ขอยกคำสอนของครูบาอาจารย์มาให้เห็นกันชัดๆว่า การฝึกวิปัสสนาแต่เพียงอย่างเดียวโดยไม่ต้องฝึกสมาธินั้นเป็นไปได้หรือไม่ และสมาธิต้องฝึกจนถึงขั้นปฐมฌานหรือขั้นใด เพื่อละวางอารมณ์ให้ได้ก่อน จึงจะเริ่มวิปัสสนา


จากหนังสือมุตโตทัย ของ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต

"๑๗. พระอรหันต์ทุกประเภทบรรลุทั้งเจโตวิมุตติ ทั้งปัญญาวิมุตติ

อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตวา อุปฺปสมฺปชฺช วิหรติ พระบาลีนี้แสดงว่าพระอรหันต์ทั้งหลายไม่ว่าประเภทใดย่อมบรรลุทั้งเจโตวิมุตติ ทั้งปัญญาวิมุตติ... ที่ปราศจากอาสวะในปัจจุบัน หาได้แบ่งแยกไว้ว่า ประเภทนั้นบรรลุแต่เจโตวิมุตติ หรือปัญญาวิมุติไม่

ที่เกจิอาจารย์แต่งอธิบายไว้ว่า เจโตวิมุตติเป็นของพระอรหันต์ผู้ได้สมาธิก่อน ส่วนปัญญาวิมุตติเป็นของพระอรหันต์สุกขวิปัสสกผู้เจริญวิปัสสนาล้วนๆ นั้นย่อมขัดแย้งต่อมรรค

มรรคประกอบด้วยองค์ ๘ มีทั้งสัมมาทิฏฐิ ทั้งสัมมาสมาธิ ผู้จะบรรลุวิมุตติธรรมจำต้องบำเพ็ญมรรค ๘ บริบูรณ์ มิฉะนั้นก็บรรลุวิมุตติธรรมไม่ได้ ไตรสิกขาก็มีทั้งสมาธิ ทั้งปัญญา อันผู้จะได้อาสวักขยญาณจำต้องบำเพ็ญไตรสิกขาให้บริบูรณ์ทั้ง ๓ ส่วน

ฉะนั้นจึงว่า พระอรหันต์ทุกประเภทต้องบรรลุทั้งเจโตวิมุตติ ทั้งปัญญาวิมุตติด้วยประการฉะนี้แลฯ"


จากหนังสือจิตตสิกขา ของ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร วัดอโศการาม

"...วิปัสสนาที่จะเกิดในโลกุตตระนั้น อาศัยอัปปนาฌาน เพ่งจิตแน่แน่วลงเป็นรูปฌานที่หนึ่ง ถ้าผู้ที่มีปัญญามากเมื่อจิตเป็นสมาธินิดหน่อย กำหนดนามเลย คือเพ่งจิตพิจารณาอารมณ์จนแจ้งชัดเห็นความจริงของนามรูปแล้ว จิตที่ยึดอยู่ในนามรูป ดับในระหว่าง ดับจากสภาพเดิมนั้นเรียกว่าโคตรภูจิตเกิดขึ้น เมื่อจิตมีความรู้ได้ว่าจิตโลกีย์เป็นเช่นนั้นๆ จิตโลกุตตระเป็นเช่นนี้รู้เช่นนี้ เรียกว่าโคตรภูญาณ คือรู้เรื่องของพระนิพพาน ตอนนี้สำหรับผู้แก่ในการเพ่งจิต เจริญวิปัสสนาเป็นส่วนมาก ย่อมได้สำเร็จเป็นปัญญาวิมุตติ...

ส่วนจำพวกหนึ่งแก่กล้าสมถะ คือเจริญรูปฌานเป็นลำดับ ไม่รีบด่วน ทวนไปๆมาๆ จนชำนาญในรูปฌานและอรูปฌาน แล้วกลับมาตั้งจิตในจตุตถฌานให้แก่กล้า คือเพ่งรูปเป็นนิมิตที่เรียกว่าอุคคหนิมิต เมื่อเพ่งไปตามอาการของรูปฌาน เมื่อปรากฏขึ้นแล้ว ขยายเข้าขยายออกได้เรียกว่า ปฏิภาคนิมิต จนจิตแน่แน่วมีสติสัมปชัญญะระลึกได้ รู้ตัวเพ่งอยู่จนจิตวางเฉยเที่ยงอยู่กับอารมณ์เดียว ไม่เกี่ยวเกาะด้วยอารมณ์ภายนอก จนจำได้หมายรู้ว่า จิตในรูปฌานกับอรูปฌานมีอาการแปลกกันอย่างไร ต่อนั้นจะรู้ขึ้นได้ว่า รูปฌานที่สี่นี้เป็นสำคัญ ทำจิตให้มีกำลังโดยอาการต่างๆ ต่อนั้นให้ทำความเพ่งอยู่ที่จตุตถฌานคือเพ่งเฉยอยู่ทำจิตให้เที่ยงเป็นเอกัคคตารมณ์ ให้เพ่งจิตในที่อันเดียวเป็นสติปัฎฐาน เป็นกายานุปัสสนา สติอันละเอียดคือเพ่งกายในกาย..."

