กาย เวทนา จิต ธรรม เป็นการเรียกแบบย่อๆของสติปัฏฐานสี่ เทียบได้กับขันธ์แบ่งเป็นห้าอย่าง คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรือแบ่งเป็นสองอย่าง คือ รูปกับนาม สักแต่ว่าจะเลือกเรียกขานแบบใด

เมื่อจิตตั้งมั่นสงบเป็นสมาธิแล้วให้ยกสติปัฏฐานสี่ขึ้นมาพิจารณา แต่ทำไมจึงต้องแยกแยะเป็นสี่อย่าง และจะต้องพิจารณาเรียงตามลำดับของกาย เวทนา จิต ธรรมหรือไม่

การพิจารณาแยกรูปนามออกมาเป็น กาย เวทนา จิต และธรรม เพื่อช่วยทำให้สามารถเรียนรู้ความแตกต่างและความสัมพันธ์ของกายกับเวทนา เวทนากับจิต จิตกับธรรม ได้ชัดเจนกว่าการพิจารณารวมๆกันไป และช่วยให้เห็นที่ไปที่มาของเหตุและผลว่าอะไรเกิดขึ้นก่อนหลัง

จุดมุ่งหมายของการปฏิบัติกรรมฐาน คือ ไม่ต้องการกลับมาเวียนว่ายตายเกิด แต่ที่ยังต้องกลับมาเกิดกันอีกเรื่อยไปเป็นเพราะกิเลส พอเกิดขึ้นมาแล้วจะเป็นตายร้ายดี ยากดีมีจน มีชีวิตสุขทุกข์อย่างไรขึ้นกับกรรมที่ทำไว้

กิเลสเกิดขึ้นเพราะกายใช่ไหม เพราะกายเรียกร้องแสวงหา เพื่อทำให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้มิใช่หรือ กายคือบ่อเกิดของภพชาติ จากนั้นพอได้รับการสนองตอบ ทำให้เกิดเวทนาสุขทุกข์ขึ้นที่กายและใจอีกนั่นแหละ พอได้รับสุขทุกข์ ก็คิดปรุงแต่งเกินเลยไปกว่าความจำเป็น เรียกร้องขวนขวาย ทำให้เกิดกิเลสราคะ โทสะ โมหะ หลายประเภทตามมา

การพิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม ต้องทำตามลำดับ พอพิจารณาจนชำนาญแล้วจึงจะสามารถพิจารณาย้อนไปย้อนมาตามกำลังของสมาธิที่ทำได้

ถ้าพิจารณาสติปัฏฐานโดยข้ามไปไม่สนใจกับกาย ย่อมเปรียบเหมือนกับการมองดูลานโล่งๆที่ไม่มีต้นไม้ปลูกอยู่สักต้นเดียว แม้จะมีพายุ แต่ไม่มีทางรู้ว่ามีลมพัดบนลานนั้น

กายเปรียบได้กับต้นไม้ที่ปลูกไว้ พอถูกลมพัด จะสังเกตเห็นใบไม้ไหว ลมหายใจเข้าออกย่อมมีอาการแปรไปตามอารมณ์ เกิดอาการไหวๆอยู่ภายในร่างกาย หรือสังเกตเห็นอารมณ์ความรู้สึกหนาวร้อน ตื่นเต้นดีใจ เสียใจ เคร่งเครียด กังวล และอาการต่างๆนานาที่แสดงออกมาทางกาย

กายเปรียบได้กับคนไข้ จิตเหมือนกับปรอทวัดไข้ที่คอยตามรู้ ถ้าจะรู้ให้ละเอียดต้องแยกแยะกายออกเป็นอวัยวะน้อยใหญ่ให้ละเอียดต่อไปอีก พอจิตเกิดราคะ โทสะ โมหะ จะเห็นผลที่เกิดขึ้นกับกาย เช่น อุณหภูมิ ความดัน อัตราเต้นของหัวใจที่แปลกไป หรือถ้ามีความสุข กายย่อมรู้สึกสบายผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ถ้ามีทุกข์ กายจะตึง หมดเรี่ยวหมดแรงไม่อยากทำอะไร ลมหายใจก็มีลักษณะเปลี่ยนแปลงตามไปเช่นกัน

ถ้าสมาธิยังไม่ละเอียดยังมีกำลังไม่พอ ย่อมยากจะตามรู้อาการไหวตัวของจิต ซึ่งเกิดขึ้นเร็วมาก ยากจะทราบลักษณะโดยละเอียดของจิตที่กำลังทำงาน ครูบาอาจารย์ท่านจึงย้ำนักย้ำหนาว่า แม้ว่าจะฝึกสมาธิจนตั้งมั่นได้แล้ว อย่าข้ามขั้นไปพิจารณาจิตหรือเวทนา แต่ให้ฝึกพิจารณากายจนชำนาญเสียก่อน เพราะอาการของจิตย่อมส่งผลมาแสดงที่กายให้เห็นได้ชัดนั่นเอง

นอกจากกายเป็นสิ่งทำให้เวทนาและจิตแสดงผลให้เห็นได้ง่ายแล้ว กายยังเป็นต้นเหตุของเวทนาและจิต เพราะการยึดติดว่ากายเป็นของของเรา เป็นของสวยของงาม เป็นของน่ารักน่าใคร่ เป็นของที่พึงปรารถนา กายจึงเป็นเหตุของทุกข์ เป็นเหตุให้เกิดกิเลส หากดับที่เหตุได้ ทุกข์ซึ่งเป็นผลย่อมไม่เกิดตามมา ด้วยเหตุนี้ครูบาอาจารย์ท่านจึงสอนให้พิจารณากายของเราของเขาให้ละเอียด จนพบความเป็นจริงว่า กายสักแต่ว่าเป็นกาย มีแต่สิ่งปฏิกูลโสโครกน่ารังเกียจทั้งนั้น เพื่อทำให้ลดละกิเลสความอยากหรือไม่อยากกลับมาเกิดในกายเช่นนี้อีก

เมื่อพิจารณากายจนเห็นความจริงปรากฏชัด จึงพิจารณาเวทนาและจิตในลักษณะเช่นเดียวกัน พอเข้าใจทั้งกายเวทนาและจิตชัดเจนทั้งหมด สามารถรู้ซึ้งถึงอาการเกี่ยวเนื่องกันระหว่างกายเวทนาและจิตแล้ว จะเข้าใจในธรรมและหมดข้อสงสัยในอริยสัจสี่ จิตจะมีสภาวะที่เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานอย่างแท้จริง เพราะไม่มีอะไรที่จะเข้ามาเกี่ยวเนื่องกับจิตได้อีก

Go to top