previous arrow
next arrow

Welcome to XLSiam Signature.

ขอต้อนรับสู่บันทึกของชาวสยาม XLSiam Signature.

ขอแนะนำ

 
ยาใจ   Excel Expert Training

      

Dhamma

ความรู้สึกผิด คือ ความรู้สึกแย่กับตัวเอง การยอมรับการกระทำของตัวเองไม่ได้ 
มองว่าตัวเองได้ทำบางสิ่งที่ไม่สมควรออกไป ที่ส่งผลให้เกิดความเสียหาย ทางจิตใจ หรือ ทางร่างกาย กับคนอื่น หรือ ตัวเอง

ความรู้สึกผิด เป็นความรู้สึกหนึ่งที่ทรมานใจอย่างมาก 
และ ทำให้หลายคนไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ 
หลายคน จมจ่อม กับ ความรู้สึกผิด และ เฝ้าโทษตัวเองซ้ำๆ 
ยิ่งหวนนึกถึงเหตุการณ์นั้นบ่อยๆ ก็ยิ่งรู้สึกแย่กับตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ

---------------------------------------------------------------------------------- 
+++ ความรู้สึกผิดนี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร +++

ในทางจิตวิทยา ไม่ใช่ทุกคนจะมีความรู้สึกผิดได้
บุคคลที่จะมีความรู้สึกผิดได้ต้องมีคุณสมบัติพื้นฐานดังนี้

1. คนที่มีคุณธรรม (moral)
คนที่มีคุณธรรมเท่านั้นถึงจะมีความรู้สึกผิด
ในทางตรงข้าม คนที่ไม่มีคุณธรรมไม่ว่าทำอะไรลงไป เดือดร้อนคนอื่นแค่ไหน ไม่มีทางที่เขาจะรู้สึก รู้สึกผิดได้เลย 
เนื่องการพัฒนาทางจิตใจมาตั้งแต่วัยเด็กทำให้เกิดความบกพร่องที่จุดนี้ 
จึงไม่สามารถรู้สึกผิดบาป หรือ ละอายใจ กับการกระทำผิดของตนได้
เพราะ ความรู้สึกผิดจะแปรผันตามกับเรื่องการมีคุณธรรมประจำใจ 
ถ้ายิ่งมีคุณธรรมประจำใจมาก ความรู้สึกผิดก็ยิ่งมีปริมาณมาก

2. เป็นคนที่มีความรับผิดชอบ (responsibilty)
ต่อพฤติกรรมของตน
รวมถึงมีจิตสำนึกในผลจากการกระทำของตนต่อส่วนรวม (accountability)

3. เป็นคนที่รู้สึกว่าต้องช่วยคนอื่น (altruism)
ตามปกติทุกคน พัฒนาการทางจิตใจวัยเด็กแรกเกิดของชีวิต จะมีลักษณะนึกถึงตนเอง ยึดตนเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง (self-center)

แต่เมื่อเด็กๆได้เติบโตมีการเลี้ยงดูที่ดี จะมีพัฒนาการที่ดีและเหมาะสมมากขึ้น 
ความรู้สึกนึกถึงตนเองจะลดลงและพัฒนาเป็นความรู้สึกนึกถึงคนอื่นได้มากขึ้น จึงทำให้เกิดอยากช่วยคนอื่นและอยากเสียสละเพื่อผู้อื่น

4. เป็นคนที่สามารถเห็นอกเห็นใจคนอื่นได้ (empathy)
คนที่สามารถรับรู้และเข้าใจความทุกข์ ความเจ็บปวด ของผู้อื่นได้ 
เมื่อเห็นคนที่มีความลำบาก จะกระตุ้นความอยากช่วยเหลือของเขา

ความรู้สึกผิดไม่ใช่เรื่องไม่ดี 
คนที่รู้สึกผิดเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของคนที่จิตใจดี
และความรู้สึกผิดทำให้เราอยากปรับปรุงตัว ทำอะไรที่ดีๆมากขึ้น

---------------------------------------------------------------------------------

++++ลักษณะของคนที่มีความรู้สึกผิดมากเกินไป+++

คนที่จะมีความรู้สึกผิดมากเกินไป จะกลายเป็นโทษ 
มีลักษณะดังนี้

1. เกิดจากบุคลิกที่ชอบตำหนิตัวเอง (self- criticism)
ในคนที่มีบุคลิกชอบตำหนิตัวเอง มักมีแนวโน้ม เพ่งโทษตัวเอง เห็นข้อลบของตนเองอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นมักหันเข้ามาคาดโทษ และ ตำหนิตนเองไว้ก่อน

2. คนที่ให้อภัยตนเองได้ยาก 
เกิดจาก มีระดับการมีคุณธรรมที่รุนแรงมากเกินไป จนไม่เหมาะสม จึงไม่สามารถให้อภัยตนเองได้เลย

3.เป็นคนขาดความยืดหยุ่น 
เช่น ถ้าดีก็ต้องดีทั้งหมด ไม่ควรมีอะไรผิดเลย 
ถ้ามีผิดไปนิดนึงจะแปลว่าเลวร้ายไปทั้งหมด 
คือ มีลักษณะมองอะไร เป็นขาวหรือดำเท่านั้น ไม่สามารถมองอะไรเป็นสีเทาๆได้

4. เป็นคนคาดหวังกับตัวเองสูง (high expectations)
มีลักษณะบุคลิกภาพแบบ "คนสมบูรณ์แบบ" (perfectionist) 
จึงคาดหวัง ให้ตนเองทำสิ่งที่ถูกต้องตลอดเวลา 
ดังนั้น ถ้าทำผิดพลาดแม้เพียงน้อยนิด จะยอมรับตัวเองได้ยาก

5. เป็นคนไม่ค่อยเห็นคุณค่าในตนเอง (low self-esteem) 
เมื่อทำผิดพลาดไป แม้เพียงเล็กน้อย จะรู้สึกแย่กับตัวเองได้มาก มองตนเองไม่มีค่า
เพราะ ไม่ค่อยเห็นข้อดีของตนเอง

ผลจากความรู้สึกผิดที่มีปริมาณมากเกินไป ทำให้เกิดโทษได้อย่างมาก

1. อาจกลายเป็นโรคซึมเศร้า หรือ โรควิตกกังวล ได้

2. ไม่อนุญาตให้ตนเองมีความสุข เพราะ ต้องการลงโทษตัวเอง

บางคนจะมีความสุขก็รู้สึกละอายใจ 
จึงต้องทำให้ตนเองรู้สึกทุกข์ใจตลอด 
หรือทำให้ชีวิตตนเองตกต่ำอยู่ตลอด ไม่อยากให้เห็นตนเองดีขึ้น 
หรือก้าวหน้า 
เพราะ ยังรู้สึกผิดอยู่ ใช้ชีวิตไปอย่างไม่ใยดีตนเอง เพื่อชดเชยความผิด

3. พยายามฆ่าตัวตาย ทำร้ายตัวเอง เพื่อชดเชยความผิดนั้น
--------------------------------------------------------------------------------

+++ การดูแลรักษา +++

การดูแลตัวเอง
1. เข้าใจและยอมรับ

- ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น
ความผิดพลาด ล้วนเกิดขึ้นได้ (เป็นธรรมดา) 
เพราะ ในโลกนี้ไม่มีใครที่ไม่เคยผิดพลาด 
ความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ 
เพราะ ผู้ที่ไม่ผิดพลาด คือ ผู้ที่ไม่เคยทำอะไรเลย

- ยอมรับ ทุกความรู้สึก ที่เกิดขึ้น 
ทั้งความเศร้า เสียใจ ความโกรธ ความกลัว และ ความรู้สึกผิด 
เพราะ ทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้น เป็นปฏิกิริยาปกติทางจิตใจ (normal reaction) ความรู้สึกต่างๆ จึงเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดา
จึงไม่ต้องไปรู้สึกแย่ กับ ความรู้สึกใดๆที่เกิดขึ้น

2.เรียนรู้จากความผิดพลาดนั้น 
ความผิดพลาด เป็นโอกาสของการเรียนรู้ชั้นดี 
จำไว้เสมอว่า ความผิดพลาด คือ ครู

3. ให้เวลา "ใจ" ที่จะรู้สึกศร้าเสียใจ 
ไม่ควรปฏิเสธความรู้สึกเศร้าเสียใจ
แต่ก็อย่าถึงกับ คอยบิวท์อารมณ์ และ ซ้ำเติมตัวเองจนเกินจริง

4. พูดคุยกับผู้อื่น 
เพราะการเก็บตัว ไม่พูดคุยใครจะยิ่งทำให้อาการแย่มากขึ้น

5. แบ่งปันความรู้สึกกันกับคนใกล้ตัว 
เช่น เพื่อน คนในครอบครัว หรือ คนที่รู้สึกสนิทใจเป็นต้น

6. หากิจกรรมต่างๆทำ เพื่อไม่ให้ว่าง
เพราะ เวลาว่าง มักจะคิดมาก คิดฟุ้งซ่าน คิดเลยเถิด เกินจริงไป

7. การกล่าวคำ "ขอโทษ"
ถ้ามีโอกาสที่จะทำได้ แนะนำให้ทำค่ะ
เป็นสิ่งที่ช่วยเยียวยา "แผลใจ" ได้มากค่ะ

ไม่ว่าอีกฝั่งจะยกโทษให้หรือไม่ก็ตาม
อย่างน้อย เราก็ได้ทำสิ่งทีดีทีสุดเท่าที่จะทำได้แล้วค่ะ

8. เปลี่ยนความรู้สึกเป็นด้านบวก
- การทำงานอาสาสมัครต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ ช่วยให้ลดความรู้สึกผิดได้ และ กลับมาเห็นคุณค่าในตนเองได้
- มองว่าความผิดนั้นเป็นการเรียนรู้ ซึ่งเป็นบทเรียนที่มีค่าอย่างยิ่ง เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง จะช่วยให้การใช้ชีวิตต่อไปดียิ่งขึ้นทั้งต่อตนเอง ต่อคนครอบครัว และต่อสังคม
-มองถึงสิ่งดีๆ และ เจตนาดีต่างๆในตนเอง

9. ใคร่ครวญอย่างมีสติ ว่าเรามโนใส่ร้ายตัวเองมากไปหรือเปล่า

บางที สิ่งที่เรามองว่าตนผิด จนเกิดความรู้สึกเจ็บปวดทุกข์ใจอย่างมหาศาล 
อาจมีความจริงแค่เล็กน้อย ที่เหลือ เรามโนใส่ร้ายตัวเองมากไปก็เป็นได้ค่ะ

10. ข้อนี้สำคัญที่สุด คือ การให้อภัยตนเอง และ เริ่มต้นชีวิตใหม่

มีผู้กล่าวไว้ว่า “การที่ให้อภัยตนเองไม่ได้ คือ การหลงตนเองชนิดหนึ่ง”
ซึ่งเป็นความจริง 
เพราะเราหลงตัว ว่าเราจะทำผิดอะไรไม่ได้เลย เราจึงไม่สามารถให้อภัยตัวเองได้

เพราะในความจริง คนเราทุกคน ล้วนทำผิดได้ ความผิดพลาดเป็นเรื่องของมนุษย์
เราเองเป็นคนๆหนี่ง เมื่อคนอื่นทำผิดได้ เราก็ผิดได้เช่นกัน
และ ฝึกที่จะให้อภัยตัวเอง และ เริ่มต้นใหม่ ด้วยชีวิตที่ดีขึ้น เพราะเราได้มีบทเรียนดีๆสอนใจเราแล้ว

การดูแล คนใกล้ตัวที่มีความรู้สึกผิด
1. รับฟัง อย่างเข้าใจ
2. ทำความเข้าใจว่าความรู้สึกผิดนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร มีที่มาอย่างไร
3. อย่าซ้ำเติม
4.ถ้าไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เช่น จิตแพทย์ หรือ นักจิตวิทยา ค่ะ
------------------------------------------------------------------------------

ความรู้สึกผิดไม่ใช่สิ่งเลวร้าย เพราะ ทำให้เกิดการแก้ไขนำมาสู่สิ่งที่ดีกว่า

ตรงข้ามกับการที่ไม่มีความรู้สึกผิด จะมีแต่การแก้ตัว กล่าวโทษคนอื่น ทะเลาะกัน เต็มไปด้วยความวุ่นวายและทำร้ายกันค่ะ

แต่ความรู้สึกผิดที่มากเกินไป จะกลับมาทำร้ายเราได้นะคะ
ดังนั้นตรงนี้ “ความเมตตาต่อตนเอง” จึงเป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ

ภาษิตธิเบตกล่าวว่า “ไม่รู้ว่า พรุ่งนี้หรือชาติหน้า อะไรจะมาก่อนกัน”

เมื่อวันนี้ เรามีโอกาสมีชีวิตอยู่ ใช้เวลาที่มีอยู่อย่างรู้คุณค่า 
โดยการปล่อยวางเรื่องที่ผิดพลาดไปแล้วในอดีต 
และทำวันนี้ให้ดีที่สุดค่ะ  :)

#หมอเบิ่นนี่

เครดิตภาพ : http://mypastdoesnotequalmyfuture.org/guilt-drop-the-bagga…/

ปล. จากรูป ความรู้สึกผิด หลายครั้งเราถือมันไปไหนมาไหน โดยไม่รู้ตัว และมันก็หนักด้วยค่ะ
ทำให้เราใช้ชีวิตไม่สะดวก 
ดังนั้น เราจะถือมันไว้ไปอีกนานแค่ไหนดีนะคะ

คงไม่มีใครที่จะมีชีวิตสุขสบายไปตลอด ไม่เคยมีเรื่องทุกข์ร้อนใจ อย่างน้อยต้องมีสักครั้งที่มีปัญหาให้ครุ่นคิดจนนอนไม่หลับ อย่างเด็กวัยรุ่นคิดน้อยใจอกหักเพราะถูกแฟนทิ้ง เมื่อโตขึ้นมีงานการทำ ถ้าตัวเองไม่ได้เลื่อนขั้นเหมือนคนอื่นเขาทำให้คิดหนัก พอมีแฟนมีลูกก็อดคิดห่วงความปลอดภัยของคนในครอบครัวไม่ได้ พอมีหนี้ติดเงินกู้นอกระบบก็ห่วงว่าจะหมุนเงินยังไง ยิ่งช่วงที่เขียนบทความนี้กำลังเกิดอุทกภัยน้ำท่วมบ้านเรือนไร่นาทำให้สิ้นเนื้อประดาตัว ไม่รู้ว่าจะหาเงินมาใช้หนี้ได้ยังไง บางคนคิดมากถึงกับผูกคอตาย (ในชีวิตของผมมีคนรู้จัก ฆ่าตัวตายไปแล้วถึง 2 คน)

ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ เวลามีปัญหาคิดมาก จะทำยังไงๆก็ไม่หยุดคิด พอหลับตานึกถึงผมขนเล็บฟันหนัง กลับเห็นภาพหน้าตาของคู่กรณีขึ้นมาแทน พอคิดบริกรรมภาวนาพุทโธได้ไม่กี่คำ อดคิดถึงคำพูดที่ทำให้คิดมากขึ้นมาอีก ถ้าเป็นเวลากลางวันอาจพอจะถูไถใช้เวลาทำเรื่องอื่นให้ลืมเลือนเรื่องทุกข์ใจไปได้บ้าง แต่พอถึงเวลากลางคืนจะนอนนี่นะซิ ไม่อยากจะคิดแต่มันกลับคิดของมันขึ้นมาเอง

นักกรรมฐานอย่าพลาดโอกาสที่ตนมีความทุกข์ ยิ่งเห็นทุกข์ได้ชัดเจนเท่าใด ยิ่งง่ายที่จะฉวยโอกาสหยิบยกความทุกข์ขึ้นมาพิจารณา

การลืมตาหรือหลับตา ยังเป็นเหตุให้เห็นทุกข์ต่างกัน ถ้าลืมตาจะเห็นสิ่งอื่นที่ทำให้เบี่ยงเบนความสนใจ แต่พอหลับตาลงจะเห็นความคิดของตัวเองชัดขึ้น เห็นความคิดที่ผุดขึ้นมาทำให้ทุกข์ การฝึกกรรมฐานจึงต้องหลับตาไม่ใช่ลืมตาและหาสภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุนต่อการสร้างความสงบ ลดการรับรู้ทางตาหูจมูกปากลิ้นกายใจ

ส่วนคนที่ฟังเขามาว่ากรรมฐานฝึกแบบลืมตาก็ได้หรือทำได้ทุกขณะในชีวิตประจำวัน ถึงจะทำได้ก็ตามแต่ยากจะเห็นความคิดของตัวเองชัดเจนเท่ากับการฝึกแบบหลับตา คิดเอาเองว่าการอ่านหนังสือบนรถเมล์หรืออ่านหนังสือในห้องสมุด อย่างใดช่วยให้ท่องจำและเข้าใจเนื้อหาในหนังสือได้ดีกว่ากัน

แต่เมื่อคิดมาก พอหลับตาลง ทุกข์ก็ประดังกันขึ้นมา แล้วจะทำอย่างไรกับทุกข์

แรกสุด อย่าเพิ่งคิดย้อนไปถึงต้นตอสาเหตุที่ทำให้ทุกข์ เมื่อยังไม่เก่งพอที่จะปะทะซึ่งๆหน้า อย่าเพิ่งหันหน้าไปชนกับมัน การคิดถึงสาเหตุจะเหมือนราดน้ำมันเข้ากองไฟ

ให้เริ่มแยกแยะทุกข์ออกเป็นส่วนย่อยๆ เพื่อจัดการแต่ละส่วนได้ง่ายขึ้น

เริ่มพิจารณาทุกข์ให้ชัดก่อนว่าเป็นทุกข์ของฉันจริงหรือไม่ ถ้าเป็นของฉันจริง ต้องสามารถจัดการควบคุมทุกข์ให้เปิดปิดได้ดังใจ

ลองคิดถึงอดีต ที่ผ่านมาเคยมีทุกข์ใช่ไหม แต่ทำไมตอนนี้ทุกข์ร้อนเรื่องเก่าๆนั้นมันหายไปหมดแล้ว ไม่ใช่ว่าเวลาทำให้ลืม แต่เป็นเพราะเรื่องนั้นมันจบสิ้นไปนานแล้ว เรื่องที่ทำให้ทุกข์คราวนี้เช่นกัน สักพักเดียวไม่ช้าไม่นานมันจะปิดตัวจบลงเช่นกัน ทุกข์คราวนี้เป็นเพราะไปยึดติดว่ามันเป็นของฉัน แล้วอยากจะทุกข์อย่างนี้ไปตลอดกระนั้นหรือ

เหตุอะไรที่เกิดขึ้นแล้ว ต้องปล่อยให้ดำเนินไปตามเรื่องของมัน ขอให้คิดหาทางแก้ไขเท่าที่ทำได้ เมื่อทำได้แค่นี้ก็ต้องยอมรับ

เรื่องของอนาคตไม่แน่นอน อย่าคิดคาดการณ์ตั้งหน้าตั้งตาคอยให้มากนัก

อย่าคิดแก้ไขที่คนอื่น แต่ให้คิดแก้ที่ตัวเอง ให้ใช้ทุกข์ที่เกิดขึ้นคราวนี้เป็นบทเรียนทำให้เข้มแข็งขึ้นและก้าวหน้าในทางธรรมมากขึ้น

ถ้ายังทุกข์อีก ให้คิดถึงความตายว่าพรุ่งนี้อาจจะป่วยไข้ล้มตายก็ได้ นอนหลับคืนนี้อาจไม่ได้ฟื้นอีกก็ได้ มันไม่แน่ใช่ไหม ดังนั้นให้ใช้เวลาในปัจจุบันกับสิ่งที่เป็นประโยชน์และสร้างประโยชน์กับตัวเองให้เต็มที่ดีกว่า

แทนที่จะนอนหลับตาแล้วปล่อยให้คิดมาก สู้ลุกขึ้นมานั่งสมาธิดีกว่า นั่งขัดสมาธิ หลับตาลง แล้วลองสำรวจส่วนต่างๆของร่างกายว่ามันตึงเครียดหรือไม่ พยายามปล่อยกายใจให้สบาย แทนที่จะหลับในท่านอน คืนนี้ขอให้หลับในท่านั่งก็ยังได้ คิดเสียว่า ไม่ว่านั่งหรือนอนก็ตาม กายย่อมได้พักพอๆกัน จากนั้นหันมาสำรวจใจ

แทนที่จะบริกรรมภาวนาพุทโธหรือดูลมหายใจเข้าออก ซึ่งการคิดใดๆจะกระตุ้นให้คิดมากขึ้นมาอีก คราวนี้ลองปล่อยใจให้ว่างๆไม่ต้องคิดอะไร แต่ให้ทำใจให้เหมือนยาม คอยเฝ้าดูว่าคิดโผล่ขึ้นมาตอนไหน พอรู้ตัวว่าคิด ขอให้หยุดคิด แล้วกำหนดจิตกลับมาคอยระวังเฝ้าดูความคิดต่อไปเรื่อยๆ ทำซ้ำแบบนี้ "พอรู้ตัวว่าคิด ให้หยุดคิด แล้วย้อนกลับมาเฝ้าดูความคิด"

พอเป็นยามเฝ้าดูความคิดของตัวเองได้สักพักจะพบว่าสงบขึ้นมาก จากนั้นลองบริกรรมภาวนาว่า พุทโธ ต่อเนื่องกันไป หรือถ้ายังมีช่องทำให้เผลอคิดเรื่องอื่นเข้ามาอีก ให้บริกรรมพุทโธตามรู้ลมหายใจ ตามรู้อะไรก็ได้ที่ทำให้รู้ขึ้นมา พอรู้ก็พุทโธ ถ้ายังหลุดอีกให้ลองเปลี่ยนไปบริกรรมว่า พุทโธ โธพุท พุทโธ โธพุท ต่อๆกันแทนก็ได้

ถ้ายังมีช่องว่าให้คิดเรื่องอื่นแทรกเข้ามาอีก ให้ร้องพุทโธเป็นเพลงไปเลย กำหนดทำนอง มีเสียงสูงต่ำ "พูด โท่ โธ พุท" บริกรรมภาวนาเป็นเพลงในใจ

ถ้านั่งสมาธิแล้วยังเผลอคิดมากแทรกเข้ามาได้อีก ให้เปลี่ยนไปเดินจงกรม

พอสงบจากความคิด ให้หวนคิดยกเรื่องเก่าที่ทำให้คิดมากกลับมาพิจารณา คราวนี้จะคิดหาเหตุหาผลในเรื่องนั้นๆได้ชัดเจนขึ้นกว่าเดิม เร็วขึ้น คล่องขึ้น แล้วปล่อยวางได้ง่ายขึ้น

บทเรียนนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าทุกครั้งที่ยังคิดมากจนนอนไม่หลับ แสดงว่า ยังสอบไม่ผ่าน

 

เห็นใครๆแนะนำวิธีเจริญสติในชีวิตประจำวันไปแล้ว อยากจะเพิ่มเติมว่า ไหนๆจะตั้งใจทำกันแล้วขอให้ทำให้ถึงสมาธิไปด้วยดีกว่า คนที่ชอบแก้ตัวว่าตัวเองไม่มีเวลาฝึกสมาธิจะได้ตาสว่างเสียทีว่า ในวันหนึ่งๆนั้นมีเวลาว่างให้ทำสมาธิถมเถไป พอทำสมาธิได้แล้วสติย่อมเกิดพร้อมกัน ดีกว่าเกิดแค่สติ

ขณะกำลังล้างหน้าแปรงฟัน แม้มีสติรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ แต่ทำไมขณะที่กำลังรู้ตัวว่าแปรงฟัน จึงแปรงฟันไปด้วยกับคิดนอกเรื่องนอกราวพร้อมกันไปได้ด้วย

ขณะกำลังเดิน แม้มีสติรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ แต่ทำไมขณะที่กำลังรู้ตัวว่าเดิน จึงเดินไปด้วยกับคิดนอกเรื่องนอกราวพร้อมกันไปได้ด้วย

ไม่ว่าจะพยายามมีสติในชีวิตประจำวันอยู่กับอาการใดๆ เผลอแผล็บเดียว จะหลุดไปคิดเรื่องอื่นได้เสมอ นี่เป็นเพราะจิตทำงานได้เร็วมาก แค่เอาแปรงสีฟันเข้าปาก พอรู้ตัวว่าแปรงเข้าปากไปแล้ว เมื่อได้รับรู้รสของยาสีฟัน จิตจะคิดปรุงแต่งตามติดเข้าไปทันที ทำให้เผลอไปคิดเรื่องอื่น

แทนที่จะรู้แค่ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ขอให้บริกรรมภาวนาพุทโธกำกับตามไปด้วย พอรู้อะไรขึ้นมา ไม่ต้องเสียเวลาไปตีความว่าสิ่งที่รู้นั้นคืออะไร แต่ให้ใช้คำว่าพุทโธที่คิดขึ้นในใจแทนความหมายว่ารู้ แล้วจะพบว่าต้องบริกรรมพุทโธติดต่อกันถี่ยิบ เพราะไม่ใช่รู้แค่จังหวะหยิบแปรง ทุกขณะเวลาใดที่รู้ๆๆๆขึ้นมา มีแต่คำว่าพุทโธๆๆๆตามติดกันไป

ยกตัวอย่างเช่นคุณกำลังจะเดิน ให้ตั้งใจว่าฉันจะเดินแล้วนะ จะเดินจากที่นี่ไปที่นั่น พอเริ่มเดินให้บริกรรมพุทโธในใจติดต่อกันไป ก้าวหนึ่งพุทโธหนึ่งก็ได้ หรือถ้าทำได้คล่องจะพุทโธๆหลายๆครั้งต่อก้าวหนึ่งๆ

