จริต หรือความประพฤติ พื้นเพ นิสัยใจคอ มี 6 อย่าง ได้แก่ ราคจริต โทสจริต โมหจริต วิตกจริต สัทธาจริต และ พุทธิจริต ซึ่งมีคำแนะนำว่า จริตแต่ละอย่างเหมาะกับกรรมฐานต่างชนิดกันไป ดังนี้

  1. ราคจริต เหมาะกับ อานาปานสติ อสุภะ 10 นวสี 9 กายคตานุสสติ
  2. โทสจริต เหมาะกับ อานาปานสติ วรรณกสิน 4 พรหมวิหาร 4
  3. โมหจริต เหมาะกับ อานาปานสติ
  4. วิตกจริต เหมาะกับ อานาปานสติ กสินทั้ง 6 คือ ปฐวีกสิน อาโปกสิน เตโชกสิน วาโยกสิน อาโลกกสิน อากาสกสิน
  5. สัทธาจริต เหมาะกับ อานาปานสติ อนุสสติ 6 คือ พุทธานุสสติ ธรรมานุสสติ สังฆานุสสติ จาคานุสสติ ศีลานุสสติ เทวตานุสสติ
  6. พุทธิจริต เหมาะกับ อานาปานสติ พิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ธาตุ 4 อาหาเรปฏิกูลสัญญา มรณานุสสติ อุปสมานุสสติ

ผู้ฝึกกรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วไม่ก้าวหน้า ไม่ควรเปลี่ยนวิธีฝึกไปเรื่อยๆเพื่อหาว่าวิธีใดเหมาะกับจริตของตน เพราะแท้จริงแล้วแต่ละคนล้วนมีจริตเหล่านี้ผสมกันมากบ้างน้อยบ้าง แล้วแต่จังหวะเวลาและสถานการณ์ต่างหากว่าจะมีจริตใดเกิดขึ้นในแต่ละขณะจิต เหมือนเวลาที่เป็นโรคนั่นแหละที่ต้องหายารักษาที่เหมาะกับโรคนั้นๆมารับประทาน

อย่าแก้ตัวว่าสาเหตุที่ฝึกไม่สำเร็จเป็นเพราะเลือกวิธีฝึกผิดไม่ถูกกับจริต  ผู้ฝึกที่ฉลาดต้องรู้จักหาอุบายเอาชนะจริตแต่ละอย่างในแต่ละขณะจิตให้ได้ต่างหาก กว่าจะเอาชนะได้ต้องอาศัยเวลาฝึกปฏิบัติอย่างอดทน

ยุคนี้มีการกล่าวอ้างถึงจริตตัวใหม่ว่า จริตของคนเมืองไม่เหมาะกับการฝึกแบบนั้น แต่คนเมืองเหมาะกับการฝึกแบบนี้ กลายเป็นข้ออ้างยอดนิยมที่ไม่ใช่ของใครอื่นที่ไหน แต่เป็นข้ออ้างของคนที่ขาดความเพียรนั่นเอง

นอกจากนี้ในพระไตรปิฎกได้กล่าวถึงการเลือกวิธีฝึกให้เหมาะสมกับจริตไว้ว่า

  1. โทสะกับพุทธิจริต เจริญสมถะน้อย วิปัสสนามาก ตรัสรู้เร็ว
    2. ราคะกับสัทธาจริต เจริญสมถะกับวิปัสสนาเสมอกัน ตรัสรู้พอปานกลาง
    3. วิตกกับโมหะ เจริญสมถะเป็นส่วนมากก่อน จึงจะเจริญวิปัสสนาได้ ตรัสรู้ช้า


คนมีโทสะมาก มีใจอาฆาต แค้น พยาบาท ย่อมยากที่จะเจริญสมถะได้เพราะมีใจร้อนรน จึงต้องดับความเร่าร้อนเหล่านั้นด้วยการพิจารณาให้มาก

ส่วนคนที่มีวิตกมากโมหะมาก หากให้พิจารณาเลย จะคิดเลยเถิดและตีความเข้าข้างตัวเอง ทำให้หลงมากขึ้น จึงต้องหาทางทำให้จิตนิ่งก่อนโดยการฝึกสมถะเป็นส่วนมาก

คนมีนิสัยวิตกกังวล ชอบคิดโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าคิดบ่อยขนาดไหน ต้องพยายามฝึกสมถะให้มาก เพื่อทำให้ตามรู้ทันความคิดให้เป็นก่อน พอรู้ว่าอาการของการคิดเป็นอย่างไรแล้ว จึงหยุดคิดเรื่องที่ไม่จำเป็นแล้วหันมาคิดพิจารณาธรรมะอย่างจริงจัง

ดังที่อธิบายมานี้ จะเห็นว่าต้องใช้ปัญญาคิดด้วยเหตุและผล เพื่อหาอุบายแก้ตรงกับจริต ธรรมะจะช่วยแก้ปัญหาชีวิตได้ เมื่อใช้ธรรมะแบบหนามยอกต้องเอาหนามบ่ง

Go to top