จากเทศน์อบรมพระสงฆ์ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
เรื่อง วิธีตั้งจิตให้สงบเป็นสมาธิ

"...ทีนี้พอจิตมีความแน่นหนามั่นคงแล้ว มันอิ่มอารมณ์แล้วที่นี่ เมื่อจิตอิ่มอารมณ์แล้วพาออกทางด้านปัญญา ถ้าจิตไม่อิ่มอารมณ์ ยังหิวอารมณ์อยู่แล้ว ออกทางด้านปัญญาจะเป็นสัญญาไปเรื่อย ๆ คาดหมายอย่างนั้นอย่างนี้ กลายเป็นสมุทัยไปหมด เลยไม่เป็นปัญญาให้ เพราะฉะนั้นท่านถึงสอนให้อบรมทางสมาธิเสียก่อน สมาธิปริภาวิตา ปญฺญา มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา คือสมาธิมีความแน่นหนามั่นคงแล้ว สมาธิมีความอิ่มตัวแล้วก็หนุนปัญญาได้ พิจารณาทางด้านปัญญาก็คล่องตัว ๆ เป็นปัญญาจริง ๆ ไม่ได้เป็นสัญญาอารมณ์ เพราะจิตอิ่มอารมณ์แล้ว ออกพิจารณาทางด้านปัญญา"


จากหนังสือสมาธิ ของพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม

ลูกศิษย์รุ่นแรก ๆ ของ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต

"วิธีที่ 3 เจริญวิปัสสนา

คือ เมื่อผู้ปฏิบัติทั้งหลายได้ฝึกหัดจิตมาถึงขั้นนี้ มีกำลังพอพิจารณาปฏิภาคนิมิตได้ชำนาญคล่องแคล่วเป็นประจักขสิทธิ ดังที่อธิบายมาแล้ว และกำหนดจิตรวมเข้าไว้ในขณะจิตอันเดียว ณ ที่หน้าอก ตั้งสติพิจารณาดูให้รู้รอบจิต เพ่งพินิจให้สว่างแลเห็นร่างกระดูกทั่วทั้งกาย ยกคำบริกรรมวิปัสสนาวิโมกขปริวัตรขึ้นบริกรรมจำเพาะจิตว่า

สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา สพฺเพ ธมฺมา อนิจฺจา สพฺเพ ธมฺมา ทุกฺขา

ให้เห็นร่างกระดูกทั้งหมดเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน ไม่ควรถือเอา ไม่เที่ยง เป็นทุกข์กำหนดให้เห็นกระดูกทั้งหลายหลุดจากกันหมด ตกลงไปกองไว้ที่พื้นดิน คราวนี้ตั้งสติให้ดีรักษาไว้ซึ่งจิต อย่าให้เผลอ ยกคำบริกรรมวิปัสสนานั้นอีก เพ่งพิจารณาจำเพาะจิตให้เห็นเครื่องอวัยวะที่กระจัดกระจายกองไว้ที่พื้นดินนั้น ละลายกลายเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลม เป็นไฟ ถมแผ่นดินไปหมด กำหนดจำเพาะจิตผู้รู้ เพ่งพินิจพิจารณาให้เห็นพื้นแผ่นดิน กว้างใหญ่เท่าพรเป็นที่อาศัยของสัตว์ทั้งโลก ก็ยังต้องฉิบหายด้วยน้ำ ด้วยลม ด้วยไฟยกวิปัสสนาละลายแผ่นดินนี้เสียให้เห็นเป็นสภาวธรรม เพียงสักว่าเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเท่านั้น รวบรวมเอาแต่จิตคือผู้รู้ ตั้งไว้ให้เป็นเอกจิต เอกธรรม สงบนิ่งแน่วอยู่ และวางลงเป็นอุเบกขาเฉยอยู่กับที่ คราวนี้จะแลเห็นจิตนั้นแจ่มแจ้งยิ่งขึ้นทีเดียว ก้างล่วงจากนิมิตได้ดี มีกำลังให้แลเห็นอำนาจอานิสงส์ของจิตที่ได้ฝึกหัดสมาธิมาเพียงชั้นนี้ ก็พอมีศรัทธาเชื่อในในของตนในการที่จะกระทำความเพียรยิ่ง ๆ ขึ้นไป

วิธีนี้ 3 นี้ เรียกว่า ปหานปริญญา แปลว่า ละวางอารมณ์เสียได้แล้ว"

Go to top