ขณะกำลังขับรถ พอมองเห็นรถข้างหน้าให้พุทโธในใจ พอเหยียบเบรก กำลังเหยียบ พอรู้ตัวว่าเหยียบเบรกให้พุทโธ พอเห็นไฟแดงก็พุทโธ พอเห็นไฟเขียวก็พุทโธ พอหมุนพวงมาลัยเลี้ยวขวาก็พุทโธๆๆๆ จังหวะใดที่ว่างไม่ได้คิดไม่ได้ทำอะไรก็ให้พุทโธๆๆในใจไปเรื่อยๆ (แต่อย่ากำหนดให้คิดพุทโธอย่างเดียวโดยไม่ได้สนใจกับการขับรถ)

เมื่อรู้ครั้งหนึ่งให้ตามด้วยพุทโธครั้งหนึ่ง เมื่อพยายามทำให้ได้เช่นนี้ จะพบว่าในวันหนึ่งๆมีเวลาว่างเหลือเฟือสำหรับฝึกสมาธิ ในหนึ่งวันมี 24 ชั่วโมง 1,440 นาที หรือ 86,400 วินาที มีเวลาให้บริกรรมพุทโธติดต่อกันได้นับพันนับหมื่นครั้ง และเมื่อบริกรรมภาวนาพุทโธจนติดเป็นนิสัย พอนั่งสมาธิจะกำหนดพุทโธได้ง่ายเพราะทำจนคุ้นเคยมาก่อนแล้ว

 

ตามธรรมชาติ นิสัยใดที่ทำจนคุ้นเคย จะทำได้ทันทีโดยอัตโนมัติ และไม่ค่อยมีสติตามรู้การกระทำของตัวเองกันนักหรอก อย่างคุณที่กำลังนั่งดูบทความนี้อยู่ จะรู้ตัวอยู่แค่ว่าตัวเองกำลังนั่ง แต่กว่าตัวเองจะสามารถนั่งได้นิ่งแบบที่นั่งอยู่นี่ เคยมีสติตามรู้หรือไม่

ขอให้ย้อนคิดไปถึงสมัยที่ตัวเองเป็นเด็กทารก ตอนนั้นได้แต่นอนร้องอุแว้ๆ ร้องไห้บอกคนรอบข้างว่าหิวหรือไม่สบาย กว่าจะพลิกตัวเองเป็น กว่าจะลุกขึ้นนั่งเป็น กว่าจะยืนได้ตัวตรง กว่าจะเดินได้โดยไม่ต้องจับราวกำแพง ต้องฝึกทรงตัว ฝึกใช้มือไม้คำยัน ซึ่งสมัยนั้นแหละต้องอาศัยสติอย่างมากกว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน เขียน พูด คิด คล่องอย่างทุกวันนี้

การมีสติในชีวิตประจำวัน จึงไม่ได้มีสติกันทุกขณะเท่าใดนักเพราะมักขาดสติตามรู้ในสิ่งที่ทำจนคุ้นเคย แต่จะมีสติเกิดขึ้นต่อเมื่อเกิดเรื่องแปลกหรือเรื่องที่ไม่ปกติแทรกเข้ามา อะไรที่ทำจนคุ้นเคย จะมองข้ามกันไป อะไรที่เคยคิดเคยทำจนจำได้ จะไม่สนใจเหมือนครั้งแรกๆ สิ่งที่ว่ารู้ชัดจึงเป็นความรู้ที่เคยรู้กันเหมือนที่คนทั่วไปรู้กัน

การมีสติในชีวิตประจำวันให้ได้ตลอดทุกขณะเป็นสิ่งที่ทำได้โดยการฝึกสมาธิ เช่น การฝึกเดินจงกรมช้าๆแล้วค่อยๆตามรู้ตัวว่า ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ ซึ่งยังต้องฝึกต่อไปอีกมาก กว่าจะตามรู้ทันให้ละเอียดลงไปว่า แค่ตอนที่ยืนตรง ยังไม่ได้ก้าวเท้าไปไหน ตอนนั้นร่างกายต้องทิ้งน้ำหนักอย่างไรจึงจะยืนตรงอยู่ได้โดยไม่เอียงไปเอียงมา พอจะยกเท้าขึ้น ร่างกายต้องปรับสมดุลไปที่ใดก่อนจึงจะยกเท้าแล้วไม่ล้ม

การที่จะตามรู้ได้ตลอด ต้องมีสติและสมาธิอย่างมาก แม้ฝึกก้าวเท้าช้าๆก็ตาม จะสามารถตามรู้ได้ทันได้ตลอดหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าสามารถคิดได้ทันหรือไม่ พอคิดได้ทันแล้ว ต้องไม่คิดเสริมเติมแต่งแทรกแซงเรื่องอื่นจึงจะตามรู้ต่อไปได้ละเอียด สิ่งที่ทำกันจนคุ้นเคยนั่นเองเป็นต้นตอของปัญหาทำให้ไม่สามารถตามรู้มีสติได้อย่างต่อเนื่อง

แทนที่จะฝึกเดินช้าๆหรือทำอะไรช้าลงเพื่อจะได้มีสติตามรู้ทัน ผู้ฝึกควรฝึกการคิดของตัวเองเสียใหม่ มาเริ่มฝึกคิดกันใหม่ตั้งแต่ต้น ต่างกันที่ว่าคราวนี้จะฝึกคิดอย่างมีระเบียบ คิดให้รู้ว่าคิด คิดให้รู้ว่าอะไรที่ทำให้คิด คิดได้ต่อเนื่องเร็วๆโดยไม่คิดเรื่องอื่นเข้ามาแทรก

ขอให้ลองคิดถึงคำว่าพุทโธขึ้นมาในใจ แล้วคิดถึงคำว่าพุทโธนี้ซ้ำๆต่อไปอีกเร็วๆ พยายามทำให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ถ้าคิดแล้วยังต้องหยุดมาหายใจเข้า แสดงว่ายังไม่ใช่คิดด้วยความคิดล้วนๆ แต่เป็นคิดซึ่งยังติดนิสัยอยากจะพูดพุทโธด้วยปากที่ต้องอาศัยลมหายใจ

ถ้าคิดถึงพุทโธแล้วยังคิดเรื่องอื่นเข้ามาแทรกได้อีก แสดงว่ายังคิดไม่เร็วพอ ยังมีช่องว่างระหว่างพุทโธที่ปล่อยให้เรื่องอื่นแทรกเข้ามา ลองพุทโธ พุทโธ พุทโธ ติดกันเป็นชุดๆ ลองพุทโธโธพุทบ้าง ลองพุทโธกำกับตัวเลขบ้าง ลองพุทโธ ธัมโม สังโฆบ้าง

อย่ายึดติดว่าต้องเป็นคำว่าพุทโธเท่านั้น คิดอะไรก็ได้ที่ง่ายๆและชอบที่จะคิดต่อเนื่องกันไป พอสามารถคิดได้ต่อเนื่องแล้ว สมองจะมีความไวและสามารถตามรู้เรื่องราวรอบข้างได้เร็วขึ้นละเอียดขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

ต้องลองเองแล้วจะรู้

คนที่ติดทำงานหามรุ่งหามค่ำ มีเวลาพักผ่อนหาความสุขใส่ตัวได้น้อยเหลือเกิน พอนั่งหลับตาพิงพนักเก้าอี้แค่แผล็บเดียวก็หลับ ไฉนเลยจะฝึกสมาธิแบบที่ว่าให้นั่งขัดสมาธิ เอาขาขวาทับขาซ้าย เอามือขวาวางทับมือซ้าย แล้วหลับตาลง กำหนดตามรู้อาการของลมหายใจต่อไปได้ พอหลับตาลงแล้วจะหลับไปเลยทั้งนั้นใช่ไหม

การหลับตาแล้วหลับไปเลย เป็นสาเหตุหนึ่งทำให้หลายคนหลีกหนีจากการฝึกสมาธิ ปฏิเสธการฝึกที่เรียกว่าสมถะ เพราะฝึกทีไรก็หลับ ในที่สุดพอหมดทางจึงคิดหันไปฝึกแบบลืมตา ขอแค่มีสติตามรู้ไปเรื่อยๆก็พอ ครูอาจารย์ซึ่งสอนให้ใช้แต่ปัญญาอย่างเดียว บางคนก็พอๆกันกับลูกศิษย์ ที่ไม่อยากสอนสมถะเป็นเพราะตัวเองหลับเหมือนกัน แล้วตอบแบบเลี่ยงๆไปว่า วิปัสสนาดีอย่างนั้นดีอย่างนี้เพราะไม่ต้องหลับตาก็ฝึกได้

ถ้าทำงานมาเหนื่อย ใช้สายตาจ้องมองจอคอมพิวเตอร์มาตลอดวัน พอนั่งหลับตาก็ยากจะรักษาสติตามรู้ไปตลอดโดยไม่หลับ ดังนั้นถ้ายังไม่พร้อม ขอให้ไปนอนหลับให้เต็มอิ่มก่อนดีกว่า พักเอาแรง ปล่อยจิตใจให้ผ่อนคลายลืมปัญหาที่รุมเร้ามาตลอดทั้งวัน พอตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่นแล้วจึงมาตั้งใจฝึกสมาธิ

การนั่งสมาธิแล้วไม่อยากหลับ ต้องเริ่มจากความตั้งใจ ตั้งใจที่จะใช้เวลาจากนี้ในการฝึกสมาธิ ถ้าไม่ตั้งใจไว้ก่อน จะใจอ่อนยอมแพ้หลับไปง่ายๆ

พอตั้งใจได้แล้ว จากนั้นให้กำหนดตามรู้ลมหายใจ พอรู้ว่าลมหายใจเข้าแล้วนะ คิดคำบริกรรมว่า พุท พอรู้ว่าลมหายใจออก บริกรรมว่า โธ ... ทำไปสักพักจะหลับอีกใช่ไหม

ลมหายใจที่ใช้เริ่มต้นตามรู้ ต้องไม่ใช้ลมหายใจที่หายใจเข้าออกตามสภาวะปกติ เพราะลมหายใจในสภาวะปกติมีแต่จะเบาลงๆๆไปเรื่อยๆ เมื่อลมหายใจเบาลงช้าลงจนแทบไม่เห็นลม ทำให้เผลอ แล้วจะหลับ

ขอให้ปรับลมหายใจให้แรงขึ้นกว่าปกติสักเล็กน้อย ปรับให้รู้สึกถึงลมที่กระทบในโพรงจมูกได้ชัดเจน เวลานึกคำบริกรรมว่าพุทโธ ต้องกำหนดให้ชัดเจนหนักแน่น ได้ยินเสียงในใจดังขึ้นว่า พุทโธ อย่างชัดเจน ไม่ใช่ได้ยินว่า พุ โอ อุ โอ แล้วหลับไปอีก

อย่าลืมว่าการฝึกสมาธิไม่ใช่การปล่อยใจให้สบายๆว่างๆ การฝึกสมาธิถือเป็นงานของจิตที่จิตต้องทำ เพียงแต่ต้องไม่หนักไปหรือเบาไป ไม่เร็วไปหรือช้าไป ไม่ดังไปหรือค่อยไป ไม่สั้นไปหรือยาวไป กะให้พอดี ค่อยๆปรับให้พอดี ซึ่งจะปรับได้พอดีได้อย่างไรนั้น ต้องใช้ปัญญาค่อยสังเกต ศึกษา ตามรู้ และแก้ไขให้เหมาะสม

มีประเด็นหนึ่งที่ถกเถียงกันมากในเรื่องที่ว่า วิปัสสนาจะเกิดขึ้นได้นั้น ต้องใช้ความคิดหรือไม่ จึงขอลองตอบเท่าที่ตัวเองเข้าใจ ดังนี้

เนื่องจากจิตทำงานได้เร็วมาก การคิดในระดับความเร็วของคนธรรมดาทั่วไป จึงกลายเป็นอุปสรรคทำให้ไม่สามารถตามรู้จิตได้ทัน เพราะพอรู้สิ่งใดขึ้นมาแล้วหากคิดตามไป จะกลายเป็นว่ารู้ได้ทันแค่ในสิ่งที่ตัวเองคิดปรุงแต่ง ไม่สามารถติดตามสิ่งที่จิตรู้ได้ตลอด

หากต้องการตามให้ทันในสิ่งที่จิตรู้หรือรู้เท่าทัน ต้องไม่คิด ซึ่งไม่คิดที่ว่านี้ไม่ใช่ว่าไม่ให้สมองทำงานเสียเลยหรือปล่อยใจให้ว่างๆอะไรแบบนั้น ไม่คิดที่ว่านี้หมายถึงไม่ให้คิดปรุงแต่ง ต้องฝึกเป็นผู้ดูผู้รู้เฉยๆให้ได้ก่อน เหมือนกับนั่งดูหนังบู๊แต่ไม่ให้คิดไม่ให้นึกไม่ให้วิจาร พอหนังฉายจบแล้วต้องสามารถเล่าเรื่องราวที่ได้ดูในหนังได้อย่างละเอียด ซึ่งทำได้ยากแต่ไม่ใช่ว่าฝึกกันไม่ได้ นี่คือประเด็นสำคัญที่ต้องอาศัยประสบการณ์จากการฝึกสมาธิ อีกทั้งต้องผ่านการพิจารณากายและเวทนามาก่อนอย่างช่ำชอง จึงจะเข้าใจว่าจิตต่างจากกายและเวทนาเช่นใด

การฝึกจิตต้องผ่านการพิจารณาเวทนา เพื่อเรียนรู้และเข้าใจในทุกข์ สุข ไม่ทุกข์ไม่สุข ความคิดปรุงแต่งที่เกิดขึ้นเป็นต้นเหตุของเวทนา แล้วการปรุงแต่งอาศัยความคิด(สังขาร)และความนึกถึงความจำ(สัญญา) ทำให้คิดปรุงแต่งเรื่อยเปื่อยไปนั่นเอง ซึ่งขั้นนี้ต้องอาศัยสมาธิเพื่อสามารถแยกขั้นตอนการทำงานของจิตออกได้ชัดเจนว่า นั่นคิดนะ นี่นึกนะ นั่นปรุงแต่งเข้าไปอีกแล้วนะ

แล้วเวทนานั่นล่ะเกิดขึ้นมาจากการรับรู้ผ่านสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ พอเห็นสาวสวยหนุ่มหล่อ ทำไมจึงเกิดความรู้สึกรักชอบขึ้นมา แต่ถ้าดูเสาไฟข้างถนน ทำไมจึงไม่รู้สึกเหมือนเห็นคนสวยแบบนั้นบ้าง เสาไฟฟ้ามันเป็นแค่เสาปูน มันเป็นแค่ธาตุดิน ต่างจากตัวเองที่ประกอบด้วยธาตุดินน้ำลมไฟหรือไม่ มันสักแต่ว่าธาตุเหมือนกัน ทำไมจึงเกิดเวทนาต่างกันไปได้เช่นนั้น

ถ้าเข้าใจเรื่องของกายและเวทนาแล้ว จะไม่ต้องมาเถียงกันหรอกว่าวิปัสสนาต้องใช้ความคิดหรือไม่ เพราะกว่าจะสามารถตามรู้จิตได้ทัน ต้องผ่านการคิดพิจารณาแยกแยะองค์ประกอบของกายและเวทนาเพื่อเรียนรู้และเข้าใจในสภาวะที่แท้จริง

ขณะที่เรียนรู้ต้องไม่คิดปรุงแต่ง เพื่อรู้ตามสภาวะที่แท้จริง

แต่เมื่อเกิดความรู้เข้ามาแล้ว ต้องใช้ความคิดพิจารณาให้เข้าใจ

เมื่อเข้าใจแล้ว พอสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น มันจะดับของมันไปเอง

แต่ถ้ามันไม่ดับ แสดงว่าตัวเองยังคงยึดติดว่า เป็นตัวตนเราเขาอยู่อีก ยังเสนอตัวเข้าไปปรุงแต่งอยู่อีก

"จะฝึกสมถะหรือวิปัสสนาก่อนดี" เป็นปัญหาหนึ่งที่ถกเถียงกันมาไม่รู้จบตั้งแต่สมัยปู่ย่าตาทวด ถ้าเป็นยุคก่อนซึ่งนิยมพระเกจิอาจารย์เก่งกล้าคาถาอาคม คนเราก็นิยมพูดถึงสมถะ แต่พอมาถึงยุคนี้นิยมใช้คำว่าวิปัสสนา ไม่ว่าจะเป็นสำนักฝึกกรรมฐานใด ต่างนิยมใช้คำว่า วิปัสสนากรรมฐาน ถ้าใครพูดว่าฝึกสมถะหรือฝึกสมาธิ คนฟังจะช่วยเปลี่ยนเป็นคำใหม่ว่า นี่กำลังพูดถึงเรื่องฝึกวิปัสสนากันอยู่ใช่ไหม

เมื่อนำคำว่าวิปัสสนาไปค้นหาในพระไตรปิฎก พบว่ามีคำว่าสมถะใช้ควบคู่คำว่าวิปัสสนาอยู่เสมอ แสดงว่าสมถะและวิปัสสนาเป็นของคู่กัน จะเลือกฝึกแค่สมถะหรือเลือกแค่วิปัสสนาไม่ได้หรอก

เพื่อพิสูจน์ให้เห็นชัด ลองนึกถึงคำว่าพุทโธในใจไปเรื่อยๆ หรือจะนับเลขหนึ่งถึงสิบวนไปวนมาก็ได้ จะทำได้ต่อเนื่องกันได้เพียงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ไม่ถึงนาทีใจจะแว้บคิดเรื่องอื่นขึ้นมาแทนแล้วใช่ไหม ถ้าขาดสมาธิ จะวิปัสสนาต่อเนื่องกันไปได้อย่างไร

ใจที่ยังไม่นิ่ง เปรียบได้กับน้ำขุ่น ถ้าน้ำยังไม่นิ่ง จะไม่มีทางมองเห็นสิ่งที่อยู่ในน้ำได้ชัดเจน เพราะน้ำยังถูกเขย่าถูกกวนให้ขุ่นอยู่นั่นเอง

ดังนั้นถ้าสามารถฝึกจิตจนทำให้ใจสงบนิ่งตั้งมั่นได้ลึกและนานเท่าใด จะสามารถใช้กำลังของสมาธิในช่วงเวลานั้นสำหรับวิปัสสนาได้นานเท่านั้น เป็นโอกาสได้รู้ได้เห็นสภาวะที่แท้จริงของกายเวทนาและจิตได้อย่างชัดเจน

แทนที่จะมาเสียเวลาคิดกังวลว่าจะต้องฝึกสมถะก่อนวิปัสสนา หรือวิปัสสนาก่อนสมถะ จึงมีคำที่เข้าใจได้ง่ายกว่าว่า "ปัญญาอบรมสมาธิ สมาธิอบรมปัญญา" ถ้าจิตยังไม่สงบ ยากที่จะเกิดสมาธิ ต้องใช้ปัญญาหาทางทำจิตให้สงบตัวลงได้บ้างก่อน จากนั้นเมื่อจิตเริ่มสงบ ให้ทำสมาธิ แล้วพอจะถอยจิตออกจากสมาธิ ให้ใช้ปัญญาอีก

เวลาได้พบปะผู้คน ผมมีนิสัยเสียอยู่อย่างหนึ่งตรงที่มักจะถามว่าใครชอบฝึกสมาธิบ้าง ที่ว่าเป็นนิสัยเสียเพราะตัวเองชอบเป็นคนพูดมากกว่าเป็นคนฟัง ชอบพูดเล่าเรื่องสมาธิ โดยลืมนึกไปว่า คนอื่นเขาอาจรู้จักเรื่องสมาธิดีกว่าเสียอีก นิสัยเสียนี่แหละที่ทำให้หมดโอกาสเรียนรู้วิธีฝึกจากคนอื่น แทนที่จะนิ่งเงียบเสียบ้าง ฟังคนอื่นบ้าง หรือถามคนอื่นบ้างว่าเขามีประสบการณ์ในการฝึกสมาธิอย่างไร

หลายคนมีนิสัยเสียเช่นเดียวกันนี้ใช่ไหม คนที่เพิ่งก้าวสู่ทางธรรมย่อมพบว่าตัวเองได้พบกับความสุขที่ตัวเองไม่เคยประสบมาก่อน จึงอยากป่าวประกาศเชิญชวนคนอื่นให้ได้รับความสุขอย่างตัวเองบ้าง อยากจะถ่ายทอดความรู้ อยากจะสอนธรรมให้กับผู้อื่น จนลืมนึกว่าคนอื่นเขาอาจมีความก้าวหน้ากว่าตัวเอง ยิ่งคนที่มีดีกรีเป็นดอกเตอร์ มีตำแหน่งหน้าที่การงานเป็นใหญ่เป็นโต มีทั้งวัยวุฒิคุณวุฒิ ยิ่งหลงความฉลาดของตัวจนมองข้ามคนอื่น

ช่วงปีแรกๆที่ผมเริ่มสนใจธรรม พอศึกษาธรรมได้ไม่นาน เคยเกิดความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าตนเข้าใจสติปัฏฐานสี่ กาย เวทนา จิต ธรรม แล้วอย่างชัดเจน มองกาย แบ่งแยกกายออกเป็นส่วนๆ รู้จักเวทนาว่าสุขทุกข์เป็นเช่นไร กระทบกับจิต ก้าวสู่สภาวธรรม เข้าใจเป็นตุเป็นตะว่าธรรมของพระพุทธเจ้ามีความหมายเช่นไร ยุคนั้นถึงกับเขียนหนังสือเกี่ยวกับสมาธิแจก พอเจอใครที่บอกว่าสนใจธรรม เป็นต้องชิงพูดเรื่องปฏิบัติธรรมด้วยความเชื่อมั่นว่า ตัวเองเป็นผู้รู้เรื่องธรรมอย่างแตกฉาน

แต่พอถึงวันนี้เวลานี้ความเข้าใจในกายเวทนาจิตธรรมที่ว่าเคยเข้าใจแบบนั้นๆหายไปหมดแล้ว รู้อยู่อย่างเดียวว่าตัวเองยังต้องฝึกปฏิบัติอีกมาก แค่ทำจิตให้สงบก็ยังเข้าๆออกๆ วิปัสสนาของตัวเองยังเป็นวิปัสสนึกเสียส่วนมาก แทนที่จะเป็นผู้พูด น่าจะทำตัวเป็นผู้ฟังให้มากจะดีกว่า ส่วนที่เขียนในบันทึกนี้เป็นเพียงเขียนไว้เพื่อเตือนตัวเองและเผื่อว่าจะมีประโยชน์กับผู้อื่นบ้าง

อย่างหัวเรื่องจับหลักสมาธิภาวนานี้ ผู้ที่คิดว่าเรื่องวิปัสสนาสำคัญกว่า ย่อมยากจะสนใจหนังสือเล่มนี้ใช่ไหม

ขั้นเตรียมตัวล่วงหน้า

ผู้ตั้งใจจะฝึกสมาธิ ควรพยายามให้ทานและรักษาศีลไม่ให้ด่างพร้อย ฝึกคิดในสิ่งที่ดีงาม หมั่นพิจารณาพรหมวิหารสี่ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา และใช้พรหมวิหารสี่ในชีวิตประจำวันให้เป็นนิสัย ทั้งทาน ศีล และพรหมวิหารสี่นี้จะเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้ผู้ปฏิบัติมีจิตใจแจ่มใส หมดกังวล และเป็นการฝึกการละวางไปในตัว

พยายามฝึกตามรู้ให้ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน เห็น รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด โดยบริกรรมภาวนากำกับไว้เสมอตลอดเวลา จนติดเป็นนิสัย

ขั้นเตรียมตัวก่อนนั่งสมาธิ

อย่ารับประทานอาหารให้มากนัก พักผ่อนให้เพียงพอ พยายามจบปัญหาที่ยังค้างคาใจไปให้หมด การฝึกตอนเช้าจะดีกว่าฝึกตอนก่อนนอน เพราะสมองปลอดโปร่ง ปราศจากความกังวลที่ตัวเองคิดมาตลอดทั้งวัน แต่ถ้าฝึกก่อนนอนได้ด้วยจะดีมาก

ขั้นการนั่งสมาธิ

  1. สวดมนต์ระลึกถึงพระรัตนตรัยและขอคุณพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง (ในหน้า 6)
  2. สวดมนต์สมาทานรับศีลห้าหรือศีลแปด (ในหน้า 6 ย่อหน้าสุดท้าย)
  3. พิจารณาถึงศีลและพรหมวิหารสี่ที่ตนได้ทำมาแล้ว
  4. นั่งขัดสมาธิ เอาขาขวาทับขาซ้าย เอามือขวาทับมือซ้าย นั่งตัวให้ตรง หลับตาลง
  5. บริกรรมภาวนาในใจตามแบบที่ตนถนัด จนจิตสงบให้ได้มากที่สุด
  6. พอจิตสงบแล้วถอนออกมา ให้คิดพิจารณากาย เวทนา จิต และธรรม
  7. ทวนซ้ำขั้นตอนที่ 5-6 ต่อไปเรื่อยๆ

ถ้านั่งสมาธิแล้วจิตไม่สงบ ให้คิดพิจารณาใดๆก็ได้ที่นำไปสู่ความละวาง เช่น พิจารณาถึงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พิจารณาอสุภกรรมฐาน พิจารณาผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ให้เห็นเป็นของปฏิกูล น่าเกลียดโสโครก แยกธาตุลม ไฟ น้ำ ดิน เพื่อทำให้คลายความยึดมั่นถือมั่น จะพบว่าจิตเริ่มคลายตัวและสามารถบริกรรมภาวนาได้ง่ายขึ้น ถ้ายังไม่สงบอีกให้เดินจงกรมก่อนแล้วกลับมานั่งสมาธิต่อ

ถ้านั่งสมาธิแล้วเกิดนิมิตเป็นภาพหรือเสียงใดๆขึ้นมา ให้กำหนดรู้แล้วละวางในนิมิตนั้น แล้วกำหนดจิตย้อนกลับมาตั้งใจอยู่กับการบริกรรมภาวนาต่อไป

พอนั่งสมาธิจนจิตสงบตั้งมั่น ให้สังเกตสภาวะที่ละเอียดกว่าคำบริกรรมภาวนาที่ปรากฏขึ้นแล้วเพ่งในอาการที่รู้เช่นนั้นต่อไป

พึงระลึกว่า การฝึกสมาธิต้องมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งรู้อยู่ตลอดเวลา แล้วใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทำให้เบื่อหน่ายในการเวียนว่ายตายเกิด

มีใครบ้างที่ทราบเวลาตายของตัวเอง บางคนยังหนุ่มยังแน่นวิ่งออกกำลังกายอยู่ดีๆล้มทั้งยืนหัวฟาดพื้นแน่นิ่ง บางคนเพิ่งโทรศัพท์คุยกับแฟน พอวางหูก็หัวใจวาย บางคนนั่งดูทีวีแล้วนอนหัวตก เพื่อนๆนึกว่านอนหลับ แต่ที่ไหนได้เส้นโลหิตในสมองแตกตายไปแล้ว บางคนนอนหลับตายจากไปง่ายๆ คนทั้งบ้านตกใจตั้งหลักกันไม่ทัน เพราะวานนี้ยังพูดคุยกันอยู่

หนังสือเล่มน้อยนี้ก็เหมือนกัน ถึงเวลาจะปิดหน้ากระดาษสุดท้ายจบเล่มแล้วล่ะนะ สิ่งที่ได้เรียนรู้ไป ขออย่ายึดติดกับตัวอักษรและแปลความหมายแบบคำต่อคำหรือประโยคต่อประโยค แต่ขอให้อ่านแล้วนำความรู้ทุกบทไปทำความเข้าใจร่วมกันเพื่อเข้าใจที่ไปที่มา คุณจะถึงบางอ้อได้เองว่าทำไมจึงต้องมีบทนั้นบทนี้ต่อเมื่อลองฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง

หนังสือนี้จะถูกแก้ไขเนื้อหาให้ถูกต้องชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิมอยู่เสมอ โปรดติดตามดาวน์โหลดแฟ้มหนังสือเล่มล่าสุดได้จากเว็บ www.xlsiam.com/meditationkey.pdf

ธรรมะเป็นความจริงของธรรมชาติ เป็นความจริงที่เหนือกว่าความรู้ความเข้าใจตามปกติ จึงมีเฉพาะผู้ปฏิบัติเท่านั้นที่จะรู้ซึ้ง เพราะได้รู้แจ้งเห็นจริงจากประสบการณ์ของตัวเอง

ขอให้คิดถึงความตายกันมากๆ แล้วรีบทำสิ่งที่ควรทำ นั่นคือฝึกปฏิบัติธรรมกันให้มาก พยายามทำให้ถึงที่สุด ทั้งสมาธิและปัญญา ทำเท่าที่ตัวเองจะทำได้

อย่าประมาท ...

