แค่นี้เพียงพอแล้ว

ความสุขเป็นอาวุธของกิเลสซึ่งทำให้หลายคนพ่ายแพ้อย่างไม่รู้ตัว แล้วมักคิดหาเหตุผลนานาประการมาเข้าข้างตัวเองว่าไม่ผิดอะไร คนอื่นเขาก็ทำกัน มันเป็นเรื่องของธรรมชาติ เป็นธรรมดาของสังคม นิดหน่อยไม่เห็นเป็นไร ไม่ได้ทำให้ใครเขาเสียหาย

พยานหลักฐานที่ยืนยันว่าตัวเองแพ้สุขพ่ายแพ้ต่อกิเลส ดูได้จากนิสัยที่ขาดสุขไม่ได้ ชอบคิดบอกตัวเองว่า ขออีกที เอาอีกหน่อยก็แล้วกัน ติดสุขจนขาดมันไม่ได้แล้วใช่ไหม ได้นิดก็ขออีกหน่อย พอได้หน่อยแล้วก็อยากได้เยอะมากขึ้น

พิจารณาให้ดี สุขก็คือทุกข์ เพราะไม่มีสุขใดที่จะจีรังยั่งยืน พอมีสุขเกิดขึ้น ต้องทุกข์ใจเพื่อคอยระวังรักษาความสุขเอาไว้ พอสุขหมดไป ต้องดิ้นรนหาความสุขมาทดแทนอีก

ความสุขจากการปฏิบัติกรรมฐานเป็นความรู้สึกที่เหนือกว่าความสุขอื่นใด ถ้ายังทำไม่ถึงจะไม่เข้าใจความสุขที่ว่านี้ บางคนติดสุขแพ้สุขติดอยู่ในฌาน ไม่อยากออกจากฌานเพราะสุขนั้นจะหมดไป แต่ถ้าใช้ปัญญาเสียหน่อย พิจารณาเข้าไปซิว่า สุขในฌาน ยังหนีไม่พ้น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ใช่ไหม แทนที่จะขู่ให้กลัวว่า ฌาณไม่ได้ช่วยทำให้เกิดปัญญา ควรแนะนำให้หัดใช้ปัญญาที่ได้จากฌานจะเหมาะสมกว่า

ครูบาอาจารย์สอนว่า ต้องฝึกจนสามารถทำให้รู้และเข้าใจถึงนิจจัง สุขขัง อัตตา ด้วยแล้วจึงจะเข้าใจอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรียกว่าทำให้ครบบริบูรณ์จึงจะเกิดปัญญาเข้าใจอย่างชัดเจนไม่สงสัยอะไรอีกต่อไป ไม่ใช่เอาแต่เห็นทุกข์ ให้รู้ว่าทุกข์ พอทุกข์หมดไปก็บอกตัวเองว่า ฉันเข้าใจแล้ว สุขใจแล้ว นี่ไงทุกอย่างมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป นี่แหละแพ้สุขอีกแล้ว

Go to top