ครูบาอาจารย์สอนว่า "อย่าไปเที่ยวเก็บเกี่ยวอารมณ์ไม่ดีมาคิดนึก ไม่ควรให้จิตไปข้องเกี่ยวกับอารมณ์ชั่ว" เรื่องใดที่พูดแล้ว ช่วยอะไรอะไรไม่ได้ อย่าพูดดีกว่า

บางคนติดนิสัยคิดมากเครียดมากเป็นประจำ คุณทราบไหมว่า ถ้าเก็บความคิดกังวลเรื่องที่ทำให้ทุกข์ใจไว้ หากเกิดพลั้งเผลอต้องตายไปในช่วงนั้น ความทุกข์นั้นจะชักนำจิตไปเกิดใหม่ในภพภูมิที่ไม่ดี แทนที่จะเกิดเป็นคน จะเกิดเป็นสัตว์ ดังนั้นต้องพยายามฝึกวิธีคิดของตัวเอง ให้คิดในเรื่องที่ควรคิด เรื่องใดที่คิดแล้วทุกข์ ต้องหาทางปรับความคิดของตัวเองให้จบเรื่องนั้นให้เร็วที่สุด ถ้าจบไม่ได้ ต้องฝึก "อด ทน รอ"

บางคนยึดมั่นว่าจะไม่ยอมแพ้คนอื่นหากเชื่อมั่นว่าตนเองเป็นฝ่ายถูก ไม่ยอมเสียเงินแม้บาทเดียว อะไรๆที่ตัวเองที่เป็นฝ่ายถูกแต่ต้องมารับภาระ เป็นไม่ยอมทั้งนั้น ไม่เคยคิดบ้างว่า ถ้าฉันยอมแพ้เสียบ้าง จะชนะอีกตั้งหลายอย่าง เช่น ชนะตัวเอง ชนะความทุกข์ กรรมระหว่างกันย่อมยุติลง แทนที่จะคิดแต่ทางกฎหมายเพื่อความยุติธรรม ควรคิดทางธรรมะเพื่อหาทางยุติกรรมกันดีกว่าไหม

พอใจสงบเป็นสมาธิ ให้รู้จักแยกแยะสิ่งที่นำมาพิจารณาแตกออกเป็นส่วนย่อย เช่น แยกกายออกจากใจ แยกรูปออกจากนาม แต่แทนที่จะพิจารณารูปนามซึ่งผู้เพิ่งฝึกยากจะเข้าใจชัดว่าอะไรเป็นรูปอะไรเป็นนาม จึงให้แตกรูปนามออกมาเป็นขันธ์ห้า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แทนเพื่อเข้าใจความแตกต่างของแต่ละส่วนได้ชัดเจนและสามารถพิจารณาเห็นอาการที่เกิดขึ้นได้ชัดขึ้น

ส่วนของรูปนั้น ถ้าเอาแต่รูปตัวเดียว ย่อมยากจะเข้าใจธรรมชาติของรูป จึงให้คิดแยกรูปออกเป็นส่วนย่อยๆ เช่น กายของเขา กายของเรา กายยังประกอบด้วย ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ฯลฯ หรือแยกกายออกเป็นธาตุลม ไฟ น้ำ ดิน อากาศ วิญญาณ

ฝึกพิจารณาแยกส่วนย่อยๆให้เข้าใจชัด พอเห็นกาย ไม่ว่าของเขาของเรา จะเห็นความจริงขึ้นมาทันทีว่า กายนั่นเป็นแค่ธาตุมีแต่ของปฏิกูลน่ารังเกียจ กายสักแต่ว่าเป็นกาย

ถ้าไม่มีใจเข้ามาเกี่ยวข้อง กายของคนกับก้อนหินมันไม่ได้มีความแตกต่างกัน จากนั้นจึงคิดพิจารณาแยกย่อยเวทนาและจิตในทำนองเดียวกันต่อไปทีละขั้น

สิ่งที่รู้ซึ่งปราศจากการปรุงแต่งแม้มีความสำคัญ แต่ไม่สำคัญเท่ากับตัวผู้รู้ ซึ่งจะหาตัวผู้รู้ได้ต่อเมื่อสามารถแยกแยะสิ่งที่รู้ออกมาให้ได้ก่อน

Go to top