 

ปัจจุบันพระเครื่องที่เปิดเป็นแผงให้เช่า เขาทำเลียนแบบของจริงได้เหมือนมาก อีกทั้งเขาบดเนื้อพระเครื่องของจริงมาปนเข้ากับเนื้อพระเครื่องของปลอม ทำให้ผู้เชี่ยวชาญในการดูพระ ไม่ว่าจะใช้แว่นขยายส่องดูหรือมีความสามารถในการจับพระพุทธคุณที่ประจุไว้ในเนื้อก็ตาม ไม่สามารถแยกออกว่าอะไรจริงอะไรปลอม

นอกจากนี้ถ้าคุณเข้าไปสอบถามราคาที่ตั้งไว้ที่แผงเช่าพระ ผู้ให้เช่าพระเขาจะโทรแจ้งให้แผงอื่นทราบราคา เพื่อแผงอื่นๆจะได้ให้ราคาที่สูงกว่า แล้วคุณจะได้ย้อนกลับไปเช่าที่แผงเดิมอยู่ดี ...

นี่เป็นเรื่องราวจากเพื่อนที่เป็นนักสะสมพระเครื่องเล่าให้ฟัง

ย้อนกลับมากล่าวถึงพระสงฆ์ที่มีเนื้อหนังเป็นตัวเป็นตนกันบ้าง ขอแนะนำว่าอย่าตามกระแสสังคมเห่อตามไปนิยมพระที่เพิ่งบวชใหม่หรือมีพรรษาเพียงไม่กี่ปี ขอให้ลองฟังคำเทศน์ของครูบาอาจารย์ซึ่งเป็นพระที่ละสังขารไปแล้ว หรือบวชมานานเป็นหลวงปู่หลวงตาซึ่งมีทั้งอายุพรรษาและอายุตัวของท่านสูงวัยกันบ้าง ถึงจะไม่มีโอกาสได้เข้าไปกราบท่าน แต่สัจธรรมของท่านยังคงความไพเราะและเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์จากการปฏิบัติ เหนือกว่าพระรุ่นใหม่ๆอย่างเทียบไม่ติด

ถ้าอยากจะทราบพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ขอให้สังเกตว่าท่านมีพระรูปอื่นที่ไปมาหาสู่หรือมีศิษย์ที่เป็นพระสงฆ์อย่างไรบ้าง หรือลองกราบเรียนถามจากพระสงฆ์หลายๆรูปว่ามีความเห็นเกี่ยวกับพระรูปนั้นประการใด เพราะในหมู่สงฆ์จะทราบกันอยู่ว่าใครเป็นอย่างไรโดยเฉพาะพระซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี หากท่านกล่าวแนะนำสนับสนุน แสดงว่าท่านเห็นด้วย แต่ถ้าท่านนิ่งเฉยไม่ออกความเห็นหรือท่านตอบทำนองว่าไม่ทราบ ผู้ถามต้องติดใจสงสัยไว้ก่อนบ้าง

ปุถุชนคนธรรมดาซึ่งเพิ่งหันหน้าเข้าหาธรรมะ ยากจะใช้วิจารณญาณที่เป็นปัญญาทางโลกของตัวเองในการตัดสินว่าพระรูปใดเป็นพระแท้ มักมองความแตกต่างของธรรมคำสอนและวิธีปฏิบัติตัวของพระท่านไม่ออกหรอกว่าผิดหรือถูกจากที่ควรอย่างไรบ้าง

พระดีไม่จำเป็นต้องเป็นพระที่พูดจานิ่มนวล ฟังแล้วรู้สึกไพเราะจับใจ บางท่านพูดเสียงดังเหมือนตะโกน บางท่านพูดเร็วแทบไม่เว้นจังหวะหายใจ บางท่านพูดตะกุกตะกัก ซึ่งไม่ว่าท่านจะเทศน์อย่างไร ขอให้เข้าใจไว้ก่อนว่า ครูบาอาจารย์ส่วนใหญ่ท่านเป็นนักปฏิบัติแต่ไม่ใช่นักเทศน์ ท่านเทศน์ไปตามจริตนิสัยของท่าน ไม่ใช่ว่าพระอริยะต้องมีจริตนิสัยนิ่มนวลเหมือนกันไปทุกรูป

การสอนให้ใช้ปัญญาอบรมสมาธิและสมาธิอบรมปัญญา สอนได้ยากกว่าการสอนให้ใช้ปัญญาอย่างเดียว และคำสอนซึ่งถ่ายทอดออกมาจากประสบการณ์การปฏิบัติ เรียบเรียงออกมาเป็นคำพูดได้ยากกว่า คำสอนที่ลอกมาจากตำรายิ่งนัก

ในสายตาของปุถุชนคนห่างวัดอาจไม่ยอมรับพระที่ทำตัวแปลกๆ แต่ในหมู่ของพระด้วยกันแล้ว ท่านจะทราบกันดีว่าองค์นี้แหละ ท่านเป็นผ้าขี้ริ้วห่อทองทีเดียวนะ

อากัปกิริยาของครูบาอาจารย์ที่ทำให้รู้สึกว่าแปลก นั่นเป็นเพราะตัวเองต่างหากที่คิดปรุงแต่งเข้าไปเอง ทั้งๆที่ท่านเทศน์ออกมาจากใจที่บริสุทธิ์ ไม่ได้ดัดจริตเพื่อเอาใจใคร

อย่าแห่ไปตามกระแส พอเห็นคนนิยมกันมาก หรือเป็นที่กล่าวขานยอมรับในสังคมก็เชื่อเป็นตุเป็นตะว่าพระรูปนี้ต้องใช่แน่ๆ ถ้าพระท่านดีจริง ไม่ใช่เฉพาะปุถุชนคนธรรมดาที่เข้าไปกราบท่านเท่านั้นหรอก ต้องมีพระสงฆ์จำนวนไม่น้อยอีกด้วย

พระสงฆ์ที่ดีมีจำนวนมากแต่พระไม่ดีก็มีจำนวนไม่น้อยเช่นกัน ถ้าเทียบกับผ้าขาว ผ้าสี และผ้าสะอาดแล้ว ขอเพียงอย่าเลือกมองแต่ผ้าขาว ขอให้มองผ้าสีไว้บ้าง เพราะไม่ว่าจะเป็นผ้าขาวหรือผ้าสี หากเป็นผ้าสะอาดแล้วย่อมถือว่าใช้ได้เหมือนกัน ส่วนผ้าขาวที่เห็นว่าขาวบริสุทธิ์นั้นเล่า พอนำมาเปรียบเทียบกับผ้าขาวด้วยกัน จะเห็นว่าแท้จริงเป็นผ้าขาวที่มีสีหมองหรือเป็นผ้าขาวซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งสกปรกที่เคยมองข้าม

ขอยกคำสอนของครูบาอาจารย์มาให้เห็นกันชัดๆว่า การฝึกวิปัสสนาแต่เพียงอย่างเดียวโดยไม่ต้องฝึกสมาธินั้นเป็นไปได้หรือไม่ และสมาธิต้องฝึกจนถึงขั้นปฐมฌานหรือขั้นใด เพื่อละวางอารมณ์ให้ได้ก่อน จึงจะเริ่มวิปัสสนา


จากหนังสือมุตโตทัย ของ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต

"๑๗. พระอรหันต์ทุกประเภทบรรลุทั้งเจโตวิมุตติ ทั้งปัญญาวิมุตติ

อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตวา อุปฺปสมฺปชฺช วิหรติ พระบาลีนี้แสดงว่าพระอรหันต์ทั้งหลายไม่ว่าประเภทใดย่อมบรรลุทั้งเจโตวิมุตติ ทั้งปัญญาวิมุตติ... ที่ปราศจากอาสวะในปัจจุบัน หาได้แบ่งแยกไว้ว่า ประเภทนั้นบรรลุแต่เจโตวิมุตติ หรือปัญญาวิมุติไม่

ที่เกจิอาจารย์แต่งอธิบายไว้ว่า เจโตวิมุตติเป็นของพระอรหันต์ผู้ได้สมาธิก่อน ส่วนปัญญาวิมุตติเป็นของพระอรหันต์สุกขวิปัสสกผู้เจริญวิปัสสนาล้วนๆ นั้นย่อมขัดแย้งต่อมรรค

มรรคประกอบด้วยองค์ ๘ มีทั้งสัมมาทิฏฐิ ทั้งสัมมาสมาธิ ผู้จะบรรลุวิมุตติธรรมจำต้องบำเพ็ญมรรค ๘ บริบูรณ์ มิฉะนั้นก็บรรลุวิมุตติธรรมไม่ได้ ไตรสิกขาก็มีทั้งสมาธิ ทั้งปัญญา อันผู้จะได้อาสวักขยญาณจำต้องบำเพ็ญไตรสิกขาให้บริบูรณ์ทั้ง ๓ ส่วน

ฉะนั้นจึงว่า พระอรหันต์ทุกประเภทต้องบรรลุทั้งเจโตวิมุตติ ทั้งปัญญาวิมุตติด้วยประการฉะนี้แลฯ"


จากหนังสือจิตตสิกขา ของ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร วัดอโศการาม

"...วิปัสสนาที่จะเกิดในโลกุตตระนั้น อาศัยอัปปนาฌาน เพ่งจิตแน่แน่วลงเป็นรูปฌานที่หนึ่ง ถ้าผู้ที่มีปัญญามากเมื่อจิตเป็นสมาธินิดหน่อย กำหนดนามเลย คือเพ่งจิตพิจารณาอารมณ์จนแจ้งชัดเห็นความจริงของนามรูปแล้ว จิตที่ยึดอยู่ในนามรูป ดับในระหว่าง ดับจากสภาพเดิมนั้นเรียกว่าโคตรภูจิตเกิดขึ้น เมื่อจิตมีความรู้ได้ว่าจิตโลกีย์เป็นเช่นนั้นๆ จิตโลกุตตระเป็นเช่นนี้รู้เช่นนี้ เรียกว่าโคตรภูญาณ คือรู้เรื่องของพระนิพพาน ตอนนี้สำหรับผู้แก่ในการเพ่งจิต เจริญวิปัสสนาเป็นส่วนมาก ย่อมได้สำเร็จเป็นปัญญาวิมุตติ...

ส่วนจำพวกหนึ่งแก่กล้าสมถะ คือเจริญรูปฌานเป็นลำดับ ไม่รีบด่วน ทวนไปๆมาๆ จนชำนาญในรูปฌานและอรูปฌาน แล้วกลับมาตั้งจิตในจตุตถฌานให้แก่กล้า คือเพ่งรูปเป็นนิมิตที่เรียกว่าอุคคหนิมิต เมื่อเพ่งไปตามอาการของรูปฌาน เมื่อปรากฏขึ้นแล้ว ขยายเข้าขยายออกได้เรียกว่า ปฏิภาคนิมิต จนจิตแน่แน่วมีสติสัมปชัญญะระลึกได้ รู้ตัวเพ่งอยู่จนจิตวางเฉยเที่ยงอยู่กับอารมณ์เดียว ไม่เกี่ยวเกาะด้วยอารมณ์ภายนอก จนจำได้หมายรู้ว่า จิตในรูปฌานกับอรูปฌานมีอาการแปลกกันอย่างไร ต่อนั้นจะรู้ขึ้นได้ว่า รูปฌานที่สี่นี้เป็นสำคัญ ทำจิตให้มีกำลังโดยอาการต่างๆ ต่อนั้นให้ทำความเพ่งอยู่ที่จตุตถฌานคือเพ่งเฉยอยู่ทำจิตให้เที่ยงเป็นเอกัคคตารมณ์ ให้เพ่งจิตในที่อันเดียวเป็นสติปัฎฐาน เป็นกายานุปัสสนา สติอันละเอียดคือเพ่งกายในกาย..."

จากเทศน์อบรมพระสงฆ์ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
เรื่อง วิธีตั้งจิตให้สงบเป็นสมาธิ

"...ทีนี้พอจิตมีความแน่นหนามั่นคงแล้ว มันอิ่มอารมณ์แล้วที่นี่ เมื่อจิตอิ่มอารมณ์แล้วพาออกทางด้านปัญญา ถ้าจิตไม่อิ่มอารมณ์ ยังหิวอารมณ์อยู่แล้ว ออกทางด้านปัญญาจะเป็นสัญญาไปเรื่อย ๆ คาดหมายอย่างนั้นอย่างนี้ กลายเป็นสมุทัยไปหมด เลยไม่เป็นปัญญาให้ เพราะฉะนั้นท่านถึงสอนให้อบรมทางสมาธิเสียก่อน สมาธิปริภาวิตา ปญฺญา มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา คือสมาธิมีความแน่นหนามั่นคงแล้ว สมาธิมีความอิ่มตัวแล้วก็หนุนปัญญาได้ พิจารณาทางด้านปัญญาก็คล่องตัว ๆ เป็นปัญญาจริง ๆ ไม่ได้เป็นสัญญาอารมณ์ เพราะจิตอิ่มอารมณ์แล้ว ออกพิจารณาทางด้านปัญญา"


จากหนังสือสมาธิ ของพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม

ลูกศิษย์รุ่นแรก ๆ ของ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต

"วิธีที่ 3 เจริญวิปัสสนา

คือ เมื่อผู้ปฏิบัติทั้งหลายได้ฝึกหัดจิตมาถึงขั้นนี้ มีกำลังพอพิจารณาปฏิภาคนิมิตได้ชำนาญคล่องแคล่วเป็นประจักขสิทธิ ดังที่อธิบายมาแล้ว และกำหนดจิตรวมเข้าไว้ในขณะจิตอันเดียว ณ ที่หน้าอก ตั้งสติพิจารณาดูให้รู้รอบจิต เพ่งพินิจให้สว่างแลเห็นร่างกระดูกทั่วทั้งกาย ยกคำบริกรรมวิปัสสนาวิโมกขปริวัตรขึ้นบริกรรมจำเพาะจิตว่า

สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา สพฺเพ ธมฺมา อนิจฺจา สพฺเพ ธมฺมา ทุกฺขา

ให้เห็นร่างกระดูกทั้งหมดเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน ไม่ควรถือเอา ไม่เที่ยง เป็นทุกข์กำหนดให้เห็นกระดูกทั้งหลายหลุดจากกันหมด ตกลงไปกองไว้ที่พื้นดิน คราวนี้ตั้งสติให้ดีรักษาไว้ซึ่งจิต อย่าให้เผลอ ยกคำบริกรรมวิปัสสนานั้นอีก เพ่งพิจารณาจำเพาะจิตให้เห็นเครื่องอวัยวะที่กระจัดกระจายกองไว้ที่พื้นดินนั้น ละลายกลายเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลม เป็นไฟ ถมแผ่นดินไปหมด กำหนดจำเพาะจิตผู้รู้ เพ่งพินิจพิจารณาให้เห็นพื้นแผ่นดิน กว้างใหญ่เท่าพรเป็นที่อาศัยของสัตว์ทั้งโลก ก็ยังต้องฉิบหายด้วยน้ำ ด้วยลม ด้วยไฟยกวิปัสสนาละลายแผ่นดินนี้เสียให้เห็นเป็นสภาวธรรม เพียงสักว่าเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเท่านั้น รวบรวมเอาแต่จิตคือผู้รู้ ตั้งไว้ให้เป็นเอกจิต เอกธรรม สงบนิ่งแน่วอยู่ และวางลงเป็นอุเบกขาเฉยอยู่กับที่ คราวนี้จะแลเห็นจิตนั้นแจ่มแจ้งยิ่งขึ้นทีเดียว ก้างล่วงจากนิมิตได้ดี มีกำลังให้แลเห็นอำนาจอานิสงส์ของจิตที่ได้ฝึกหัดสมาธิมาเพียงชั้นนี้ ก็พอมีศรัทธาเชื่อในในของตนในการที่จะกระทำความเพียรยิ่ง ๆ ขึ้นไป

วิธีนี้ 3 นี้ เรียกว่า ปหานปริญญา แปลว่า ละวางอารมณ์เสียได้แล้ว"

ยุคนี้มีความรู้ความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ชัดเจนกว่ายุคก่อนเป็นอย่างมาก ความลี้ลับของธรรมชาติหลายอย่างกลายเป็นเรื่องธรรมดา ถือเป็นความรู้พื้นฐานที่ทุกคนรู้กันดี คนยุคนี้จึงควรสำเร็จมรรคผลนิพพานง่ายกว่าคนยุคก่อน แต่ทำไมจึงไม่เป็นเช่นนั้น

อย่างทีวีออกข่าวคนเกิด คนเจ็บ คนแก่ คนตาย กันทุกวัน เห็นกันและเข้าใจกันชัดเจนว่ามันมีอาการเป็นอย่างไร เห็นจนเป็นเรื่องธรรมดา

คำว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็มีคำอธิบายให้เข้าใจกันอยู่แล้วใช่ไหม แต่เมื่อเข้าใจกันดีแล้วทำไมยังต้องเวียนว่ายตายเกิดกันต่อไปด้วย

ความเข้าใจที่ว่าธรรมดานั้น ไม่ใช่ธรรมดาอย่างที่คิดนึกเข้าใจกันหรอก จำได้หรือไม่ว่าตอนที่พระพุทธเจ้าเพิ่งทรงตรัสรู้ พระองค์ทรงรำพึงว่าธรรมที่ทรงตรัสรู้นั้นลึกซึ้งยิ่งนัก ถึงกับท้อพระทัยว่า จะมีใครบ้างเข้าใจธรรมได้อย่างพระองค์

ดังนั้นวิธีปฏิบัติแบบลัดสั้นที่คุยว่าเป็นทางสายตรง หรือธรรมะใดที่คิดว่าเข้าใจได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ผู้ฝึกไม่ควรรีบยินดีปรีดาว่าสำเร็จแล้ว หากควรเฉลียวใจสงสัยไว้เสมอว่ายังมีธรรมะที่ลึกซึ้งกว่าอยู่อีก ไม่ควรหลงกลของกิเลสที่คอยแอบหลอกลวงให้ตายใจ

"สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา" ประโยคของพระอัญญาโกณฑัญญะนี้ทำให้เข้าใจว่าการเกิดดับเป็นธรรมดา ธรรมชาติย่อมมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ชั่วขณะหนึ่ง แล้วมีการดับไปเป็นธรรมดา ทำให้หลายคนเข้าใจผิดไปว่าธรรมะคือธรรมชาติ ซึ่งที่ถูกต้องนั้นธรรมะเหนือกว่าธรรมชาติที่เข้าใจกัน เพราะธรรมะช่วยให้พ้นจากการเกิดดับ ช่วยให้พ้นจากความเป็นธรรมดาของธรรมชาติ

ดังนั้นหากต้องการธรรม ต้องทำให้เหนือกว่าธรรมดาของธรรมชาติที่เข้าใจ

จริต หรือความประพฤติ พื้นเพ นิสัยใจคอ มี 6 อย่าง ได้แก่ ราคจริต โทสจริต โมหจริต วิตกจริต สัทธาจริต และ พุทธิจริต ซึ่งมีคำแนะนำว่า จริตแต่ละอย่างเหมาะกับกรรมฐานต่างชนิดกันไป ดังนี้

  1. ราคจริต เหมาะกับ อานาปานสติ อสุภะ 10 นวสี 9 กายคตานุสสติ
  2. โทสจริต เหมาะกับ อานาปานสติ วรรณกสิน 4 พรหมวิหาร 4
  3. โมหจริต เหมาะกับ อานาปานสติ
  4. วิตกจริต เหมาะกับ อานาปานสติ กสินทั้ง 6 คือ ปฐวีกสิน อาโปกสิน เตโชกสิน วาโยกสิน อาโลกกสิน อากาสกสิน
  5. สัทธาจริต เหมาะกับ อานาปานสติ อนุสสติ 6 คือ พุทธานุสสติ ธรรมานุสสติ สังฆานุสสติ จาคานุสสติ ศีลานุสสติ เทวตานุสสติ
  6. พุทธิจริต เหมาะกับ อานาปานสติ พิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ธาตุ 4 อาหาเรปฏิกูลสัญญา มรณานุสสติ อุปสมานุสสติ

ผู้ฝึกกรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วไม่ก้าวหน้า ไม่ควรเปลี่ยนวิธีฝึกไปเรื่อยๆเพื่อหาว่าวิธีใดเหมาะกับจริตของตน เพราะแท้จริงแล้วแต่ละคนล้วนมีจริตเหล่านี้ผสมกันมากบ้างน้อยบ้าง แล้วแต่จังหวะเวลาและสถานการณ์ต่างหากว่าจะมีจริตใดเกิดขึ้นในแต่ละขณะจิต เหมือนเวลาที่เป็นโรคนั่นแหละที่ต้องหายารักษาที่เหมาะกับโรคนั้นๆมารับประทาน

อย่าแก้ตัวว่าสาเหตุที่ฝึกไม่สำเร็จเป็นเพราะเลือกวิธีฝึกผิดไม่ถูกกับจริต  ผู้ฝึกที่ฉลาดต้องรู้จักหาอุบายเอาชนะจริตแต่ละอย่างในแต่ละขณะจิตให้ได้ต่างหาก กว่าจะเอาชนะได้ต้องอาศัยเวลาฝึกปฏิบัติอย่างอดทน

ยุคนี้มีการกล่าวอ้างถึงจริตตัวใหม่ว่า จริตของคนเมืองไม่เหมาะกับการฝึกแบบนั้น แต่คนเมืองเหมาะกับการฝึกแบบนี้ กลายเป็นข้ออ้างยอดนิยมที่ไม่ใช่ของใครอื่นที่ไหน แต่เป็นข้ออ้างของคนที่ขาดความเพียรนั่นเอง

นอกจากนี้ในพระไตรปิฎกได้กล่าวถึงการเลือกวิธีฝึกให้เหมาะสมกับจริตไว้ว่า

  1. โทสะกับพุทธิจริต เจริญสมถะน้อย วิปัสสนามาก ตรัสรู้เร็ว
    2. ราคะกับสัทธาจริต เจริญสมถะกับวิปัสสนาเสมอกัน ตรัสรู้พอปานกลาง
    3. วิตกกับโมหะ เจริญสมถะเป็นส่วนมากก่อน จึงจะเจริญวิปัสสนาได้ ตรัสรู้ช้า


คนมีโทสะมาก มีใจอาฆาต แค้น พยาบาท ย่อมยากที่จะเจริญสมถะได้เพราะมีใจร้อนรน จึงต้องดับความเร่าร้อนเหล่านั้นด้วยการพิจารณาให้มาก

ส่วนคนที่มีวิตกมากโมหะมาก หากให้พิจารณาเลย จะคิดเลยเถิดและตีความเข้าข้างตัวเอง ทำให้หลงมากขึ้น จึงต้องหาทางทำให้จิตนิ่งก่อนโดยการฝึกสมถะเป็นส่วนมาก

คนมีนิสัยวิตกกังวล ชอบคิดโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าคิดบ่อยขนาดไหน ต้องพยายามฝึกสมถะให้มาก เพื่อทำให้ตามรู้ทันความคิดให้เป็นก่อน พอรู้ว่าอาการของการคิดเป็นอย่างไรแล้ว จึงหยุดคิดเรื่องที่ไม่จำเป็นแล้วหันมาคิดพิจารณาธรรมะอย่างจริงจัง

ดังที่อธิบายมานี้ จะเห็นว่าต้องใช้ปัญญาคิดด้วยเหตุและผล เพื่อหาอุบายแก้ตรงกับจริต ธรรมะจะช่วยแก้ปัญหาชีวิตได้ เมื่อใช้ธรรมะแบบหนามยอกต้องเอาหนามบ่ง

กาย เวทนา จิต ธรรม เป็นการเรียกแบบย่อๆของสติปัฏฐานสี่ เทียบได้กับขันธ์แบ่งเป็นห้าอย่าง คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรือแบ่งเป็นสองอย่าง คือ รูปกับนาม สักแต่ว่าจะเลือกเรียกขานแบบใด

เมื่อจิตตั้งมั่นสงบเป็นสมาธิแล้วให้ยกสติปัฏฐานสี่ขึ้นมาพิจารณา แต่ทำไมจึงต้องแยกแยะเป็นสี่อย่าง และจะต้องพิจารณาเรียงตามลำดับของกาย เวทนา จิต ธรรมหรือไม่

การพิจารณาแยกรูปนามออกมาเป็น กาย เวทนา จิต และธรรม เพื่อช่วยทำให้สามารถเรียนรู้ความแตกต่างและความสัมพันธ์ของกายกับเวทนา เวทนากับจิต จิตกับธรรม ได้ชัดเจนกว่าการพิจารณารวมๆกันไป และช่วยให้เห็นที่ไปที่มาของเหตุและผลว่าอะไรเกิดขึ้นก่อนหลัง

จุดมุ่งหมายของการปฏิบัติกรรมฐาน คือ ไม่ต้องการกลับมาเวียนว่ายตายเกิด แต่ที่ยังต้องกลับมาเกิดกันอีกเรื่อยไปเป็นเพราะกิเลส พอเกิดขึ้นมาแล้วจะเป็นตายร้ายดี ยากดีมีจน มีชีวิตสุขทุกข์อย่างไรขึ้นกับกรรมที่ทำไว้

กิเลสเกิดขึ้นเพราะกายใช่ไหม เพราะกายเรียกร้องแสวงหา เพื่อทำให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้มิใช่หรือ กายคือบ่อเกิดของภพชาติ จากนั้นพอได้รับการสนองตอบ ทำให้เกิดเวทนาสุขทุกข์ขึ้นที่กายและใจอีกนั่นแหละ พอได้รับสุขทุกข์ ก็คิดปรุงแต่งเกินเลยไปกว่าความจำเป็น เรียกร้องขวนขวาย ทำให้เกิดกิเลสราคะ โทสะ โมหะ หลายประเภทตามมา

การพิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม ต้องทำตามลำดับ พอพิจารณาจนชำนาญแล้วจึงจะสามารถพิจารณาย้อนไปย้อนมาตามกำลังของสมาธิที่ทำได้

ถ้าพิจารณาสติปัฏฐานโดยข้ามไปไม่สนใจกับกาย ย่อมเปรียบเหมือนกับการมองดูลานโล่งๆที่ไม่มีต้นไม้ปลูกอยู่สักต้นเดียว แม้จะมีพายุ แต่ไม่มีทางรู้ว่ามีลมพัดบนลานนั้น

กายเปรียบได้กับต้นไม้ที่ปลูกไว้ พอถูกลมพัด จะสังเกตเห็นใบไม้ไหว ลมหายใจเข้าออกย่อมมีอาการแปรไปตามอารมณ์ เกิดอาการไหวๆอยู่ภายในร่างกาย หรือสังเกตเห็นอารมณ์ความรู้สึกหนาวร้อน ตื่นเต้นดีใจ เสียใจ เคร่งเครียด กังวล และอาการต่างๆนานาที่แสดงออกมาทางกาย

กายเปรียบได้กับคนไข้ จิตเหมือนกับปรอทวัดไข้ที่คอยตามรู้ ถ้าจะรู้ให้ละเอียดต้องแยกแยะกายออกเป็นอวัยวะน้อยใหญ่ให้ละเอียดต่อไปอีก พอจิตเกิดราคะ โทสะ โมหะ จะเห็นผลที่เกิดขึ้นกับกาย เช่น อุณหภูมิ ความดัน อัตราเต้นของหัวใจที่แปลกไป หรือถ้ามีความสุข กายย่อมรู้สึกสบายผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ถ้ามีทุกข์ กายจะตึง หมดเรี่ยวหมดแรงไม่อยากทำอะไร ลมหายใจก็มีลักษณะเปลี่ยนแปลงตามไปเช่นกัน

ถ้าสมาธิยังไม่ละเอียดยังมีกำลังไม่พอ ย่อมยากจะตามรู้อาการไหวตัวของจิต ซึ่งเกิดขึ้นเร็วมาก ยากจะทราบลักษณะโดยละเอียดของจิตที่กำลังทำงาน ครูบาอาจารย์ท่านจึงย้ำนักย้ำหนาว่า แม้ว่าจะฝึกสมาธิจนตั้งมั่นได้แล้ว อย่าข้ามขั้นไปพิจารณาจิตหรือเวทนา แต่ให้ฝึกพิจารณากายจนชำนาญเสียก่อน เพราะอาการของจิตย่อมส่งผลมาแสดงที่กายให้เห็นได้ชัดนั่นเอง

นอกจากกายเป็นสิ่งทำให้เวทนาและจิตแสดงผลให้เห็นได้ง่ายแล้ว กายยังเป็นต้นเหตุของเวทนาและจิต เพราะการยึดติดว่ากายเป็นของของเรา เป็นของสวยของงาม เป็นของน่ารักน่าใคร่ เป็นของที่พึงปรารถนา กายจึงเป็นเหตุของทุกข์ เป็นเหตุให้เกิดกิเลส หากดับที่เหตุได้ ทุกข์ซึ่งเป็นผลย่อมไม่เกิดตามมา ด้วยเหตุนี้ครูบาอาจารย์ท่านจึงสอนให้พิจารณากายของเราของเขาให้ละเอียด จนพบความเป็นจริงว่า กายสักแต่ว่าเป็นกาย มีแต่สิ่งปฏิกูลโสโครกน่ารังเกียจทั้งนั้น เพื่อทำให้ลดละกิเลสความอยากหรือไม่อยากกลับมาเกิดในกายเช่นนี้อีก

เมื่อพิจารณากายจนเห็นความจริงปรากฏชัด จึงพิจารณาเวทนาและจิตในลักษณะเช่นเดียวกัน พอเข้าใจทั้งกายเวทนาและจิตชัดเจนทั้งหมด สามารถรู้ซึ้งถึงอาการเกี่ยวเนื่องกันระหว่างกายเวทนาและจิตแล้ว จะเข้าใจในธรรมและหมดข้อสงสัยในอริยสัจสี่ จิตจะมีสภาวะที่เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานอย่างแท้จริง เพราะไม่มีอะไรที่จะเข้ามาเกี่ยวเนื่องกับจิตได้อีก

ครูบาอาจารย์สอนว่า "อย่าไปเที่ยวเก็บเกี่ยวอารมณ์ไม่ดีมาคิดนึก ไม่ควรให้จิตไปข้องเกี่ยวกับอารมณ์ชั่ว" เรื่องใดที่พูดแล้ว ช่วยอะไรอะไรไม่ได้ อย่าพูดดีกว่า

บางคนติดนิสัยคิดมากเครียดมากเป็นประจำ คุณทราบไหมว่า ถ้าเก็บความคิดกังวลเรื่องที่ทำให้ทุกข์ใจไว้ หากเกิดพลั้งเผลอต้องตายไปในช่วงนั้น ความทุกข์นั้นจะชักนำจิตไปเกิดใหม่ในภพภูมิที่ไม่ดี แทนที่จะเกิดเป็นคน จะเกิดเป็นสัตว์ ดังนั้นต้องพยายามฝึกวิธีคิดของตัวเอง ให้คิดในเรื่องที่ควรคิด เรื่องใดที่คิดแล้วทุกข์ ต้องหาทางปรับความคิดของตัวเองให้จบเรื่องนั้นให้เร็วที่สุด ถ้าจบไม่ได้ ต้องฝึก "อด ทน รอ"

บางคนยึดมั่นว่าจะไม่ยอมแพ้คนอื่นหากเชื่อมั่นว่าตนเองเป็นฝ่ายถูก ไม่ยอมเสียเงินแม้บาทเดียว อะไรๆที่ตัวเองที่เป็นฝ่ายถูกแต่ต้องมารับภาระ เป็นไม่ยอมทั้งนั้น ไม่เคยคิดบ้างว่า ถ้าฉันยอมแพ้เสียบ้าง จะชนะอีกตั้งหลายอย่าง เช่น ชนะตัวเอง ชนะความทุกข์ กรรมระหว่างกันย่อมยุติลง แทนที่จะคิดแต่ทางกฎหมายเพื่อความยุติธรรม ควรคิดทางธรรมะเพื่อหาทางยุติกรรมกันดีกว่าไหม

พอใจสงบเป็นสมาธิ ให้รู้จักแยกแยะสิ่งที่นำมาพิจารณาแตกออกเป็นส่วนย่อย เช่น แยกกายออกจากใจ แยกรูปออกจากนาม แต่แทนที่จะพิจารณารูปนามซึ่งผู้เพิ่งฝึกยากจะเข้าใจชัดว่าอะไรเป็นรูปอะไรเป็นนาม จึงให้แตกรูปนามออกมาเป็นขันธ์ห้า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แทนเพื่อเข้าใจความแตกต่างของแต่ละส่วนได้ชัดเจนและสามารถพิจารณาเห็นอาการที่เกิดขึ้นได้ชัดขึ้น

ส่วนของรูปนั้น ถ้าเอาแต่รูปตัวเดียว ย่อมยากจะเข้าใจธรรมชาติของรูป จึงให้คิดแยกรูปออกเป็นส่วนย่อยๆ เช่น กายของเขา กายของเรา กายยังประกอบด้วย ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ฯลฯ หรือแยกกายออกเป็นธาตุลม ไฟ น้ำ ดิน อากาศ วิญญาณ

ฝึกพิจารณาแยกส่วนย่อยๆให้เข้าใจชัด พอเห็นกาย ไม่ว่าของเขาของเรา จะเห็นความจริงขึ้นมาทันทีว่า กายนั่นเป็นแค่ธาตุมีแต่ของปฏิกูลน่ารังเกียจ กายสักแต่ว่าเป็นกาย

ถ้าไม่มีใจเข้ามาเกี่ยวข้อง กายของคนกับก้อนหินมันไม่ได้มีความแตกต่างกัน จากนั้นจึงคิดพิจารณาแยกย่อยเวทนาและจิตในทำนองเดียวกันต่อไปทีละขั้น

สิ่งที่รู้ซึ่งปราศจากการปรุงแต่งแม้มีความสำคัญ แต่ไม่สำคัญเท่ากับตัวผู้รู้ ซึ่งจะหาตัวผู้รู้ได้ต่อเมื่อสามารถแยกแยะสิ่งที่รู้ออกมาให้ได้ก่อน

คุณเคยมีเรื่องที่คิดจะพูดแต่ไม่ได้พูดออกมาใช่ไหม นี่แหละเป็นสิ่งที่ต้องพยายามฝึกการรับรู้สภาวะต่างๆ ฝึกให้คิดอย่างเดียวก็รู้เรื่อง โดยไม่จำเป็นต้องพูดออกมา เห็นอะไร สัมผัสอะไร กินอะไร ให้รู้สภาวะนั้นแล้วเฉยอยู่ แค่นั้น

การฝึกให้ตามรู้สภาวะที่แท้จริงโดยไม่เข้าไปคิดปรุงแต่ง ต้องเกิดความรู้ในสิ่งที่รู้โดยละเอียด มิใช่รู้แค่เพียงผิวเผินว่าสิ่งนั้นเกิดขึ้นแล้วดับไปเพียงเท่านั้น คนที่ไม่เคยฝึกสมาธิมักเข้าใจผิดไปว่า หากต้องการให้รู้เฉยๆ จะต้องปล่อยให้เผลอ ไม่ต้องเพ่ง ไม่ต้องตั้งใจ แล้วพอรู้อะไรขึ้นมาก็บอกตัวเองว่า เฉยไว้นะ ดูเฉยๆนะ การทำแบบนี้ใครๆก็ทำได้ แต่ถ้าถามซักให้ละเอียดว่าได้รู้ได้เห็นอะไรบ้างจะไม่สามารถอธิบายสิ่งที่ได้รู้ได้แปลกนัก จะรู้ได้เท่าที่คนธรรมดาทั่วไปรู้กันนั่นแหละ

จะฝึกอย่างไรจึงทำให้รู้ได้อย่างละเอียดโดยไม่คิดปรุงแต่ง ไม่มีอดีต ไม่คิดไปในอนาคต ทำอย่างไรจึงรู้ว่ายังมีกาย แต่สักแต่ว่าเป็นกายเท่านั้น

อยากจะไม่คิด ก่อนอื่นต้องฝึกคิดให้เป็นเสียก่อน แทนที่จะปล่อยให้จิตคิดไปเองตามยถากรรมหรือปล่อยให้คิดตามสิ่งเร้าที่เข้ามากระตุ้นผ่านตาหูจมูกลิ้นกายใจ ต้องหันมาฝึกให้คิดในสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนชำนาญจนติดเป็นนิสัย พอรู้จักวิธีที่จิตมันคิดแล้วจึงจะเข้าใจได้เองว่า รู้เฉยๆทำได้อย่างไร

นี่คือสาเหตุของการฝึกสมาธิที่สอนให้บริกรรมพุทโธๆๆต่อเนื่องกันไป หรือฝึกตามรู้ลมหายใจเข้าออก หรือฝึกตามรู้อาการอื่นใดของร่างกาย ซึ่งไม่ว่าจะใช้อะไรให้จิตตามรู้ ไม่สำคัญเท่ากับประสบการณ์ที่ตัวเองได้เรียนรู้ว่าจะทำอย่างไรให้วิตกวิจารเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง พอเข้าใจเรื่องของจิต จะเข้าใจได้เองว่ากายกับใจไม่ใช่เรื่องเดียวกัน กายสักแต่ว่าเป็นกาย จิตสักแต่ว่าเป็นจิต ต่างมีภาระหน้าที่ของมันแตกต่างกัน 

ทุกครั้งที่ได้บริกรรมภาวนาพุทโธขึ้นในใจ เป็นการฝึกสมาธิซึ่งจะช่วยให้ตัวเองได้เรียนรู้เรื่องของจิตนับพันนับหมื่นครั้งในแต่ละวัน เป็นการสร้างโอกาสเรียนรู้ได้มากกว่าการปล่อยให้รู้ตัวบ้างไม่รู้ตัวบ้าง ทั้งวันจะไม่ปล่อยให้เผลอเกิดขึ้นเป็นอันขาด

วิปัสสนาเกี่ยวข้องโดยตรงกับปัญญา ต่อเมื่อคิดพิจารณาจนรู้แจ้งเห็นจริงแล้ว จึงขึ้นชื่อว่าผ่านวิปัสสนาอย่างสมบูรณ์ จากนั้นเมื่อใดต้องเผชิญหน้ากับกิเลสอีก ย่อมรู้เท่าทัน สามารถปล่อยวางทำใจเป็นกลางได้ทันที ไม่ใช่ว่าต้องย้อนกลับมาคิดพิจารณาซ้ำใหม่

การใช้ปัญญาเป็นเรื่องง่ายที่จะทำหรืออวดอ้างกันว่าตนฝึกวิปัสสนา แต่กว่าจะทำให้เสร็จสมบูรณ์ยังอีกยาวไกลนัก ส่วนสมาธิเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ต้องใช้เวลาฝึกจิตอีกนานกว่าจิตจะสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ แต่พอทำสมาธิได้คล่องแล้ว สมาธิก็จบเพียงแค่นั้น

จังหวะถอนจิตออกจากสมาธิหรือในขณะไม่ได้ทำสมาธิก็ตาม ให้หมั่นใช้ปัญญาพิจารณา โดยอย่าเพิ่งคิดถึงสาเหตุว่าเกิดขึ้นเพราะเขาคนนั้นหรืออย่างนี้ เพราะจะทำให้จิตไม่สงบร้อนใจขึ้นมาอีก แต่ให้กำหนดดูอารมณ์ในขณะนั้นว่าเป็นอย่างไร หมั่นสังเกตอาการไหวตัวในจิตซึ่งเกิดจากความคิดปรุงว่ามีปัจจัยใดเกี่ยวข้องกันบ้าง

การเพ่งพิจารณาอารมณ์ภายในจิตใจของตัวเอง จะทำให้เข้าใจได้ว่า แท้จริงเหตุแห่งทุกข์เกิดจากฝ่ายตัวของเราเองต่างหาก มิใช่หาทางแก้ไขที่ผู้อื่นสิ่งอื่น

วิธีดับทุกข์ ต้องแก้ที่จิตใจของตัวเอง ต้องใช้ปัญญาคิดแยกแยะเรื่องต่างๆให้ละเอียด หมั่นใช้ความคิดพิจารณาอยู่เสมอ จนเกิดความเข้าใจชัดแจ้งไว้ก่อน ต่อเมื่อเกิดเหตุใดขึ้นมา จะได้เข้าใจในทันทีว่า อ้อ มันเป็นเช่นนี้อย่างนั้นเอง

ทุกข์เกิดแล้วทรงตัวอยู่ได้ไม่นานถ้าปราศจากสัญญาและสังขาร
ทุกข์จะดับไปด้วยปัญญาที่อาศัยสัญญาสังขารเช่นกัน

คนส่วนใหญ่พอมีทุกข์มากๆจึงคิดเข้าวัด อยากฟังเทศน์ฟังธรรมเพื่อทำใจให้หมดทุกข์หรือบรรเทาความทุกข์ลงไปบ้าง แต่ความสุขนี่ซิ ยิ่งมีความสุขมากเท่าใด มักจะไม่คิดถึงวัดกันหรอกใช่ไหม เวลาทุกข์ก็อยากให้หมดทุกข์ ทีเวลาสุขกลับไม่ยอมให้หมดสุข มีแต่อยากให้สุขอย่างนั้นกันนานๆ ไขว่คว้าหาความสุข อยากได้ อยากมี อยากเป็นกันทั้งนั้น

ทุกข์และสุขต่างเป็นเวทนาที่เกิดขึ้นกับกายใจ เวทนาที่เป็นความทุกข์เป็นสิ่งที่ดูง่ายรู้สึกง่าย เมื่อใดซึ่งไม่ได้ในสิ่งที่ปรารถนา หรือทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดี ป่วยไข้ ไม่สบาย ไม่พอใจ ย่อมทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นมา ส่วนเวทนาที่เป็นความสุข รู้ตัวได้ยากกว่ามาก จนกว่าจะรู้ว่ามาตรฐานที่ไม่สุขไม่ทุกข์เป็นอย่างไรแล้วนำความรู้สึกนั้นไปเปรียบเทียบ

มาตรฐานของความสุขของแต่ละคนยังต่างกันไป คนบางคนพยายามทำงานหาเงินไม่หยุดหย่อนเพื่อหาความสุขให้ตัวเองและครอบครัว บางคนรวยล้นฟ้าแล้วยังอยากจะรวยขึ้นไปอีก ส่วนคนยากจนทำงานเลี้ยงปากท้องไปวันๆพอได้รับเงินค่าจ้างมีความสุขเหลือล้นเกินพอ

ถ้ามองคนอื่นที่เขามีชีวิตดิ้นรนลำบากกว่าตัวเองอยู่เสมอๆ จะรู้สึกว่าความสุขที่มีอยู่แค่นี้เพียงพอแล้ว

ความสุขเป็นอาวุธของกิเลสซึ่งทำให้หลายคนพ่ายแพ้อย่างไม่รู้ตัว แล้วมักคิดหาเหตุผลนานาประการมาเข้าข้างตัวเองว่าไม่ผิดอะไร คนอื่นเขาก็ทำกัน มันเป็นเรื่องของธรรมชาติ เป็นธรรมดาของสังคม นิดหน่อยไม่เห็นเป็นไร ไม่ได้ทำให้ใครเขาเสียหาย

พยานหลักฐานที่ยืนยันว่าตัวเองแพ้สุขพ่ายแพ้ต่อกิเลส ดูได้จากนิสัยที่ขาดสุขไม่ได้ ชอบคิดบอกตัวเองว่า ขออีกที เอาอีกหน่อยก็แล้วกัน ติดสุขจนขาดมันไม่ได้แล้วใช่ไหม ได้นิดก็ขออีกหน่อย พอได้หน่อยแล้วก็อยากได้เยอะมากขึ้น

พิจารณาให้ดี สุขก็คือทุกข์ เพราะไม่มีสุขใดที่จะจีรังยั่งยืน พอมีสุขเกิดขึ้น ต้องทุกข์ใจเพื่อคอยระวังรักษาความสุขเอาไว้ พอสุขหมดไป ต้องดิ้นรนหาความสุขมาทดแทนอีก

ความสุขจากการปฏิบัติกรรมฐานเป็นความรู้สึกที่เหนือกว่าความสุขอื่นใด ถ้ายังทำไม่ถึงจะไม่เข้าใจความสุขที่ว่านี้ บางคนติดสุขแพ้สุขติดอยู่ในฌาน ไม่อยากออกจากฌานเพราะสุขนั้นจะหมดไป แต่ถ้าใช้ปัญญาเสียหน่อย พิจารณาเข้าไปซิว่า สุขในฌาน ยังหนีไม่พ้น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ใช่ไหม แทนที่จะขู่ให้กลัวว่า ฌาณไม่ได้ช่วยทำให้เกิดปัญญา ควรแนะนำให้หัดใช้ปัญญาที่ได้จากฌานจะเหมาะสมกว่า

ครูบาอาจารย์สอนว่า ต้องฝึกจนสามารถทำให้รู้และเข้าใจถึงนิจจัง สุขขัง อัตตา ด้วยแล้วจึงจะเข้าใจอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรียกว่าทำให้ครบบริบูรณ์จึงจะเกิดปัญญาเข้าใจอย่างชัดเจนไม่สงสัยอะไรอีกต่อไป ไม่ใช่เอาแต่เห็นทุกข์ ให้รู้ว่าทุกข์ พอทุกข์หมดไปก็บอกตัวเองว่า ฉันเข้าใจแล้ว สุขใจแล้ว นี่ไงทุกอย่างมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป นี่แหละแพ้สุขอีกแล้ว

พอบริกรรมภาวนาพุทโธๆๆหรือตามรู้ลมกายใจเข้าออกไปได้สักพักใหญ่ๆ คำบริกรรมหรือลมหายใจจะหายไป ถ้าลมหายใจหายไป อย่าตกใจ ไม่ต้องกลัวว่าหยุดหายใจแล้วจะตายไปหรอก

ประโยคข้างต้นนี้ ได้ยินได้ฟังกันมาแล้วใช่ไหม หลายคนฝึกถึงขั้นพุทโธหายหรือลมหายใจหายไปแล้วด้วยซ้ำ แต่ถ้าฝึกเพียงชั่วครู่ ทำให้เกิดผลแบบนี้ได้แล้ว ก็น่าสงสัยว่า ที่หายไปนั่นเป็นเพราะลืม เผลอไปเอง หรือถึงคราวที่ควรจะหาย

สมาธิฝึกเพื่อทำให้จิตตั้งมั่น ความตั้งมั่นที่ว่านี้ไม่ใช่ตั้งมั่นแบบว่างๆไม่รู้อะไรสักอย่าง หากยังคงมีสิ่งที่รู้มีสิ่งที่ระลึกอยู่เสมอ แม้จะไม่ได้รู้ถึงคำว่าพุทโธหรือรู้ลมหายใจแล้วก็ตาม แต่ยังคงรู้อยู่ว่ารู้อยู่นะ

ครูบาอาจารย์สอนไว้ว่า การละพุทโธ เหมือนกับการหยุดทานอาหารเมื่อรู้สึกตัวว่าอิ่มพอแล้วนั่นเอง จะรู้ตัวเองว่าอิ่มแล้ว พอแล้ว

พอพุทโธหายหรือลมหายใจหายไป ให้รีบฉวยโอกาสนั้นกำหนดรู้ให้ละเอียด จะพบสภาวะที่ละเอียดขึ้นกว่าเดิมผุดขึ้นให้ได้รู้อีกมาก เมื่อย้อนกลับมากำหนดจิตดูที่กาย จะพบว่าในร่างกายมีอาการไหวตัวที่ละเอียดกว่าเดิมอีกมากมาย ให้ตามรู้อาการเหล่านั้นเพื่อทำจิตให้ละเอียดมากขึ้นหรือถอยจิตออกมาพิจารณาในกายของตัวเอง แยกแยะผมขนเล็บฟันหนังเนื้อเอ็นกระดูกออกมาพิจารณาให้เห็นสภาพที่แท้จริงของแต่ละส่วน

การกำหนดจิตด้วยภาพนิมิต ให้เห็นภาพอสุภซากศพหรือเห็นภาพกระดูกได้ชัดเจน เรียกว่าอุคหนิมิต ยิ่งทำให้เห็นภาพนิมิตในใจได้ชัดเจนมากเท่าใด ย่อมมีผลทำให้จิตมีสมาธิมีกำลังตั้งมั่นได้ดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตามยังเป็นขั้นสมถะ จึงควรทำให้เป็นวิปัสสนา ต้องทำให้อุคหนิมิตเลื่อนขั้นมาเป็นปฏิภาคนิมิต โดยเพ่งให้ภาพอสุภหรือกระดูกมีการเน่าเปื่อยเสื่อมสลายกลายเป็นธาตุน้ำดินไฟลม ฝึกจนเข้าใจสภาวะและเห็นจริงตามกฎไตรลักษณ์ จะทำให้เกิดผลเป็นอารมณ์ปีติสุขซาบซึ้งในความรู้ของตน

เห็นหัวข้อนี้คงสงสัยว่า ที่แนะนำให้ฝึกสมาธิโดยบริกรรมภาวนาว่า พุทโธ พุทโธ พุทโธ ติดต่อกันไปเรื่อยๆ แล้วทำไมคราวนี้จึงบอกว่าบริกรรมภาวนาพุทโธเป็นศัตรูของสมาธิ และไม่ใช่เฉพาะคำว่าพุทโธคำนี้คำเดียวเท่านั้นด้วย ทุกคำที่ใช้บริกรรมล้วนเป็นศัตรูของสมาธิกันทั้งนั้น

สมาธิฝึกเพื่อทำให้จิตตั้งมั่น จิตจะตั้งมั่นได้ต่อเมื่อทำให้จิตปราศจากสิ่งที่แทรกเข้ามารบกวน การตั้งจิตมั่นอยู่กับการบริกรรมภาวนาแม้เป็นสิ่งสุดท้ายสิ่งเดียวที่เลือกให้จิตรู้อยู่ก็ตาม แต่ย่อมเป็นอุปสรรคทำให้ไม่สามารถใช้จิตรับรู้สิ่งอื่นๆได้อีก ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมจึงต้องละคำบริกรรมเพื่อปล่อยให้จิตสงบตั้งมั่นอยู่กับจิตของมันเอง หรือกำหนดจิตรู้ไว้กับสภาวะที่สงบละเอียดมากขึ้นกว่าเดิม

การบริกรรมภาวนาเป็นเพียงน้องของศัตรูตัวจริงของสมาธิ ศัตรูนอกจากนี้ยังมีปีติและนิมิตที่ถือว่าเป็นน้องๆของศัตรูเช่นกัน เพราะทำให้ไม่สามารถข้ามสู่ตัวจิตที่ละเอียดขึ้น และถ้าไม่รู้เท่าทัน ผู้ฝึกอาจนึกเข้าใจว่าตนบรรลุธรรมแล้วก็ได้

ศัตรูตัวจริงของสมาธิ ซึ่งต้องหาอุบายจัดการให้ได้เรียกว่า นิวรณ์ มีอยู่ 5 อย่าง ได้แก่ ความพอใจรักใคร่ในวัตถุกาม ความพยาบาทคิดปองร้าย ความง่วงเกียจคร้านหดหู่ ความคิดฟุ้งซ่านรำคาญใจ และความลังเลสงสัย

  1. ความพอใจรักใคร่ในวัตถุกาม ให้แก้ด้วยการพิจารณาให้เห็นเป็นของไม่เที่ยง ให้เห็นเป็นอสุภซากศพ แยกแยะให้เห็นเป็นเพียงธาตุดินน้ำไฟลมมาประกอบกันอยู่ชั่วคราวเท่านั้น
  2. ความพยาบาทคิดปองร้าย ให้แก้ด้วยการพิจารณาพรหมวิหารสี่ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา พยายามคบหาแต่คนที่มีศีลธรรม พูดแต่สิ่งที่มีประโยชน์สบายใจ และพยายามเพ่งโทษของตัวเอง ให้คิดหาทางแก้ที่ตัวเอง
  3. ความง่วงเกียจคร้านหดหู่ ให้แก้ด้วยการควบคุมอาหาร อย่าทานให้มากนัก หาสถานที่ฝึกที่เหมาะสม ถ้าฝึกก่อนนอนไม่ได้ ให้ฝึกยามเช้าหลังจากที่ได้นอนหลับพักผ่อนหย่อนใจแล้ว ถ้านั่งแล้วหลับ ให้เดินจงกรม
  4. ความคิดฟุ้งซ่านรำคาญใจ ให้แก้ด้วยการหมั่นคิดพิจารณาตามเหตุตามผล
  5. ความลังเลสงสัย ให้แก้ด้วยการหมั่นศึกษาเล่าเรียนและหมั่นสอบถามครูบาอาจารย์หรือผู้ชำนาญไว้เสมอ และพยายามปฏิบัติจนเป็นผู้ชำนาญ

ในการเริ่มฝึกสมาธิทุกครั้ง หลังจากสวดมนต์ระลึกถึงคุณพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์แล้ว ขอให้สวดรับศีลห้าและพิจารณาพรหมวิหารสี่ เพื่อเป็นการกำจัดศัตรูของสมาธินั่นเอง

รักษาศีลและรักษาใจให้รู้จักเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขาไว้เสมอ พอหลับตาและสวดมนต์คิดถึงทานและศีลที่ตนได้ทำมาตลอดแล้ว ใจจะเอิบอิ่มขึ้น ช่วยให้พร้อมที่จะทำสมาธิต่อไปได้ง่ายขึ้น

ครูบาอาจารย์กล่าวตักเตือนไว้ว่า ผู้ฝึกสมาธิ อย่ายึดติดกับวิธีการ ถ้าแต่ละคนสามารถฝึกจนชำนาญ สามารถทำให้รู้ ทำให้เห็น ทำให้เป็นได้เหมือนกันทุกคนแล้ว จะไม่มีใครต้องมาเสียเวลาถกเถียงกันหรอก ที่ยังต้องเถียงกันอยู่นี่ แสดงว่าเป็นผู้ที่ยังทำสมาธิได้ไม่ถึง ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เป็นกันต่างหาก

สมาธิเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาฝึกฝน ต้องยอมฝึกตามก่อนจึงจะเข้าใจ ถ้าเอาแต่คิดกลับกันว่า ขอเลือกฝึกวิธีที่ตนเข้าใจ แล้วฝึกตามโดยไม่เปิดใจหรือไม่สังเกตความรู้แปลกๆใหม่ๆให้ดี จะเข้าใจเท่าที่ตัวเองเคยเข้าใจแค่นั้นเอง

ไม่ว่าจะบริกรรมภาวนาพุทโธๆๆต่อเนื่องกันไป หรือตามรู้ลมหายใจเข้าออก หรือฝึกแบบยุบหนอพองหนอ สัมมาสมาธิแตกต่างจากสมาธิทั่วไปตรงที่ต้องใช้สติ ปัญญา และมรรคครบทั้งแปดข้อประกอบด้วยเสมอ เพื่อตามรู้จนเข้าใจลักษณะอาการการทำงานของขันธ์ห้าและจิต จึงทำให้เป็นสมาธิที่ละเอียดตั้งมั่นยิ่งขึ้นไปได้เรื่อยๆ

ต้องมีสติและคิดใช้ปัญญาเพื่อสามารถละวิตกวิจารปีติสุขในการเลื่อนองค์ฌานไปสู่ขั้นที่ละเอียดขึ้น ทำให้เข้าใจอารมณ์ตามความเป็นจริงแล้วทำให้ปล่อยวางได้ในที่สุด

สัมมาสมาธิเป็นสมาธิที่เกิดจากการใช้สติปัญญา และเมื่อเกิดสมาธิแล้วใช้ปัญญาอีก จะได้ปัญญาเป็นผลเกิดขึ้นตามมา โดยปัญญาที่เกิดขึ้นมีความละเอียดลึกซึ้งกว่าปัญญาที่ใช้ จากนั้นให้ใช้ปัญญาเพื่อทำให้เกิดสมาธิที่ละเอียดกว่าเดิม แล้วย่อมเกิดปัญญาที่ละเอียดกว่าเดิมตามมาอีก

สมาธิของพระพุทธเจ้าจึงแตกต่างจากสมาธิของฤๅษีซึ่งติดอยู่ในฌาน ไม่มีสติ และไม่ทำให้เกิดปัญญาเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน

กว่าจะบริกรรมพุทโธๆๆติดต่อกันได้ ต้องหาอุบายทั้งขู่ทั้งปลอบตัวเอง พอหยุดบริกรรมพุทโธ ให้หันมาหยิบยกผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ขึ้นมาพิจารณา พยายามคิดให้เห็นสภาวะที่สวยงามแล้วค่อยๆเหี่ยวย่น ผุพัง เน่าเปื่อย แล้วถอดเอ็นออกมา กระดูกหลุดออกมากองกับพื้น พิจารณาอย่างนี้ทำให้จิตสงบขึ้นกว่าเดิมมาก พอความรู้สึกปลงเกิดขึ้นนี่แหละ เหมือนกับว่าจิตมันสงบด้วยตัวของมันเอง จากนั้นหันมาบริกรรมภาวนาพุทโธๆๆต่อไปอีก ไม่น่าเชื่อว่าคราวนี้สามารถบริกรรมได้ง่ายกว่าเดิมอีกนะ

ทำให้เข้าใจตามที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนว่า สมาธิและปัญญาเป็นของคู่กัน สมาธิทำให้สงบได้กำลัง จากนั้นใช้ปัญญาเพื่อสู้รบกับกิเลส พอใช้ปัญญาแล้วอย่าหลงใช้ปัญญาต่อไปโดยไม่รู้จักหยุดพักกลับมาทำสมาธิอีก เพราะการหลงใช้ปัญญาจะกลายเป็นสมุทัยเหตุแห่งทุกข์ แทนที่จะฝึกละกลับกลายเป็นยึดติดกับปัญญา พอเผชิญหน้ากับกิเลสตัวหัวหน้าจะไม่มีแรงสู้กับเขา

ต้องฝึก สมาธิ ปัญญา สมาธิ ปัญญา สมาธิ ปัญญา สมาธิ ปัญญา ... ทวนซ้ำไปเรื่อยๆ.

ไม่ใช่แค่ สมาธิ ปัญญา หรือ ปัญญา สมาธิ หรือแค่สมาธิ หรือแค่ปัญญา

การฝึกกรรมฐานไม่ได้ฝึกแค่ให้ตามรู้อย่างเดียว เพราะการตามรู้เปรียบเสมือนกันตั้งรับอยู่ในฐาน ผู้ฝึกควรฝึกบุกออกไปรบกับศัตรูนอกฐานบ้าง บุกไปถึงรังของมันไม่ให้ตั้งตัวบ้าง ทั้งนี้ขึ้นกับว่าตัวเองมีกำลังสมาธิตั้งมั่นเพียงใด

ถ้าสมาธิยังไม่แน่นและปัญญายังใช้ไม่คล่อง อย่าริอ่านบุกเข้าไปชนกับกิเลสตรงๆ เพราะจะมีแต่แพ้กับแพ้ ด้วยเหตุนี้อริยบุคคลแต่ละขั้นจึงละกิเลสได้มากน้อยต่างกันไป

สมาธิอาศัยการเพ่ง เพ่งที่ว่านี้คือการให้ความตั้งใจ สนใจ ใส่ใจ ถ้าเพ่งแล้วรู้สึกตึงปวดหัว นั่นแสดงว่าไม่เคยฝึกเพ่ง พอฝึกเพ่งไปสักพักจะชินไปเอง เหมือนกับการฝึกยกน้ำหนักที่นักยกเขาสามารถฝึกจนยกเหล็กหนักเป็นร้อยกิโล

สมาธิอาศัยการติดตาม พอเพ่งเข้าไปที่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง จนรู้ว่าจะเพ่งอะไรสิ่งใดแล้ว ให้ติดตามเพ่ง เพ่ง เพ่ง ต่อไปเรื่อยๆไม่ให้ขาดระยะ ซึ่งต้องอาศัยความไวในการรับรู้และส่งจิตเข้าไปตามรู้ในสิ่งนั้นๆ

สติที่ปราศจากสมาธิ เปรียบได้กับการนอนอยู่กับบ้านแล้วรู้ตัวว่ามีเครื่องบินมาทิ้งระเบิดต่อเมื่อถูกลูกระเบิดตกใส่

ส่วนสติที่ทำงานคู่กับสมาธิ เปรียบได้กับการ"ส่ง"สัญญาณเรดาร์คอยตรวจจับวัตถุบินบนท้องฟ้า พอได้"รับ"คลื่นตอบกลับมา จะ"รู้"ว่ามีเครื่องบินมาทิศทางใด หรือถ้าเพ่งขยายคลื่นดู จะทราบขนาดและลักษณะโดยละเอียดของเครื่องบินลำนั้น

จิตเป็นสภาวะของใจ ตัวจิตไม่ชอบอยู่นิ่ง มันชอบวิ่งไปตามสัมผัสจากทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ จึงเป็นเหตุทำให้ต้องพยายามฝึกสมาธิจนตามรู้อาการของจิตได้ตลอด ไม่ใช่ฝึกแค่รู้แล้วก็ละทันทีจนไม่ได้รู้ได้ตลอด ครูบาอาจารย์สอนว่า แม้จะมุ่งต่อโลกุตตรสมบัติก็ตาม แต่ยังต้องใช้โลกียสมบัติด้วย ทำให้รู้ ทำให้เข้าใจทั้งสองฝ่าย พอเข้าใจอย่างถ่องแท้ นั่นแหละปัญญาที่จะละมันได้ในทันทีที่เกิดขึ้น

สมาธิเป็นการฝึกตามรู้ รู้ให้ทัน รู้ให้ตลอด โดยยังคงมีสิ่งให้ตามรู้อยู่เสมอ ผู้ฝึกต้องหาทางลดสิ่งที่คิดให้เหลือน้อยสิ่งลง แทนที่จะปล่อยให้คิดอย่างไร้ขอบเขต ให้หันมาเลือกคิดเฉพาะสิ่งที่กำหนดขึ้นมาแทน ค่อยๆหาทางลดเรื่องที่คิดจากหลายสิบเรื่องลงมาเป็นไม่กี่เรื่อง ค่อยๆลดลงมาจนเหลือเพียงหนึ่งคือสิ่งที่กำหนดว่าจะรู้ อยากจะตามรู้ ตั้งใจจะตามรู้ จะได้รู้มันให้ตลอด

สมาธิต้องใช้เวลาฝึกฝนกว่าจะคล่อง คล้ายกับการพิมพ์ดีด แม้ไม่ได้เรียนวิธีพิมพ์แบบสัมผัส ทำให้ต้องใช้สายตาค้นหาปุ่มตัวอักษรที่จะพิมพ์ พอใช้นิ้วจิ้มทีละตัวไปสักพัก หลายๆเดือน หลายๆปี จะสามารถพิมพ์ต่อเนื่องได้เป็นประโยคที่ยาวขึ้น

อีกนัยหนึ่งการตามรู้ได้ตลอดเปรียบเหมือนการมองดูอย่างต่อเนื่องโดยไม่คลาดสายตา จะทำเช่นนี้ได้ต้องฝึกสมาธิจนชำนาญ สามารถเข้าออกสมาธิได้คล่องและดำรงความสงบได้นานเท่าที่ต้องการ

ถ้าเคยฝึกสมาธิ เคยผจญกับสภาวะของจิตมาก่อน จะยืนยันว่า เป็นไปไม่ได้เลยสำหรับคนธรรมดาซึ่งไม่เคยฝึกสมาธิ จะข้ามขั้นกายและเวทนาของสติปัฏฐานไปดูจิตแล้วจะเกิดปัญญารู้อะไรได้จริง ถ้าบอกว่าทำได้ ผู้ซึ่งสามารถเข้าใจถึงขั้นจิต ต้องสามารถใช้วิธีเดียวกันกับการทำสมาธิ สามารถตามรู้ลมหายใจได้ทันที แต่ไม่มีใครว่าอย่างนี้กันสักคน

ถ้าสมาธิสั้นแค่กระพริบตาหรือไม่เคยนั่งสมาธิ สิ่งที่รับรู้เข้ามายังไม่ชัดเจน จะรู้แต่เฉพาะส่วนต้นเรื่องบ้าง กลางเรื่องบ้าง ท้ายเรื่องบ้าง รู้แค่ฉากนั้นฉากเดียว ไม่ตลอดทั้งเรื่อง

สติกับสมาธิต่างกันแต่ต้องไปด้วยกัน สติเปรียบเหมือนกับเรดาร์ที่ส่งสัญญาณออกไปกระทบกับเครื่องบินแล้วสะท้อนคลื่นกลับมาแสดงให้เห็นบนจอ ถ้าเรดาร์ส่งสัญญาณได้ถี่และแรง จะเห็นภาพเครื่องบินได้ชัดเจนทุกตำแหน่ง จากนั้นพอเห็นตำแหน่งเครื่องบินลำที่ต้องการแล้ว จึงเลือกจับตามองดูเครื่องบินลำนั้นลำเดียวต่อไป นี่เป็นสมาธิ

ย้อนกลับมาเรื่องคำบริกรรมที่ใช้บ้าง ผู้ฝึกต้องฉลาดเลือกใช้คำบริกรรม ลองเปรียบเทียบว่า พุทโธคำเดียว หรือ พุทโธ ธัมโม สังโฆ จะเหมาะกว่ากัน ที่ว่าเหมาะนี้ให้ดูว่าใช้คำนั้นแล้วชอบ ติดใจ ไม่หลุดเผลอได้ง่าย

อาจบริกรรมว่า พุท ตามรู้ลมหายใจเข้า โธ ตามรู้ลมหายใจออกครั้งหนึ่ง จากนั้นให้บริกรรมพุทโธๆๆๆๆๆๆเร็วๆตามรู้การหายใจเข้าออกในรอบถัดไป แล้ววนฝึกแบบนี้ซ้ำไปเรื่อยๆ เพื่อทำให้รู้สึกว่าฝึกแบบนี้ไม่น่าเบื่อและไม่เผลอหลุดไปคิดเรื่องอื่นได้น้อยลง พอฝึกไปสักพักจนเข้าใจว่าน่าจะรู้ได้ตลอดดีแล้วจึงเลิกคำบริกรรม เหลือแต่รู้ลมหายใจอย่างเดียว แล้วลมหายใจจะเบาลงไปทีละเล็กทีละน้อย

เคยสงสัยหรือไม่ว่า ระหว่างลมหายใจกับการบริกรรมพุทโธ อะไรสำคัญกว่ากัน จะให้ลมหายใจเด่นกว่าพุทโธ หรือจะให้พุทโธเด่นกว่าลมหายใจ อะไรมาก่อนอะไรมาทีหลัง

สมาธิมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้จิตมีสิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก พอสามารถรู้ได้ชัด รู้ได้นาน รู้ได้ทันทีตามต้องการแล้ว พอปล่อยสิ่งที่รู้จะพบตัวจิตเอง แล้วจิตจะรู้ในสิ่งที่ไหวตัวในขณะนั้นๆขึ้นมาแทน

ถ้าเอาแต่พุทโธเฉยๆ แม้จะบริกรรมพุทโธๆๆๆๆเร็วๆต่อเนื่องกันไป ยังหลุดได้ง่าย

ถ้าจับลมหายใจอย่างเดียว พอรู้ลมไปสักพัก จะตามลมออกไปเที่ยวนอกเรื่องนอกราว

การตามรู้ลมแล้วบริกรรมภาวนาพุทโธกำกับตามหลัง ใช้คำว่าพุทโธแสดงอาการตามรู้จะสามารถตามรู้ได้นานและง่ายขึ้นกว่าเดิม แต่ถ้าเผลอทำรู้ลมหายไป แล้วยังดันคิดคำว่าพุทโธอีก แสดงว่าเป็นพุทโธที่เกิดขึ้นอย่างไร้จุดหมาย เกิดขึ้นเพราะขาดสติ

ไม่ว่าจะใช้ลมหายใจ ไม่ว่าจะใช้บริกรรมภาวนาพุทโธ ถือเป็นเพียงทางผ่าน เป็นวิธีที่จะทำให้คลื่นของจิตค่อยๆเบาบางลงเท่านั้นเอง

จากเดิมจิตที่ซนเหมือนลิง ดื้อยิ่งกว่าม้าพยศ ต้องหาทางทำให้จิตเดินช้าลงและเชื่องลงไปเรื่อยๆ

การบริกรรมภาวนาพุทโธ ถ้าคิดเร็วไปแรงไป ย่อมเหมือนการสร้างคลื่นขึ้นในจิตให้พัดกระหน่ำแรงขึ้นมาอีก ดังนั้นการบริกรรมภาวนาพุทโธต้องรู้จักฉลาดปรับจังหวะความเร็วและแรงของคำบริกรรมให้เหมาะสมตลอดช่วงเวลาของการฝึกสมาธิด้วย ให้ใช้คำบริกรรมพุทโธเพียงเพื่อบอกตัวเองว่า รู้ ขณะนี้ยัง รู้ อยู่นะ

แรกๆใช้ลม แล้วตามรู้ด้วยพุทโธ เป็นการฝึกให้เรียนรู้สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างกายและจิต ลมที่รู้รู้มาจากกาย พุทโธที่รู้เกิดจากจากจิต

พอจิตสงบ สามารถตามรู้จิตได้ชัดแล้วไม่จำเป็นต้องบริกรรมพุทโธอีก เพราะการบริกรรมภาวนาจะกลายเป็นการกระตุ้นให้จิตไม่ได้พัก จะกลายเป็นการซ้ำเติมจิตที่กำลังจะสงบให้ไม่สงบ ดังนี้จึงละพุทโธ

พอละพุทโธแล้ว ในสภาวะของจิตที่สงบเป็นสมาธินั้น มันไม่ได้สงบนิ่งแบบที่ปิดหูปิดตาไม่ได้รู้อะไร สมาธิไม่ใช่การปล่อยให้จิตว่างแบบเฉยๆไปเสียทุกอย่าง

พอกำหนดจิตที่สงบไปดูกาย จะพบเสียงดังลั่นมาจากกาย ภายในกายมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา อะไรล่ะที่จะชัดไปกว่าอาการไหวของลมหายใจ จากนี้จึงให้ตามรู้ลมหายใจต่อไปเรื่อยๆ

ความไหวตัวของลมหายใจนี่แหละช่วยให้จิตที่สงบสามารถเรียนรู้สภาวะต่างๆซึ่งกำลังเกิดขึ้นภายในกายใจ การหายใจเป็นอาการที่เกิดขึ้นเองทางธรรมชาติ เป็นสภาวะที่จะตามรู้ได้อย่างเด่นชัดโดยไม่จำเป็นต้องต้องไขว่คว้าหาพุทโธมาช่วยประคองการตามรู้ต่อไปอีก ไม่ต้องกระตุ้นให้เกิดคลื่น เพียงแต่ปล่อยให้คลื่นเกิดของมันไปเอง

ในระยะแรกต้องหาทางใช้ปัญญาในการเลือกรู้ลมและบริกรรมภาวนาพุทโธร่วมกันเพื่อปราบม้าพยศ พอละพยศได้แล้วจึงละพุทโธ แล้วรู้ลมต่อไป เป็นก้าวแรกนำเข้าสู่กายเวทนาจิตและธรรม

สมาธิเป็นการฝึกจิตให้ตั้งมั่นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อานาปานสติเป็นจุดเริ่มทำให้รู้จักอาศัยลมหายใจที่เคลื่อนไหวเข้าออกอยู่ตลอดเวลา เป็นสิ่งที่ให้จิตรู้เป็นสิ่งที่ให้ระลึก จากนั้นพอสามารถตามรู้ลมหายใจได้คล่อง จะรู้จักวิธีตามรู้อาการอื่นๆที่ละเอียดกว่าลมหายใจ

ผู้ฝึกกรรมฐานต้องเข้าใจไว้ก่อนว่า สิ่งที่ใช้ตามรู้นั้นไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่แค่เฉพาะลมหายใจ อะไรก็ได้ที่แสดงตัวเด่นชัดขึ้นมาล้วนเป็นสิ่งที่ใช้ตามรู้ได้ทั้งสิ้น เพียงแต่ลมหายใจเป็นสิ่งที่อยู่กับตัวมาชั่วชีวิต และมีสภาพที่รู้สึกได้ชัดเจน ง่ายต่อการสังเกต และมีจังหวะหายใจเข้าออกที่แน่นอนสม่ำเสมอ จึงทำให้จิตสงบตัวตามลมหายใจได้ง่าย และสามารถรักษาสภาพความสงบได้นานกว่าการตามรู้สิ่งอื่นซึ่งควบคุมได้ยาก

ผู้เพิ่งเริ่มฝึก พอหัดตามรู้ลมหายใจเข้าออกไปสักพัก จะรู้สึกตึง รู้สึกเครียด เป็นอาการปกติของคนที่ไม่เคยฝึกจิตมาก่อน นี่เป็นเพราะตั้งใจยึดติดกับลมหายใจเกินไป พอไม่สามารถทำได้จะรู้สึกผิดหวัง

แทนที่จะจับลมหายใจเข้าออกแต่เพียงอย่างเดียว ผู้ฝึกต้องเปิดใจให้กว้างไว้ก่อนว่า จะตามรู้อะไรที่ปรากฏขึ้นมาได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเสียงที่ดังผ่านหู ไม่ว่าจะเป็นน้ำลายที่อยากจะกลืน ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกคัน ปวดเมื่อย ที่ทำให้อยากจะขยับตัว หรือความคิดนึกถึงเรื่องราวอะไรที่ผุดแทรกขึ้นมาในใจ ให้ตามรู้สิ่งใดก็ตามที่ปรากฏขึ้นมา จากนั้นพยายามกำหนดจิตกลับมาตามรู้ลมหายใจต่อไปอีก

พอจิตเริ่มสงบ จะพบอาการไหวตัวที่ละเอียดกว่าลมหายใจอีกมากมายภายในร่างกาย เช่น อาการเต้นของหัวใจ สภาพการสูบฉีดเลือดผ่านไปตามลำตัว ความรู้สึกอบอุ่นร้อนเย็นของร่างกายในส่วนต่างๆ หรือความหอมหวานของอากาศที่หายใจ แต่ไม่เคยรู้สึกถึงคุณภาพของมันมาก่อน

สาเหตุที่ฝึกสมาธิแล้วไม่ก้าวหน้า บางคนติดสมถะนับสิบปี ไม่เห็นก้าวหน้าไปไหน สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะวิธีฝึกที่สั่งสอนกันมานั้นผิดหรอก แต่เป็นเพราะคนที่ฝึกต่างหาก ไม่ฉลาดปรับปรุงวิธีฝึกของตัวเอง

ปัญหาหนึ่งที่น่าสงสัยเกี่ยวกับการฝึกอานาปานสติ คือ ลมหายใจต้องเป็นลมหายใจที่เป็นไปโดยธรรมชาติ หรือต้องเป็นลมหายใจที่ตั้งใจหายใจเข้า ตั้งใจหายใจออก มาทราบคำตอบเมื่อได้ฟังคำสอนของครูบาอาจารย์ว่า อานาปานสติจะทำได้ต่อเมื่อมีสมาธิ การตามรู้ลมช่วยทำให้เกิดสมาธิ พอมีสมาธิแล้ว จึงถึงขั้นอานาปานสติ

ไม่ใช่ง่ายที่จะตามรู้โดยปล่อยให้ร่างกายหายใจเข้าออกของมันเอง ไม่ใช่ง่ายที่จะเป็นผู้ดูผู้รู้เฉยๆแบบที่เรียกว่าทำตัวเป็นยามเฝ้าประตูคอยดูลมหายใจผ่านเข้าออก เพราะเมื่อใดพยายามทำตัวสบายๆเพื่อปล่อยให้ร่างกายหายใจเข้าออกของมันเอง เมื่อนั้นกลับกลายเป็นสภาวะที่สบายจนเผลอหลับ แต่พอตั้งใจไม่ให้เผลอก็จะเริ่มบังคับลมหายใจ กลายเป็นความพะวงห่วงเรื่องตามรู้ลมจนไม่ได้ตามรู้กันจริงๆเสียที

ความคิดที่จะปล่อยหรือไม่ปล่อยลมหายใจให้เป็นธรรมชาติ กลายเป็นสิ่งขัดขวางสมาธิ

เดี๋ยวนี้เข้าใจแล้วว่า ลมหายใจที่ใช้เพื่อให้เกิดสมาธิ กับลมหายใจที่ใช้หลังจากเกิดสมาธินั้นต่างเรื่องต่างจังหวะเวลากัน

ลมหายใจที่จะทำให้เกิดสมาธิ ต้องเริ่มจากลมหายใจที่ตั้งใจหายใจเข้าหายใจออก ผู้ฝึกต้องฉลาดปรับลมหายใจให้มีคุณภาพ ไม่ว่าจะสั้นหรือยาว ไม่ว่าจะตื้นหรือลึก ต้องปรับลมให้มีคุณภาพ ปรับลมให้ไม่เบาไปหรือแรงไป อย่างน้อยที่สุดต้องเป็นลมที่ทำให้สบายกาย มีออกซิเจนเพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงให้พลังงานแก่อวัยวะน้อยใหญ่ เพียงพอที่จะทำให้นั่งสมาธิได้นาน ไม่ปวดเมื่อย พอกายสบายแล้วใจจึงจะสบายตาม

การตั้งใจหายใจเข้าหายใจออกต่างจากการบังคับหายใจ การตั้งใจเริ่มจากการฉลาดปรับลมหายใจแล้วต้องฉลาดเลือกลมหายใจที่เหมาะสม แล้วค่อยๆประคองตามลมหายใจไปเรื่อยๆ อย่าไปบังคับว่า "ต้อง" หายใจเข้าออกอย่างนั้นอย่างนี้

ลมหายใจที่จะทำให้เกิดสมาธิต้องมีจังหวะเหมือนกับการดีดพิณ ต้องไม่ตึง ไม่หย่อนเกินไป พอบรรเลงเพลง ต้องมีจังหวะต่อเนื่องกันไปอย่างไพเราะ ไม่ใช่หายใจเข้าออกดังเฮือกๆ และไม่ใช่หายใจเข้าออกเบาจนไม่รู้ว่าจะตามรู้อาการของลมหายใจเข้าออกชัดเจนได้อย่างไร

คำบริกรรมภาวนาที่ใช้กำกับคู่กับลมหายใจเช่นกัน ต้องดังพอดีๆ เร็วพอดีๆ

พอใจกับลมประสานกัน จะรู้สึกว่าลมหายใจที่เป็นอากาศผ่านเข้าออกร่างกายนั้น เกิดขึ้นทุกอณูของร่างกาย ไม่ได้มีเฉพาะอากาศเท่านั้น และไม่ได้ผ่านเข้าออกที่รูจมูกแห่งเดียว อีกทั้งมีความเหนียวและติดต่อกันเป็นสาย พอหายใจเข้าจะแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย พอหายใจออกจะกระจายออกไปรอบอาณาบริเวณรอบตัว

พอสามารถตามรู้ลมหายใจได้ต่อเนื่อง จิตจะเริ่มสงบไปเอง พอรู้เท่าทันลมหายใจได้ตลอด จะรู้ตัวไปเองว่าสงบแล้ว ไม่ต้องตั้งใจหายใจเข้าหายใจออกแล้ว ไม่ต้องใช้คำบริกรรมพุทโธกำกับแล้ว



จิตมันไม่มีทางสงบนิ่งเงียบได้ง่ายๆหรอกนะ พอจิตสงบแล้วถอยออกมาดูที่ร่างกาย จะพบอาการที่ไหวตัวของร่างกายอยู่ตลอดเวลา นั่นคืออาการหายใจเข้าหายใจออกอีกนั่นเอง แต่คราวนี้เป็นลมหายใจที่เป็นไปเองตามธรรมชาติ นี่เป็นลมหายใจหลังจากที่เกิดสมาธิแล้ว จึงถึงคราวที่จะเป็นผู้ดูผู้รู้เฉยๆ

ฝึกรู้ลมหายใจ หายใจเข้าก็รู้ หายใจออกก็รู้ หายใจเข้าสั้นก็รู้ หายใจออกยาวก็รู้ แล้วที่ว่ารู้นั้นน่ะรู้อะไร ใครเป็นคนรู้ ทำไมรู้ไปได้ไม่นานก็เผลอหลับ ทำไมรู้ไปสักพักก็เผลอคิดไปเรื่องอื่น

ลองนึกถึงขณะกำลังนั่งเล่นอยู่ในห้องที่เปิดทีวีเอาไว้ ถ้าคุณนั่งอ่านหนังสือ ย่อมไม่ได้สนใจที่จะดูทีวีใช่ไหม พออยากจะดูทีวีแต่ถ้านั่งไกลจากเครื่องทีวีห่างกันคนละฟากของห้อง อย่างนี้จะดูทีวีรู้เรื่องไหม แล้วถ้าย้ายมานั่งเอาจมูกมาชนกระจกหน้าจอทีวีบ้างล่ะ จะมีใครบ้างดูหนังแล้วรู้ว่าพระเอกนางเอกมีหน้าตาเป็นยังไง

การฝึกรู้ลมหายใจเช่นกัน เริ่มแรกผู้ฝึกต้องมีความตั้งใจที่จะฝึกรู้ลมหายใจ ต้องมุ่งมั่นและตั้งอกตั้งใจที่จะดูแต่ลมหายใจ อย่างอื่นไม่อยากดู อย่างอื่นฉันไม่ขอสนใจด้วย

แล้วอะไรทำให้รู้ตัวว่าหายใจเข้าออกอยู่ล่ะ ถ้าเอาแต่รู้แบบที่เคยรู้ตัวอยู่ทุกวันแบบหยาบๆโดยดูจากร่างกายช่วงหน้าอกหน้าท้องที่ขยับนี่แหละแสดงว่ากำลังหายใจ จากนั้นเมื่อนั่งสมาธิไปสักพัก พอมีอาการปวดเมื่อยหรือคัน จะถูกดึงให้เขวไปสนใจเรื่องที่แทรกแซงเข้ามาได้ง่ายๆ ประเด็นนี้เทียบกับการดูทีวีอยู่ไกลเกินไป พอมีอะไรที่อยู่ในสายตาด้านหน้าเคลื่อนไหว ใจก็จะสนใจเรื่องนั้นแทน สมาธิจึงเกิดยาก

การตามรู้ลมหายใจว่ากำลังหายใจเข้าหรือออกต้องมีระยะทางที่พอดีๆ ไม่ไกลไป ไม่ใกล้ไป และไม่ยากเกินไป โดยกำหนดจิตเพ่งคอยเฝ้าดูลมที่ผ่านเข้าออกที่ปลายจมูกหรือในโพรงจมูก เลือกไปเลยว่าหญิงซ้ายชายขวา เลือกเอาโพรงจมูกข้างใดข้างหนึ่ง ถ้าหารูจมูกของตัวเองไม่พบหรือสังเกตลมได้ไม่ชัด ให้หายใจแรงๆ จะรู้สึกได้ถึงลมหายใจที่ผ่านกระทบกับผนังภายในโพรงจมูก แต่ถ้ายังหารูจมูกไม่เจออีก ให้ใช้นิ้วแหย่เข้าไปในรูจมูกสักครั้ง จะรู้สึกถึงตำแหน่งที่จะกำหนดจิตตามดูลมหายใจได้ชัดเจนขึ้น

ถ้าหาตำแหน่งกำหนดจิตที่ปลายจมูกหรือในโพรงจมูกได้ยาก ให้ตามรู้ลมหายใจที่เข้าผ่านจมูกเข้าสู่ปอดไปสุดที่หน้าท้อง แล้วหายใจออกจากท้องผ่านปอดออกมาทางจมูก แต่การตามรู้แบบนี้จะมีสิ่งเร้าภายในร่างกายตลอดเส้นทางของลมหายใจเข้าออก ทำให้เขวได้ง่าย

ถ้าตามดูลมได้สักพักแล้วเผลอคิดเรื่องอื่นแทรกเข้ามาอีก ให้บริกรรมภาวนาในใจว่าพุทโธกำกับอาการหายใจ ให้ใช้อาการที่ทำให้รู้ว่า ลมหายใจที่กำลังผ่านเข้าออกเป็นเหตุ ส่งผลให้รู้ตัว พอรู้แล้วจึงนึกคำว่าพุทโธ ซึ่งพุทโธที่บริกรรมภาวนานี้ถือว่าเป็นผล จากเหตุที่รู้ได้ว่ากำลังหายใจ ถ้าเข้าใจดังนี้แล้วจะใช้คำบริกรรมพุทโธกำกับลมหายใจต่อไปได้เรื่อยๆ ไม่ใช่เอาแต่ลม หรือเอาแต่พุทโธอย่างเดียว

อาการซึ่งทำให้รู้ว่าลมหายใจเข้าออก ไม่ใช่รู้แต่เพียงจังหวะเข้าจังหวะออกเท่านั้น ลองหายใจเข้าออกยาวๆ ช่วงที่กำลังรู้ตัวว่าหายใจเข้า เข้า เข้า เข้า เข้า เข้า นั่นแหละให้บริกรรมภาวนาว่าพุทโธในใจเร็วๆตามไปด้วย กลายเป็น พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ พอสามารถตามรู้ลมหายใจเข้าออกได้ละเอียดมากขึ้น จะได้คำบริกรรมว่าพุทโธถี่ยิบติดต่อกันไปในทุกจังหวะที่รู้

เมื่อสามารถตามรู้ลมหายใจเข้าออกได้ชัดเจนแล้ว จะไม่จำเป็นต้องบริกรรมว่าพุทโธกำกับต่อไปแต่อย่างใด ให้ปล่อยใจให้สบายๆ รู้ลมอย่างสบายๆ

ส่วนคนที่ฝึกรู้ลมหายใจแล้วกลับเครียดมากขึ้น นั่นเป็นเพราะคุณยึดติดว่าต้องการตามรู้เฉพาะลมหายใจเข้าออกอย่างเดียวตลอดเวลา พอได้ยินเสียงดังจากนอกห้องหรือมีความรู้สึกอื่นๆแทรกเข้ามา ใจจะพยายามต่อสู้เพื่อดึงจิตกลับมาที่ลมหายใจอีก แก้ไขโดยให้คิดว่า ไม่จำเป็นต้องตามรู้ลมอย่างเดียว รู้อะไรก็ได้ที่เกิดขึ้นในใจ ขอให้รู้ตัวว่าเกิดสิ่งนั้นขึ้นแล้วพอมันดับไป จึงค่อยดึงจิตกลับมาตามรู้ในโพรงจมูกดูอาการกระทบของลมที่ผ่านเข้าออกต่อไปตามเดิม

หลายๆครั้งที่ฝึกสมาธิบริกรรมพุทโธต่อเนื่องกันไปแล้วรู้สึกตัวว่าขี้เกียจนึกถึงคำว่าพุทโธ มันเป็นความรู้สึกเหมือนกับคนที่ทำงานมาหนักจนหมดเรี่ยวแรง พอจะออกแรงยกของ อยากจะหลบมานั่งพักผ่อนนอนหลับเสียอย่างนั้น เพียงแต่ตอนที่นั่งสมาธิไม่ได้อยากหลับ แต่รู้สึกว่านึกคำบริกรรมพุทโธได้ฝืดมากๆ จังหวะของพุทโธ พุทโธ พุทโธ ไม่แน่ไม่นอน ช้าบ้าง เร็วบ้าง ตะกุกตะกักบ้าง แต่แว้บนั้นเองทำให้เข้าใจว่า การฝึกสมาธินี่แหละช่วยทำให้สติเกิดได้เร็วขึ้นกว่าปกติ

ในทางวิทยาศาสตร์ เซลล์ประสาทในสมองมีการส่งกระแสไฟฟ้าหลายครั้งในเสี้ยววินาที ส่วนทางธรรมะอธิบายการรับรู้ว่าเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ในขณะกำลังคิดถึงเรื่องหนึ่งเรื่องใดอยู่ มิได้หมายความว่าจะคิดอยู่ตลอดเวลาอย่างต่อเนื่องกันไป แต่จะคิดแล้วหยุด หยุดแล้วคิด วนเวียนแบบนี้ต่อๆกันไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน จนเหมือนคิดต่อเนื่อง

การฝึกบริกรรมภาวนาพุทโธเร็วๆ เป็นการกระตุ้นให้รู้จักคิดเร็วๆ ยิ่งฝึกแล้วทำให้คำบริกรรมว่าพุทโธสั้นลงๆ แต่ยังรู้ได้ชัดเจนในใจได้เท่าใด ยิ่งทำให้เกิดสติเร็วขึ้นได้เท่านั้น

ในช่วงแรกที่เพิ่งเริ่มฝึก ถ้าปล่อยให้คิดคำบริกรรมภาวนาไปตามจังหวะสบายๆที่คุ้นเคย จะบริกรรมติดต่อกันไปได้ไม่นานนักก็จะเผลอหลุดไปนึกคิดเรื่องอื่น ต้องกำหนดจิตให้แรงขึ้นและเร่งจังหวะของคำบริกรรมให้เร็วกว่าปกติที่ตนรู้สึกว่าสบายไว้บ้าง จะช่วยให้บริกรรมพุทโธได้ติดต่อกัน

กว่าจะพุทโธเร็วๆได้ต่อเนื่องกันไปไม่ใช่ได้มาง่ายๆ ต้องหมั่นฝึก หมั่นสังเกต และใส่ใจกับคำบริกรรมพุทโธอย่างเดียว ไม่ว่าจะหายใจเข้าหายใจออกหรือกำลังหายใจ ฉันขอมุ่งแต่พุทโธอย่างเดียว แรกๆทำได้เป็นพักๆ ในที่สุดจะรู้อยู่กับพุทโธอย่างเดียว รู้สึกเหมือนไม่มีร่างกายตัวตน เหมือนไม่ได้หายใจ

ไม่ว่าคุณจะเรียกวิธีการฝึกที่ตัวเองใช้อยู่ว่าวิปัสสนา สมถะ หรือ สมาธิ อยู่ก็ตาม ทุกวิธีสามารถนำพาความสงบมาให้ได้เช่นกัน โดยเฉพาะคนที่เคยมีปัญหารุมล้อม เครียดจัด เคยทุกข์หนักมาก่อน พอหันหน้าเข้าหาธรรมะ จะพบกับความสงบที่ตัวเองไม่เคยพบ ... เนี่ย ธรรมะ ทำให้ฉันสงบอย่างเหลือเกินนะ

ความสงบเริ่มด้วยการให้ พอให้ความสุขความสงบกับผู้อื่น จะรู้สึกดีใจ ภูมิใจ และสงบใจ

ความสงบเกิดขึ้นจากการยับยั้งตัวเองไม่ให้ก่อปัญหาสร้างความทุกข์แก่ผู้อื่น นี่คือความสงบที่ได้จากศีล ถ้าขาดศีล แต่ชอบให้ อาจเผลอให้สิ่งที่ผู้รับไม่ต้องการ พอทำให้คนอื่นเกิดความทุกข์ ตัวเองก็ไม่สงบ

เมื่อทำให้คนอื่นมีความสุข และมีศีลเพื่อทำให้ตัวเองมีความสุขเช่นเดียวกันแล้ว พอเห็นคนอื่นเขามีความสุข ก็พลอยสุขใจไปกับเขาด้วย แต่ถ้าเขามีความทุกข์แล้วช่วยอะไรเขาไม่ได้ ต้องทำใจ ปล่อยให้เขาเป็นไปตามทางของเขา นี่แหละคือพรหมวิหาร เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

ความสงบจากทานและศีล ยังเทียบเท่าไม่ได้เลยกับความสงบที่ได้จากการปฏิบัติธรรม และการปฏิบัติธรรมยังสร้างบุญกุศลที่เหนือกว่าทานและศีล เพราะการปฏิบัติธรรมเป็นการสร้างความสุขสงบที่แท้จริงให้กับตัวเอง ทานกับศีลส่งผลเป็นบุญให้กับตัวเอง แต่ยังน้อยกว่าการให้ตัวเองด้วยการปฏิบัติธรรม


ไม่ว่าจะเรียกวิธีปฏิบัติธรรมที่ใช้อยู่ว่าสมถะ วิปัสสนา หรือสมาธิก็ตาม ขอให้พึงระลึกว่า กว่าจิตจะสงบได้จริงนั้นยากมาก ถ้าฝึกได้ไม่นานแล้วบอกว่าสงบได้จริงแล้ว นี่แสดงว่าหลอกตัวเอง สงบที่ได้มาแบบง่ายๆเทียบได้กับคำว่า ไม่เป็นไร ที่คนไทยชอบพูดติดปาก พอมีสติสามารถตามรู้อารมณ์ความนึกคิดได้แล้วปล่อยวาง ไม่เป็นไรแล้วนะ ปล่อยมันไปแล้วนะ มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ถ้าใครคิดว่าเข้าใจกฎไตรลักษณ์ได้ง่ายๆ จนปล่อยวางได้แล้ว ไม่เป็นไรได้แล้ว เกิดความสุขความสงบ อย่างนี้คงทำให้ทุกคนสงบใจได้ทั่วบ้านทั่วเมือง ไม่จำเป็นต้องปลีกวิเวก เข้าวัด ฟังธรรม หรือฝึกปฏิบัติธรรมกันหรอก

ครูบาอาจารย์กล่าวว่า ในแง่ปฏิบัติ สมาธิกับความสงบนั้นต่างกัน ความสงบเทียบได้กับสภาวะที่จิตรวมเข้ามา พอจิตรวมเข้ามาแล้วถอน รวมเข้ามาแล้วถอนหลายๆครั้ง พอผู้ฝึกสามารถทำได้แบบนี้จนชำนาญ จิตจะมีความแน่นหนามั่นคงเป็นสมาธิ

ในการฝึกสมาธิซึ่งใช้วิธีบริกรรมพุทโธๆๆต่อเนื่องกันไปตลอดในใจ ยังไม่ได้ทำให้สงบได้จริงหรอกนะ ถ้าเปรียบเทียบใจกับผิวน้ำที่กระเพื่อมเพราะมีคลื่นแรงและพัดไปทุกทิศทาง การบริกรรมพุทโธช่วยทำให้คลื่นบนผิวน้ำเบาลงไป ลดความว้าวุ่นที่เคยต้องรับรู้ผ่านทุกทวาร พอทำให้เหลือแต่เฉพาะพุทโธ คลื่นจะพัดไปในทางเดียว เหลือแค่คลื่นเดียว ใจจึงสงบลงไปจากเดิมได้มาก

ความสงบที่ได้จากสมาธิจะช่วยทำให้มองผ่านผิวน้ำได้ชัดขึ้น แล้วจะพบว่าใต้ผิวน้ำยังมีกุ้งหอยปูปลาที่ว่ายอยู่และทำให้เกิดคลื่นบนผิวน้ำได้เช่นกัน แม้จะเป็นคลื่นแผ่วเบา แต่ยังถือว่าเป็นคลื่น จะสังเกตพบความไม่สงบอื่นๆอยู่อีก ไม่จำเป็นต้องรอให้ปลาตกใจกระโดดโผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำ ผู้ฝึกก็ยังสามารถเห็นคลื่นลูกน้อยๆได้ชัดเจน

ผมชอบสังเกตคนที่กำลังเดินไปเดินมา น้อยคนนักที่เดินอย่างตามีประกาย ส่วนใหญ่จะเดินแบบตัวไปทางแต่ใจไปอีกทาง ไม่ค่อยเห็นใครเดินไปแล้วคอยดูคนที่เดินสวนทางกันมาหรอกนะ ถัดจากคนเดินหันไปสังเกตคนที่นั่งบนรถเมล์บ้าง ยิ่งแล้วใหญ่กว่าคนที่เดินไปเดินมาเสียอีก ส่วนใหญ่คนนั่งบนรถเมล์จะนั่งตาลอย มองออกนอกหน้าต่าง พอมีรถส่งควันเหม็นจึงค่อยรู้ตัวหาผ้ามาปิดหน้าปิดจมูกกันเป็นพักๆ

ช่วงเดือนที่ผ่านไปมีการแข่งขันฟุตบอลโลก เห็นฝรั่งเขาเตะฟุตบอลแล้วพอย้อนมาดูคนไทยเล่นเหมือนได้ดูหนังแบบสโลว์โมชั่น เวลาต่างชาติเขาเล่นฟุตบอล ขายาววิ่งเร็ว ส่งลูกต่อกันได้แม่นยำ ไม่กี่อึดใจ สามารถส่งลูกต่อๆกันข้ามสนามมาถึงหน้าประตู

นี่เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า ถ้าอยากจะมีสติตามรู้ได้ทันตลอดเวลาแล้ว ต้องอย่าปล่อยให้ใช้ชีวิตแบบปกติที่คุ้นเคยมาตลอด ถ้าไม่มีเรื่องบังคับ ไม่มีการแข่งขัน จะติดนิสัยทำตัวแบบเดิมๆ โดยเฉพาะจิตที่ชอบคิด ต้องหาทางใช้ความคิดที่เร็วกว่าเพื่อควบคุมจิต แต่ถ้าปล่อยให้คิดปล่อยให้มีสติตามสภาพที่เคยชิน นั่นไงดูคนที่เดิน ดูคนที่นั่งบนรถเมล์ซิ ผลจะออกมาเป็นแบบนั้นแหละ แล้วที่ตัวเองว่าสามารถมีสติรู้ตัว จะรู้ตัวได้แค่ช่วงหลังจากเผลอ ยากสำหรับคนธรรมดาๆจะเอาความนิ่งหรือความช้ามา สยบจิตที่เคลื่อนไหว

จิตมันชอบคิด ต้องอย่าปล่อยให้มันคิดของมันเอง อย่าพยายามหยุดคิดทีเดียวล่ะ เพราะความอยากความพยายามที่จะหยุดคิดนั่นเป็นความคิดเหมือนกัน ยิ่งอยากจะหยุดคิด ยิ่งทำให้คิด ทำให้เครียด ทำให้กังวล

จิตมันชอบคิด ต้องกำหนดเรื่องให้มันคิดเข้าไปแทน ให้นึกคำว่าพุทโธ พุทโธ ติดต่อกันไป หรือจะกำหนดจิตตามรู้ลมหายใจ หรือใช้วิธีอื่นใดก็ได้ โดยให้คิดคำนั้นๆตามรู้เรื่องนั้นๆให้ต่อเนื่องกันไปตลอดให้ได้ ถ้ายังแว้บคิดเรื่องอื่นขึ้นมาอีก แสดงว่ายังปล่อยจังหวะให้จิตมันคิดของมันเอง ถ้ายังรู้สึกปวดขา นั่นแสดงว่ามีจังหวะให้จิตคิดขึ้นมาอีก ถ้ายังรู้สึกอะไรๆขึ้นมาได้ในขณะนึกถึงพุทโธอยู่ แสดงว่าจิตมันคิดปรุงเร็วกว่าอยู่อีก

ฝึกจิตแบบนี้ไม่ง่ายหรอกนะเพราะจิตมันติดนิสัยคิดนอกเรื่องนอกราวมาตลอด จิตมันเหมือนม้าพยศ ต้องขี่ม้าตัวนี้ให้มันยอมแพ้ของมันเอง

หากถามว่าเลข 12 คูณ 12 ได้ผลลัพธ์เป็นเท่าใด คุณจะตอบได้ทันทีใช่ไหมว่า 144 แต่พอถามว่าเลข 17 คูณ 17 ได้ผลลัพธ์เป็นเท่าใด จะต้องเสียเวลาคิดมากขึ้น

การนึกถึงคำตอบ 144 นั้นทำได้เร็วกว่าการคิดหาคำตอบ 17x17
นึกกับคิดต่างกันเช่นนี้

อย่างไรก็ตาม กว่าจะสามารถนึกถึงคำตอบได้ทันที ต้องเคยคิดหาคำตอบเรื่องนั้นๆมาก่อนและต้องหมั่นท่องจำหรือคิดซ้ำแล้วซ้ำอีกจนชำนาญ จนนึกได้ทันทีโดยไม่ต้องคิด

นึก ทำได้ง่าย ทำได้สบาย ใช้เวลาน้อยกว่าคิด
คิด ทำได้ยาก เหนื่อยกว่า และใช้เวลานานกว่านึก

จะรู้ได้อย่างไรว่านั่นคิดนี่นึก ต้องอาศัยสติตามรู้ให้ทัน
จะมีสติตามรู้ได้ทัน ต้องฝึกบริกรรมพุทโธๆๆให้เร็วๆ
รู้ว่าพุทโธเกิดขึ้น พอนึกจบ พุทโธก็หายไป
พอพุทโธหายไป ก็รู้ว่าหายไปแล้ว รู้แล้วก็นึกพุทโธให้เกิดขึ้นมาใหม่อีก

พอฝึกจนชิน จะเข้าใจวิธีการทำงานของจิตได้เอง นี่แหละคือการเริ่มต้นรู้จิต
พอเข้าใจวิธีทำงานของจิต จะหยิบยกอะไรขึ้นมาพิจารณาแทนพุทโธ จะสามารถตามรู้ได้ตลอด

รู้ได้ตลอด รู้ได้ละเอียด แม้กระทั่งเหตุและผลของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ว่าเป็นอย่างไร

ไม่ใช่แค่รู้ว่าเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
รู้หยาบๆแบบนี้ใครๆรู้ได้ คิดได้ นึกได้กันทั้งนั้น

ครูบาอาจารย์ท่านสอนให้หัดบริกรมพุทโธๆๆติดต่อกันไปอย่างน้อย 1 ชั่วโมงโดยไม่มีเรื่องอื่นแทรกเข้ามา จากนั้นจึงใช้ปัญญาในการพิจารณาต่อไปอีกเป็นชั่วโมงเหมือนกัน และให้ฝึกสลับไปสลับมาระหว่างการบริกรรมกับการใช้ปัญญาเช่นนี้ไปเรื่อยๆ แบบนี้แหละเรียกว่าสมาธิที่ตั้งมั่นและพร้อมต่อการใช้ปัญญา

ขนาดคนที่บอกว่าแน่ อย่าว่าแต่ 1 ชั่วโมง แค่นาทีเดียวก็ยากแล้ว แรกๆบริกรรมพุทโธๆๆ จะต้องหยุดเพื่อรอให้หายใจเข้าออกเป็นพักๆ แถมพุทโธที่บริกรรมทำได้ช้าเสียอีก

อาการของความคิดมักติดอยู่กับนิสัยการพูด พอคิดอะไร เห็นอะไร ต้องได้ยินเสียงพากย์เป็นเสียงพูดขึ้นมาในใจตามไปด้วย ด้วยเหตุที่ติดอยู่กับการพูดจึงติดกับนิสัยที่ว่าต้องหายใจเข้าหายใจออกเพื่อจะได้มีลมที่ใช้พูดตามกันไป พอเริ่มฝึกบริกรรมพุทโธขึ้นมาในใจ กลับรู้สึกว่าลิ้นกับปากของตัวเองขยับตามไปด้วย ทำไปพักหนึ่งอาจมีน้ำลายมากขึ้นจนต้องกลืนลงคอ ในหนึ่งนาทีจะบริกรรมพุทโธๆๆต่อกันไปได้ไม่กี่สิบครั้ง นี่แหละคือข้อพิสูจน์ว่า กายกับใจ ใจกับกาย มันเชื่อมกัน คนเราเคยใช้กายกับใจเชื่อมกันมาชั่วชีวิต ดังนั้นจึงไม่ง่ายหรอกที่จะฝึกบริกรรมพุทโธโดยใช้ใจเพียงอย่างเดียวให้ได้ในทันที

ผู้ฝึกต้องหาทางฝึกแยกกายกับใจให้ค่อยๆห่างกันไปทีละเล็กทีละน้อย แทนที่จะปล่อยให้คิดบริกรรมพุทโธเฉยๆซึ่งเปิดโอกาสให้คิดถึงพุทโธแบบที่ใช้ปากพูดอีก ให้กำหนดจิตตามรู้ลมหายใจเข้าออกที่ปลายจมูกแทน พอหายใจเข้า ก็รู้ พอรู้ก็บอกตัวเองในใจว่า พุทโธ พอหายออก ก็รู้ พอรู้ให้บอกตัวเองในใจว่า พุทโธ อะไรๆที่รู้ให้บอกตัวเองว่าพุทโธ

การตั้งใจที่จะตามรู้ลมหายใจ จะช่วยให้ลืมนึกถึงปากที่เคยใช้พูด อีกทั้งเป็นการฝึกให้แยกกายกับจิตไปในตัว เพราะการหายใจเป็นเรื่องของกายเป็นเรื่องที่เป็นเหตุ ส่วนการรู้นั้นเป็นเรื่องของจิตเป็นเรื่องที่เป็นผล

พอบริกรรมไปได้สักพัก คราวต่อไปให้คิดคำว่าพุทโธครั้งเดียวหรือหลายๆครั้งตามลมหายใจเข้าออกแต่ละครั้ง จะช่วยเน้นการใช้ส่วนของจิตมากขึ้น หลังจากนั้นจึงบริกรรม พุทโธๆๆ ต่อไปเพียงอย่างเดียวโดยไม่ต้องสนใจอาการใดๆที่เกิดจากกายอีก

แทนที่จะปล่อยให้บริกรรมพุทโธๆๆติดต่อกันไปอย่างเดียว ให้ลองคิดคำว่าพุทโธ หรือพูดพุทโธออกมาทางปาก จากนั้นให้นึกถึงเสียงที่พูดว่าพุทโธ แล้วนึกถึง นึกถึง นึกถึง เสียงคำว่าพุทโธ จะพบว่าคิดกับนึกนั้นต่างกัน และนึกพุทโธทำได้ง่ายกว่าคิดพุทโธอย่างมาก

ถึงขั้นนี้จะเริ่มเข้าใจสภาวะการทำงานของรูป(ได้จากลมหายใจที่ผ่านเข้าออก) เวทนา(ได้จากความรู้สึกถึงลม) สัญญา(ได้จากการนึกถึงพุทโธ) สังขาร(ได้จากการคิดถึงพุทโธ) ว่ามีลักษณะแตกต่างกันเช่นใด โดยความเข้าใจที่ได้มานี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากการคิด แต่เกิดขึ้นตามผลจากการปฏิบัติโดยตรง

เนื่องจากการนึกถึงคำว่าพุทโธทำได้เร็วมากในวินาทีหนึ่งหลายครั้ง แทนที่จะปล่อยให้นึกถึงพุทโธทีละครั้งติดต่อกันซึ่งอาจทำให้เกิดความเบื่อไม่น่าสนใจติดตาม ให้ลองนึกถึงคำว่าพุทโธเป็นคู่ทีละหนึ่ง ทีละสอง ทีละสาม ทีละสี่ ทีละห้าพุทโธ ดังนี้

พุทโธ พุทโธ
พุทโธพุทโธ พุทโธพุทโธ
พุทโธพุทโธพุทโธ พุทโธพุทโธพุทโธ
พุทโธพุทโธพุทโธพุทโธ พุทโธพุทโธพุทโธพุทโธ
พุทโธพุทโธพุทโธพุทโธพุทโธ พุทโธพุทโธพุทโธพุทโธพุทโธ

หรือนึกตามด้วยตัวเลขก็ได้ เพราะตัวเลขเป็นสิ่งที่เคยใช้กันจนชิน จนไม่ต้องเสียเวลาคิด พอนึกถึงตัวเลขตามพุทโธขึ้นมาก็ยังเรียงตัวเลขตามลำดับได้ด้วย

คุณจะสรรหาวิธีอื่นใดมาใช้ได้ตามใจ สิ่งที่นึก ต้องทำได้ง่าย ต่อเนื่องกันไป และต้องช่วยให้จิตสงบตัวมากขึ้นทีละเล็กทีละน้อย

จากพูดพุทโธ คิดพุทโธ นึกพุทโธ จะกลายมาเป็น รู้พุทโธ แล้วรู้อยู่เท่านั้น

การตั้งใจ ย่อมดีกว่า การไม่ตั้งใจ

การคิดสิ่งที่ตั้งใจคิด ย่อมดีกว่า การปล่อยให้คิดอย่างไร้จุดหมาย

ผู้มีนิสัยชอบคิด ย่อมไม่มีทางที่จะหยุดคิดให้ได้ในระยะเวลาอันสั้น จึงต้องหาทางฝึกจิตทำให้ค่อยๆลดความคิดให้น้อยลงทีละเล็กทีละน้อย

การปล่อยจิตให้ว่างๆ คนธรรมดาไม่มีทางทำจิตว่างได้จริงหรอก ที่ว่าว่างเพราะคนนั้นๆไม่สามารถรู้ตามจิตได้ทัน ไม่สามารถรู้เท่าทันอาการของจิตต่างหาก

คนชอบคิดใช้ปัญญา คงดื้อไม่ยอมรับหรอกว่าบริกรรมภาวนาพุทโธ ๆๆๆๆ ติดต่อกันไป จะได้ประโยชน์อะไร เพราะไม่เห็นมีเหตุผล แถมคิดว่ามันเป็นเรื่องเสียเวลา บริกรรมพุทโธ ต่อกันไป ไม่เห็นจะได้อะไร บางคนลองแล้วสักพักบอกออกมาว่า ไม่ได้เรื่อง

นี่แหละจุดอ่อนของคนชอบใช้ปัญญา เพราะติดนิสัยไม่ชอบออกแรง พอลองได้สักพักแล้วรีบบอกตัวเองว่า ไม่ได้เรื่อง นี่เป็นเพราะตัวเองฝึกไม่เป็นต่างหาก
บริกรรมภาวนาพุทโธ พุทโธ พุทโธ ๆๆๆๆๆ ติดต่อกันไปนี้แหละ ต้องตั้งใจที่จะบริกรรมแต่ละคำที่บริกรรมภาวนาว่าพุทโธด้วยนะ ไม่ใช่สักแต่ว่าบริกรรมภาวนาพุทโธแรกๆ แล้วปล่อยให้จิตมันนึกคิดคำอะไรก็ไม่รู้ที่หลอกตัวเองว่าเป็นคำว่าพุทโธ

การฝึกต้องเกิดจากความตั้งใจ ตั้งใจแล้วต้องทำจริง ทำจริงต้องใช้ความอดทน ยอมอดยอมทนฝึกปฏิบัติซ้ำแล้วซ้ำอีก การฝึกต้องใช้เวลากว่าจะเห็นผล อย่าคิดแค่ว่าสักหกเดือน แต่ให้คิดเผื่อไว้เลยว่า หกปี สิบหกปี ยี่สิบหกปี หรือนานกว่านั้นก็ย่อมได้

คนทำสำเร็จมีตัวอย่างให้เห็นเยอะแยะไป คนอื่นทำได้ แล้วทำไมฉันเองจะทำไม่ได้

ดูให้เป็น มองให้ออกว่า ที่แล้วมานั้นฝึกก้าวหน้าไปแล้วอย่างไรบ้าง ผิดพลาดไปแล้วอย่างไร ให้คิดใช้ปัญญาค่อยปรับค่อยแก้ไขหาอุบายที่เหมาะกับตน

แทนที่จะเอาแต่ พุทโธ พุทโธ พุทโธ ๆๆๆๆๆๆ ต่อๆกันไปอย่างเคย ให้ลองใช้พุทโธคำแรกเกิดจากการคิด พอคิดแล้วรู้จึงตามด้วยพุทโธ ให้พุทโธแทนคำว่า รู้ พอรู้พุทโธ จึงให้คิดรู้ แล้วพุทโธ

แทนที่จะพุทโธ ๆๆๆๆ เฉยๆ ให้ใช้เลขตามพุทโธ กลายเป็นพุทโธหนึ่ง พุทโธสอง พุทโธสาม ... ไล่ทวนไปทวนมา

หรือ จะใช้พุทโธหนึ่ง แล้วย้อนคำกลับเป็น หนึ่งพุทโธ พุทโธสอง สองพุทโธ

ประเด็นสำคัญในขั้นนี้ คือ ให้ตั้งใจคิด คิดอะไรก็ได้ ที่ตั้งใจคิด คิดให้ได้ต่อเนื่องกันไปนานขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีความคิดเรื่องอื่นแทรก

การฝึกบริกรรมภาวนาพุทโธๆๆเร็วๆ เป็นการฝึกบริหารจิต มุ่งให้รู้จักสร้างสติตามรู้อย่างมีกำลัง พอเกิดสติได้อย่างต่อเนื่อง สมาธิที่สงบตั้งมั่นจึงเกิดตามมาเป็นผล

ผมสนใจวิธีฝึกสมาธิของพระสายวัดป่ามานาน ได้ยินได้ฟังเรื่องการบริกรรมพุทโธมามาก อย่างคำสอนว่าให้บริกรรมพุทโธเร็วๆติดต่อกันไป ทราบมานานแล้วแต่ไม่เคยให้ความสนใจจริงจังนัก พอนำมาทดลองฝึกในระยะหลังนี่แหละจึงเพิ่งถึงบางอ้อว่าการบริกรรมพุทโธเร็วๆดีอย่างนี้เอง น่าเสียดายเวลาที่ผ่านไปซึ่งตัวเองไม่ได้ให้ความสนใจมาตั้งนาน

ใครจะคิดว่าการบริกรรมพุทโธเร็วๆจะมีประโยชน์ คิดกันว่า แค่บริกรรมพุทโธช้าๆยังไม่ได้เรื่อง แล้วบริกรรมเร็วๆมันจะได้เรื่องอะไรเล่า คิดกันไปว่า ไร้สาระ เสียเวลา ไม่ต้องสนใจ

คนเราคิดเป็นกันตั้งแต่แรกเกิด คิดกันคล่องจนกลายเป็นอัตโนมัติ ไม่ต้องตั้งใจให้คิด มันก็คิดของมันเองใช่ไหม การที่คิดกันเป็นจนคุ้นเคยนี่แหละที่ทำให้ไม่รู้ว่าลักษณะของการคิดนั้นเป็นอย่างไร ความคิดมันเกิดสืบเนื่องกันไปตลอดเหมือนกับการดูหนังในโรงภาพยนตร์ ผู้ดูไม่เคยดูทันสักทีว่าเฟรมภาพที่หมุนต่อเนื่องกันไปทีละเฟรมนั้นเป็นอย่างไร ส่วนความคิดมันเดินเร็วยิ่งกว่าเฟรมหนังหลายเท่านัก เร็วกว่าแสงเสียอีก ถ้าไม่เคยฝึกให้รู้จักคิด มันจะคิดของมันเองจนไม่รู้ว่าคิดนั้นมีอาการลักษณะเป็นอย่างไร

ขอให้ลองพูดคำว่า พุทโธ โดยการเปล่งเสียงออกมาทางปากให้ได้คำว่าพุทโธๆๆๆๆ ติดต่อกันไปให้ได้เร็วที่สุดเท่าที่จะเปล่งเสียงออกมาทางปากได้ คุณจะพบว่าไม่สามารถพูดคำว่าพุทโธติดต่อกันไปได้เร็วนักใช่ไหม ยิ่งกว่านั้นพอพูดคำว่าพุทโธจนหมดแรงลมยังต้องหยุดพูดเพื่อหายใจเอาอากาศเข้าปอด ทำให้พุทโธที่ว่าทำได้เร็ว ยังต้องหยุดเป็นช่วงๆ

คราวนี้ให้ลองฝึกบริกรรมพุทโธเร็วๆโดยใช้ความคิดหรือจะนึกถึงคำว่าพุทโธก็ได้ ทำให้ได้ยินในใจให้เร็วที่สุด สังเกตว่าถ้ายังต้องหยุดเพื่อหายใจหรือมีอาการทางกายที่ขยับตามการคิดบริกรรม นั่นแสดงว่ายังไม่ใช่ความคิดในใจหรอกนะ มันยังเป็นการเลียนแบบเหมือนที่ใช้ปากพูดอยู่อีก เพราะไม่ง่ายหรอกที่จะลืมนิสัยพูดไปคิดไปที่คุ้นเคย เคยทำกันมาแบบอัตโนมัติตลอดชั่วชีวิต

เสียงคำว่าพุทโธที่ได้ยินในสมองจากคิดบริกรรม มักจะติดนิสัยมาจากการได้ยินเสียงที่เปล่งออกมาจากปากคนพูด ไม่ได้เป็นเสียงคำว่าพุทโธที่เกิดจากการคิด เรื่องนี้อธิบายยากทีเดียวถ้าไม่เคยลองฝึกเองมาก่อน

กว่าจะทำให้เหลือแต่คิดพุทโธติดต่อกันได้โดยใช้แต่ความคิดอย่างเดียว ต้องฝึกกันนานทีเดียว ช่วงที่คิดพุทโธได้เร็วๆจะไม่มีเรื่องอื่นใดเข้ามาแทรกเพราะไม่เปิดโอกาสให้คิดเรื่องอื่น แล้วจะค่อยๆซึมทราบว่าอาการของการคิดนั้นเป็นอย่างไร ต่างจากช่วงไม่ได้คิดอย่างไร แล้วจะพบว่าที่ว่าสงบนิ่ง ในความเป็นจริงนั้นเป็นไปได้ยากมาก ของจริงมันไม่นิ่งแม้จะพบว่ามันดูนิ่งก็ตาม

สมัยที่ผมเป็นเด็กอนุบาล คุณพ่อซื้อของเล่นให้เล่นเป็นโปลิสจับขโมย มีปืนเด็กเล่นกับกุญแจมือทำด้วยพลาสติก ตัวกุญแจมือมีดอกกุญแจที่มีหน้าตาเหมือนกับกุญแจไขตู้เซฟเก็บเงินของคุณพ่อ เห็นคุณพ่อใช้กุญแจไขเปิดประตูตู้เซฟได้ ผมเลยลองเอากุญแจพลาสติกของเล่นไปทดลองไขประตู้ตู้เซฟบ้าง พอหมุนแคร็กเดียวกุญแจพลาสติกก็หักคารูกุญแจตู้เซฟ จะแคะออกมายังไงก็แคะส่วนที่หักค้างรูกุญแจไม่ออก ยังดีที่คุณพ่อไม่ได้ดุอะไร

เรื่องนี้เหมือนกับประสบการณ์ที่ได้จากการฝึกสมาธิไม่มีผิด ตราบใดที่ไม่เคยฝึกอย่างจริงจังย่อมเหมือนกับความคิดอ่านของเด็กที่ไม่รู้ประสีประสา เห็นกุญแจทุกดอกเหมือนกันไปหมด กว่าจะโตจนรู้จักแยกแยะ ต้องใช้เวลาเรียนรู้อีกนาน ต้องทำผิดแล้วผิดอีกหลายครั้งกว่าจะรู้ว่าทำถูกเป็นอย่างไร

ผู้ไม่เคยฝึกสมาธิ จะไม่มีทางเข้าใจว่าสมาธิเป็นยังไง ที่ได้ยินได้ฟังว่า "ทุกคนสามารถมีสติทุกขณะได้อยู่แล้ว ขอเพียงตั้งใจมีสติระลึกรู้ตัวอยู่เสมอถือว่ามีสมาธิแล้ว" คนพูดแบบนี้เหมือนกับเด็กยังไม่โต คิดกันเอาเองว่าโลกของผู้ใหญ่เหมือนกับโลกของเด็ก สมาธิที่ว่ากันว่าเป็นสมาธิ เป็นได้แค่สติเท่านั้น และเป็นแค่สติชนิดที่ไม่ได้ฝึกฝนให้ชำนาญ เป็นสติซึ่งยังมีช่วงเวลาเผลอมากกว่าไม่เผลอ ถ้าวันหนึ่งมีเรื่องที่เกิดขึ้นให้รู้ 100 เรื่อง จะรู้ได้จริงแค่ 2-3 เรื่อง แล้วเข้าใจกันไปเองว่าตัวเองสามารถมีสติตามรู้ได้ตลอดเวลา เพราะไม่เคยได้รู้ทันสักทีว่าที่เผลอไปน่ะมีอะไรบ้าง

อย่าว่าแต่คนที่ไม่เคยฝึกสมาธิเลย ขนาดคนที่ฝึกสมาธิยังเผลอกันได้ สมาธิมีหลายระดับ ถ้าไม่เคยเข้าสมาธิระดับสูงๆจะไม่รู้ว่าสมาธิในขั้นที่เหนือกว่าเป็นยังไง ดังนั้นผู้สนใจฝึกกรรมฐานควรมุมานะฝึกซ้ำแล้วซ้ำอีกให้ชำนาญ อย่ารีบร้อนบอกตัวเองว่าเป็นผู้ใหญ่ ทั้งๆที่ตัวเองยังเป็นเด็ก

สัญญา เป็นส่วนหนึ่งของขันธ์ห้าซึ่งประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รวมกันเป็นชีวิตเป็นตัวตนขึ้นมา

  1. รูป คือมหาภูตรูป ทั้ง ๔ ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่ประชุมเป็นร่างกายนี้
  2. เวทนา ความรู้อารมณ์ หรือรับอารมณ์ ทุกข์ สุข ไม่สุข ไม่ทุกข์ ดีใจ เสียใจ
  3. สัญญา ความจำ ตาจำรูป จำเสียง จำกลิ่น จำรส จำสัมผัส
  4. สังขาร ความคิด ความคิดดี คิดชั่ว คิดไม่ดี คิดไม่ชั่ว
  5. วิญญาณ ความรู้แจ้งทางทวารทั้ง ๖ รู้แจ้งทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ


ในลำดับฌานจากรูปฌานไปอรูปฌาน ฌานขั้นเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน (จะว่ามีสัญญาจำได้ก็ไม่ใช่ จะว่าไม่มีสัญญาจำได้ก็ไม่เชิง) เป็นด่านสุดท้ายของอรูปฌาน นี่แสดงว่าตัวสัญญาเป็นสิ่งที่ละเอียดมาก

ขนาดเข้าฌานจนละเอียดแล้วยังคงติดพันกับสัญญา ดังนั้นจึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ใช้สัญญาความทรงจำมาช่วยในการปฏิบัติกรรมฐาน ผู้ฝึกต่างหากต้องรู้ทันในขันธ์ห้าว่า ขันธ์ตัวใดกำลังทำงานอยู่หรือกำลังไหวตัวอยู่ ต้องแยกให้ออกว่า อะไรคือความจำ อะไรคือความจริง

สัญญาเป็นดาบสองคม ซึ่งอย่างไรก็ตามยังต้องใช้สัญญาช่วยในการฝึกปฏิบัติ ถ้านำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปเทียบกับสัญญาความทรงจำเดิมแล้วขัดกัน ย่อมทำให้สงสัยว่าความรู้ใดถูกหรือผิดกันแน่ สัญญาเก่าถูก หรือสัญญาใหม่ถูก ดังนั้นในการทำสมาธิจึงมีคำแนะนำไว้ว่า ขอให้เปิดใจให้กว้าง อย่ายึดติดกับสิ่งที่ได้รู้ได้เห็น อย่ายึดติดกับความทรงจำ
จงทำตัวเป็นผู้สังเกต แล้วจะพบความจริงซึ่งเป็นความรู้ใหม่ๆอีกมากมาย

 

วิปัสสนาต้องคิดหรือไม่คิด เป็นประเด็นหนึ่งที่สงสัยกันมาก บางคนฟังเขามาว่าต้องไม่คิด เลยสรุปความเข้าใจไว้ว่า ทั้งวันทั้งคืนต้องพยายามไม่คิด ให้ปล่อยใจมุ่งใช้สติเป็นหลัก คอยระลึกรู้ลักษณะของจิตใจอย่างเป็นกลางอยู่เนืองๆตลอดเวลา พยายามหลีกเลี่ยงการคิดแทรกแซง อย่าคิดกดข่ม หรือคิดปรับเปลี่ยนลักษณะของจิตใจให้ต่างไปจากเดิม แล้วจะมีสติระลึกรู้สภาพของจิตว่ามีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ทำให้เข้าใจถึงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ความเข้าใจเช่นนี้เปรียบเสมือนเอาผลมาเป็นเหตุ เพราะกว่าจะสามารถปล่อยให้จิตรับรู้สภาวะที่แท้จริงโดยปราศจากการปรุงแต่งได้นั้น ไม่ใช่เรื่องที่ปุถุชนคนธรรมดาที่เคยชินกับการคิด อยู่ๆจะทำได้ขึ้นมาในทันที ต่อให้พยายามมีสติทุกขณะจิต จะรู้ตัวได้เฉพาะช่วงเวลาที่ไม่เผลอเท่านั้น ซึ่งเท่ากับเป็นการปล่อยเวลาในชีวิตประจำวันให้เสียไปโดยไม่เกิดปัญญาได้เต็มที่อย่างที่ควร

ช่วงอยู่เฉยๆไม่ติดภาระใด ขอให้คิดในทุกขณะจิต โดยตัวเองเป็นผู้กำหนดเรื่องที่คิดว่าเป็นเรื่องอะไร คอยติดตามระวังความคิดของตัวเองให้อยู่กับปัจจุบัน อดีตที่ดีดไปไกลแล้วให้ปล่อยผ่านเลยไป อนาคตที่ยังมาไม่ถึง อาจจะคดไปคดมา อย่าไปคิดกังวล ให้เลือกเรื่องที่นำมาคิดพิจารณา มุ่งให้ไกลออกจากกิเลสอยู่เสมอ

นั่นอนิจจัง นี่ทุกขัง อ้อนี่เป็นอนัตตา ทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วตั้งอยู่ชั่วขณะแล้วดับไป ตัวเองเช่นกัน สุดท้ายจบลงด้วยการคิดถึงความตายของตัวเอง จงอย่าประมาท จงหาทางทำทุกวินาทีในชีวิตที่เหลืออยู่นี้ให้มีค่าที่สุด เห็นใบไม้ร่วง เห็นข่าวการตาย แค่พูดโทรศัพท์เสร็จวางหู นี่แหละมีพบย่อมมีจาก ชีวิตเป็นเช่นนี้

นอกจากแค่คิดตามไปเฉยๆ ต้องหัดคิดค้นพิจารณาไล่หาเหตุผลของเรื่องต่างๆด้วย คิดให้มันกระจ่างจนจำได้เหมือนกับท่องสูตรคูณ พอเกิดเรื่องนั้นๆขึ้นมาอีก เนื่องจากเคยคิดพิจารณามาก่อนแล้ว จะช่วยให้เข้าใจในทันทีว่า มันเป็นเช่นนั้นเอง ย่อมปล่อยวางได้ในทันที นี่แหละคือการคิดที่ทำให้ไม่ต้องคิดอีกแล้ว

การปล่อยวางต่างจากการเฝ้าดูเฉยๆ ใครๆสามารถรู้เห็นการเกิดดับ สามารถอธิบายว่าอนิจจังทุกขังอนัตตาได้ว่าเป็นเช่นไร แทนที่จะปล่อยให้ปล่อยวางอย่างไร้เหตุผล ต้องเป็นผู้พิจารณาคิดค้นในเรื่องราวนั้นๆ ทั้งเหตุปัจจัยและผลที่เกิดตามกันขึ้นมาให้เข้าใจโดยละเอียด ต้องฝึกพิจารณาเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีกให้ชำนาญ เมื่อเข้าใจจนซึ้งแล้วย่อมเป็นผลให้ปล่อยวาง จะได้ปล่อยวางได้ในทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด

คิดพิจารณาให้เต็มที่ ทำให้เต็มกำลัง ฝึกคิดในทางธรรมจนติดเป็นนิสัย จากนั้นพอว่างจากเรื่องที่ต้องคิดหรือคิดไปไม่หยุดต้องดึงไว้บ้าง มิฉะนั้นเรื่องที่คิดอาจกลับกลายเป็นสมุทัยเหตุแห่งทุกข์เสียเอง จึงให้หยุดคิดแล้วฝึกนั่งสมาธิ หรืออย่างน้อยคิดนึกถึงคำบริกรรมภาวนาพุทโธต่อเนื่องกันไป ช่วงที่เดินให้บริกรรมพุทโธติดตามไปทุกฝีก้าว ยืนอยู่ในลิฟต์ นั่งรอ ช่วงใดที่พอจะว่างจากภาระหน้าที่การงานให้บริกรรมพุทโธ ลองฝึกเช่นนี้จนไม่มีเวลาแม้แต่อึดใจเดียวที่ไม่คิด

ส่วนที่กล่าวว่า วิปัสสนาทำได้โดยไม่ต้องคิด เป็นความเข้าใจสับสนของคนที่ฟังครูบาอาจารย์มาคิดเอาเองง่ายๆ พอฟังมาว่าวิปัสสนาทำได้โดยไม่คิด จึงนึกว่าคนทั่วไปก็ทำได้ แล้วยังนำวิถีทางของวิปัสสนาไปสลับกับวิถีทางของสมถะเสียอีก

จะทำวิปัสสนาโดยไม่ต้องคิด สามารถทำได้แต่ต้องอาศัยกำลังสมาธิที่ตั้งมั่นอย่างมาก ครูบาอาจารย์กล่าวว่า ต้องเชี่ยวชาญการเข้าออกฌานและอรูปฌาน จนเข้าใจอาการที่แปลกแตกต่างกันของรูปฌานและอรูปฌานได้ชัดเจน

การปล่อยวางเป็นเป้าหมายหนึ่งในการปฏิบัติธรรม คำอื่นเช่น ทำใจ ปล่อยมันไป ช่างมัน ละวาง วางเฉย หรือไม่เป็นไร ล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน คือ มุ่งหาความสุข พอเกิดความทุกข์ขึ้นแล้วหาทางปล่อยวาง พอปล่อยวางได้แล้ว ความทุกข์จะหายไป ... แต่ทำไมต้องคอยทำให้ความทุกข์มันหายไปอยู่เรื่อยๆด้วย

บางคนแนะนำวิธีปล่อยวางไว้ว่า ให้พยายามมีสติ ไม่ต้องเพ่ง ไม่ต้องตั้งใจ ให้ทำใจให้เฉยไว้ พอรู้อะไรขึ้นมา ให้ปล่อยวางไปทันที อย่าพยายามคิด อย่าสงสัย แล้วจะเกิดปัญญาเห็นการเกิดดับ

คำแนะนำข้างต้นพอทำตามแล้วย่อมเห็นผลจริงกันทุกคน เพราะวิธีปล่อยวางแบบนี้ไม่ได้ต่างจากให้เลิกคิดนั่นเอง ใครๆก็ทำได้ แต่ไม่ได้ทำให้เกิดปัญญาแท้จริง เปรียบเสมือนการเปิดฝาหม้อหุงข้าวขึ้นมา พอเจอไอน้ำร้อนพุ่งออกมากระทบมือก็ปล่อยฝาหม้อลงไปที่เดิม ไม่ได้รู้ไม่ได้เห็นว่าข้าวที่อยู่ในหม้อสุกหรือยัง รู้ได้อย่างเดียวว่ามันร้อน

สติที่ไม่ได้ฝึกของคนทั่วไปเป็นเช่นนี้แหละ วันหนึ่งๆมีสติเป็นพักๆ แต่ละครั้งที่มีสติ จะเป็นอยู่ชั่วเวลาแว้บๆ แค่เดี๋ยวเดียว นี่เป็นเพราะไม่รู้จักทำสมาธิ

จริงอยู่ที่สรรพสิ่งทั้งหลายมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไปเป็นธรรมดา แต่ถ้ารู้เพียงแค่นี้ก็ยังคงเป็นวัฏจักรหมุนเวียนเกิดความทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำอีก เมื่อเกิดทุกข์ขึ้นมา ผู้ฉลาดต้องใช้ความทุกข์นั้นให้เป็นประโยชน์ พิจารณาให้เห็นชัดเจน พิจารณาว่าความทุกข์นั้นเป็นอย่างไร เป็นทุกข์ของฉันจริงหรือ ถ้าเป็นทุกข์ของฉันจริง ต้องสามารถสั่งหยุดไม่ให้มันทุกข์ต่อไป แล้วทุกข์เกิดขึ้นได้เช่นไร มันเป็นทุกข์ที่ตั้งอยู่ได้เป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน เพราะมีปัจจัยอะไรเข้ามาเกื้อหนุน แล้วต่อมาทุกข์นั้นทำไมมันหายไปได้ ผลต่อเนื่องจากทุกข์มีอะไรบ้าง มีผลดีร้ายอย่างไร

ให้พยายามคิดพิจารณาเช่นนี้จนเห็นจริงและพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำอีกจนชิน พอเข้าใจแล้วความปล่อยวางจะตามมาเป็นผล และเมื่อใดที่จะเกิดทุกข์แบบเดิมขึ้นมาอีก ไม่ทันที่มันจะทุกข์ เมื่อเข้าใจที่มาที่ไปของทุกข์มาก่อนแล้ว ทุกข์ก็ไม่เกิด แม้จะมีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเพราะหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ตาม

กว่าจะทำได้เช่นนี้ พอรู้อะไรขึ้นแล้วปล่อยวางได้ทันที ต้องผ่านการฝึกพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำอีกมาก่อนอย่างโชกโชน

เมื่อใดที่เกิดทุกข์ขึ้นมา ต้องคิดขอบใจที่ทำให้ได้เห็นทุกข์

"สมาธิเทียบได้กับก้อนหินที่วางทับหญ้า พอยกหินออก หญ้ายังเติบโตต่อไปได้อีก ส่วนวิปัสสนาเทียบได้กับการถอนหญ้า พอถอนออกไปทั้งรากทั้งโคนแล้ว หญ้าย่อมหมดไป"

คุณคงเคยได้ยินการเปรียบเทียบข้างต้นนี้มาก่อน ทำให้เห็นประโยชน์ของวิปัสสนาว่าสามารถดับกิเลสได้อย่างหมดจดจนสิ้นเชื้อ คนส่วนมากจึงมุ่งสนใจเฉพาะวิปัสสนา อะไรๆก็วิปัสสนา แค่ฟังธรรมมานั่งคิดพิจารณา พอคิดว่าตัวเองเข้าใจแล้วเอ่ยปากว่า นี่แหละวิปัสสนา

กิเลสตัวจริงไม่ใช่มีแต่ต้นหญ้าแค่ต้นเดียว แต่ต้องเทียบกับดงหญ้านับหมื่นนับแสนต้น พอแหวกต้นหญ้าออกดู จะพบต้นไม้ใหญ่ขนาดหลายคนโอบอีกมากมายซ่อนอยู่ ถ้าใช้วิปัสสนาล้วนๆโดยไม่มีสมาธิ จะถอนได้แต่ต้นหญ้าที่นึกว่ามีแค่ต้นเดียว

มาดูกันว่าในพระไตรปิฎกอธิบายเป้าหมายของสมาธิและวิปัสสนาไว้เช่นใด

ธรรม ๒ อย่างเป็นไฉน คือ สมถะ ๑ วิปัสสนา ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมถะที่ภิกษุเจริญแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมอบรมจิต
จิตที่อบรมแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมละราคะได้

วิปัสสนาที่อบรมแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมอบรมปัญญา
ปัญญาที่อบรมแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมละอวิชชาได้ ฯ

สมถะช่วยทำให้จิตเกิดความสงบตั้งมั่นในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง จึงกล่าวว่าสมถะย่อมอบรมจิต ส่วนวิปัสสนาเป็นการอบรมปัญญาให้รู้แจ้งเห็นจริงในสภาวะที่แท้จริงของสรรพสิ่งทั้งปวงว่าล้วนอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ต่างประกอบด้วยธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ประกอบกันขึ้นเป็นตัวตนเพียงชั่วคราว จึงกล่าวว่าวิปัสสนาย่อมอบรมปัญญา


น่าสังเกตว่าด้วยจิตที่อบรมแล้วด้วยสมถะย่อมละราคะได้ แต่ทำไมสมถะจึงละราคะได้อย่างเดียว หากจะบรรลุอรหัตผลยังมีอีกหลายอย่างซึ่งเรียกว่า สังโยชน์ มีตั้ง 10 อย่างที่ต้องละมิใช่หรือ

  1. สักกายทิฏฐิ สงสัยความเป็นตัวของตน
  2. สีลัพพตปรามาส ความเชื่ออย่างเห็นผิดในอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายนอกตัว ความยึดมั่นในความดีเพียงขั้นศีลของตน และความเชื่อว่าการบำเพ็ญทางกายวาจาเท่านั้น ที่จะสามารถทำให้คนบริสุทธิ์จากกิเลสหรือหลุดพ้นได้
  3. วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย
  4. กามราคะ ความคิดกำหนัดยินดีในกามคุณ
  5. ปฏิฆะ ความขัดเคืองใจ
  6. รูปราคะ การติดใจในรูปอันประณีต
  7. อรูปราคะ การติดในอรูป
  8. มานะ ความถือตัว
  9. อุทธัจจะ ความคิดฟุ้งซ่าน
  10. อวิชชา ความหลง

สมถะช่วยฝึกจิตทำให้ระงับกิเลสขั้นกลาง ได้แก่ นิวรณ์ 5 ซึ่งเป็นศัตรูของสมาธิโดยตรง (ต้องละให้ได้ก่อน จึงฝึกสมถะได้สำเร็จ) แต่เมื่อใช้ปัญญาที่อบรมแล้วย่อมละสังโยชน์ทั้งหมดจนถึงอวิชชา ดังนั้นข้อความจากพระไตรปิฎกนี้แสดงว่า วิปัสสนามีที่สุดเหนือกว่าสมถะอย่างเทียบกันไม่ได้ แต่มิใช่ว่าจะวิปัสสนาเพียงอย่างเดียวโดยทิ้งสมถะ เพราะด้วยกำลังสมถะเท่านั้นที่จะช่วยถอนรากถอนโคนต้นไม้ต้นใหญ่ออกไปได้

ใครที่ติดปากคำว่าวิปัสสนา สามารถทำให้วิปัสสนาที่ว่านั้นเป็นวิปัสสนาที่แท้จริงได้แล้วหรือยัง เพราะต้องใช้กำลังจิตอย่างมากจนถึงขั้นละอวิชชาให้ได้ทีเดียวนะ

นิวรณ์ เป็นกิเลสอย่างกลาง มี 5 อย่าง คือ

  1. กามฉันทะ ความพอใจ ติดใจ หลงใหลใฝ่ฝัน ในกามโลกีย์ทั้งปวง
  2. พยาบาท ความไม่พอใจ จากความไม่ได้สมดังปรารถนาในโลกียะสมบัติทั้งปวง
  3. ถีนมิทธะ ความขี้เกียจ ท้อแท้ อ่อนแอ หมดอาลัย ไร้กำลังทั้งกายใจ ไม่ฮึกเหิม
  4. อุทธัจจะกุกกุจจะ ความคิดซัดส่าย ตลอดเวลา ไม่สงบนิ่งอยู่ในความคิดใดๆ
  5. วิจิกิจฉา ความไม่แน่ใจ ลังเลใจ สงสัย กังวล กล้าๆกลัว ไม่เต็มร้อย ไม่มั่นใจ


นิวรณ์เป็นข้าศึกของสมาธิโดยตรง ส่วนข้าศึกโดยอ้อม ได้แก่ ปีติ บริกรรมภาวนา อุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิต

ข้าศึกอย่างละเอียดของสมาธิและปัญญา ได้แก่ วิปัสสนูปกิเลส 10 อย่าง

  1. โอภาส หมายถึง แสงสว่าง (ที่ปรากฏเป็นธรรมารมณ์ในใจ)
  2. ญาณ หมายถึง ความหยั่งรู้
  3. ปีติ หมายถึง ความอิ่มใจ
  4. ปัสสัทธิ หมายถึง ความสงบเย็น
  5. สุข หมายถึง ความสุขสบายใจ
  6. อธิโมกข์ หมายถึง ความน้อมใจเชื่อ ศรัทธาแก่กล้า ความปลงใจ
  7. ปัคคาหะ หมายถึง ความเพียรที่พอดี
  8. อุปัฏฐาน หมายถึง สติแก่กล้า สติชัด
  9. อุเบกขา หมายถึง ความมีจิตเป็นกลาง
  10. นิกันติ หมายถึง ความพอใจ ติดใจ

 

วิปัสสนูปกิเลส หลอกให้เข้าใจผิดว่าตนบรรลุแล้ว สำเร็จเป็นอรหันต์แล้ว ไม่ต้องฝึกอะไรอีกต่อไปแล้ว ผู้ฝึกปฏิบัติธรรมต้องรู้เท่าทันข้าศึกเหล่านี้ให้ดี

วิปัสสนาเป็นการอบรมปัญญาให้รู้แจ้งเห็นจริงในสภาวะที่แท้จริง แต่ทุกวันนี้ผู้ฝึกมักชอบชิงสุกก่อนห่าม เอาผลมากลายเป็นเหตุ แทนที่จะอบรมปัญญาให้รู้แจ้งเห็นจริง กลับเอาความรู้ที่ตัวเองนึกเอาเองว่าจริงมาทึกทักว่าเป็นความรู้แจ้งเห็นจริง แล้วพากันเรียกขานวิธีนี้ว่าวิปัสสนา วิปัสสนาจึงกลายเป็นของง่ายที่ทำเป็นกันทั่วบ้านทั่วเมือง แต่ที่ทำกันได้มันเป็นวิปัสสนึกต่างหาก

ข้าศึกของวิปัสสนา คือ สัญญา (ความจำได้หมายรู้หรือความทรงจำ) ยิ่งเรียนมามากเท่าใด ยิ่งต้องคอยระวังว่า จะเอาความทรงจำที่มีอยู่มาเป็นความรู้แจ้งเห็นจริง จะระวังได้อย่างไร ต้องพึ่งกำลังของสมาธิช่วยทำให้จิตตั้งมั่นพิจารณาอยู่เฉพาะเรื่องนั้น ไม่เอาสัญญา ไม่นึกเอาความทรงจำอย่างนั้นอย่างนี้มาแทรกแซงในการพิจารณา ไม่ปล่อยให้อารมณ์เข้ามาเบี่ยงเบน จะได้เห็นในสิ่งที่แท้จริงซึ่งปราศจากการปรุงแต่ง แต่ถ้ามุ่งมั่นเอาแต่สมาธิท่าเดียว จะได้แต่ความสงบ ไม่เกิดปัญญา ดังนั้นจึงต้องฝึกหัดให้ใช้กำลังสมาธิในการพิจารณา

พันธมิตรของวิปัสสนา คือ สัญญา สัญญาความทรงจำเป็นได้ทั้งมิตรและศัตรู ถ้าไม่ใช้ความทรงจำแล้วจะคิดพิจารณาได้อย่างไร ก่อนที่จะได้วิมุตติ ไม่ควรทิ้งความรู้ความทรงจำที่ว่าเป็นสมมติออกไปหรอก ถ้าไม่มีสมมติจะทำให้กลายเป็นวิมุตติได้อย่างไร ในสมมติเองมิใช่สมมติไปทั้งหมด อย่างพระธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คำสอนของครูบาอาจารย์ ล้วนเป็นสิ่งที่ดีเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่ท่านถ่ายทอดไว้ ถ้าเอาแต่จดจำ ไม่ได้คิดพิจารณาจนเห็นจริงรู้จริงตามที่ท่านสอน พระธรรมของท่านจะยังคงเป็นสมมติอยู่นั่นแหละ

ในการปฏิบัติกรรมฐาน เมื่อจิตสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้ว ให้นำพระธรรมคำสั่งสอนมาคิดพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำอีก หาทางพิสูจน์ด้วยตนเองว่าธรรมเหล่านั้นเป็นความจริง พยายามสร้างพระไตรปิฎกทั้งฉบับขึ้นมาภายในใจ ค่อยๆได้รู้ได้เห็นสภาวะที่แท้จริงของสรรพสิ่งทั้งหลาย และจะรู้สึกซาบซึ้งเกิดอาการปีติสุขอย่างละเอียดขึ้นไปเรื่อยๆ

จากความรู้แจ้งเห็นจริงที่ค่อยๆปรากฏขึ้นมานั้น ความลังเลสงสัยจะค่อยๆหมดไป ผู้ฝึกจะเข้าใจชัดว่ากายกับใจไม่ใช่สิ่งเดียวกัน กายสักแต่ว่ากาย ไม่มีกายที่เป็นตัวตนของเราของเขาอีกต่อไป มันเป็นเพียงธาตุลมไฟน้ำดินที่มาพึ่งพาอาศัยกันอยู่ชั่วคราวเท่านั้น ล้วนอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทำให้เบื่อหน่ายไม่ต้องการกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก

เพื่อช่วยให้การปฏิบัติกรรมฐานดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจความหมายของคำว่าสมาธิและวิปัสสนาว่าอะไรคืออะไร และแตกต่างกันอย่างไร ไม่ใช่เรียกว่าวิปัสสนาไปตลอดเพียงเพราะพูดคำนี้แล้วเท่ห์ดี หรือไม่ยอมใช้คำว่าสมาธิหรือคำว่าสมถะเสียเลยเพราะได้ยินได้ฟังมาว่า ฝึกสมถะไปก็เท่านั้น สู้ฝึกวิปัสสนาไม่ได้ และน่าจะเคยฟังมาบ่อยๆว่า วิปัสสนานั้นฝึกง่ายกว่า ทุกคนสามารถทำวิปัสสนาได้ทุกขณะในชีวิตประจำวัน ... จริงหรือ

การฝึกสมาธิทำให้เกิดความสงบ แต่มักเข้าใจผิดว่า เป็นความสงบที่ไม่รู้สึกตัวอะไรสักอย่าง เป็นความสงบแบบว่างๆไม่รู้ไม่เห็นอะไร ถ้าเข้าใจแบบนี้ แสดงว่าคุณกำลังนึกว่าสมาธิของศาสนาพุทธเหมือนกับสมาธิของลัทธิอื่น ซึ่งไม่ใช่เช่นนั้น

ในพระไตรปิฎกมีคำว่าสมาธิ สมถะ ฌาน และวิปัสสนาอยู่มากมาย น่าเสียดายที่ไม่มีใครลองนับว่ามีคำใดมากกว่ากัน ที่เขียนท้าทายแบบนี้มิได้อยากให้ใครลองนับจริงๆหรอก เพียงอยากตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าสมาธิและสมถะไม่มีประโยชน์ ทำไมในพระไตรปิฎกจึงเขียนแนะนำให้ฝึกสมาธิหรือฝึกสมถะเยอะแยะไปหมด และเมื่อใดที่มีคำว่าวิปัสสนาจะพบคำว่าสมถะประกอบอยู่ด้วยแทบทุกที่

หลายคนขู่ว่าถ้าฝึกสมถะหรือฝึกสมาธิแล้วอาจจะเป็นบ้า จะทำให้เป็นสมาธิหัวตอ หรือพอตายจะไปเกิดเป็นพรหม แล้วทำไมเวลาผ่านไปสองพันห้าร้อยกว่าปีแล้วจึงยังเก็บเรื่องสมถะและสมาธิไว้ในพระไตรปิฎกเรื่อยมา นี่แสดงว่าสมถะและสมาธิเป็นเรื่องจำเป็น และเป็นวิธีการเฉพาะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงสั่งสอนให้ปฏิบัติ และไม่ใช่วิธีที่ฤๅษีหรือนักบวชในศาสนาอื่นใช้กันแม้แต่น้อย ถ้าเป็นวิธีของศาสนาอื่น จะบันทึกวิธีการไว้ในพระไตรปิฎกด้วยทำไม

ความสงบจากสมาธิไม่ใช่ความสงบแบบไม่รู้สึกตัว คุณควรเข้าใจให้ถูกว่า สมาธิมีความสงบที่เกิดจากการไม่ต้องไปนึกคิดวุ่นวายสัมผัสสัมพันธ์กับเรื่องอื่นๆซึ่งไม่ต้องการ และในความสงบยังคงมีสิ่งที่รู้และมีสิ่งที่ระลึกซึ่งผู้ฝึกเลือกดูอยู่ตลอดเวลา จนสามารถดำรงสภาวะที่กำหนดให้รู้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานเท่าที่ต้องการ ทำให้เกิดสมาธิที่ตั้งมั่น

นอกจากนี้ ในสมาธิไม่ได้จำกัดให้รู้แต่เพียงสิ่งเดียวไปตลอด ไม่ได้รู้แต่เพียงคำบริกรรมภาวนาว่าพุทโธ ไม่ได้รู้แต่เพียงลมหายใจเข้าออก ผู้ฝึกสมาธิต้องฉลาดพอที่จะเลื่อนสิ่งที่กำหนดรู้จากหยาบไปสู่ละเอียด ฝึกเลื่อนองค์ฌานเช่นเดียวกับสติปัฏฐานสี่ ซึ่งให้พิจารณากายเวทนาจิตธรรมตามลำดับ และไม่ว่าสมาธิจะสงบมากเท่าใด ยังคงมีสิ่งที่รู้อยู่เสมอ เมื่อรู้ได้ชัดเจนแล้วจะสามารถแยกแยะของหยาบของละเอียดว่ามีลักษณะเช่นไรต่างกันอย่างไร

คำว่าสมถะต่างจากสมาธิแต่เพียงว่า สมถะแบ่งขั้นของความละเอียดของความสงบออกเป็น 8 ขั้นเรียกว่าฌานสี่จนถึงฌานแปด (ซึ่งแบ่งเป็นรูปฌานสี่ และอรูปฌานอีกสี่) ส่วนสมาธิแบ่งขั้นของความสงบออกเป็น 3 ขั้น ได้แก่ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ พอถึงอัปปนาสมาธิ แสดงว่า สามารถเข้าฌานได้นั่นเอง

ครูบาอาจารย์ซึ่งชำนาญทั้งสมถะและวิปัสสนาสอนว่า ต้องฝึกสมาธิให้ถึงขั้นอัปปนาก่อนจึงจะเริ่มวิปัสสนา ถ้าใครสามารถเข้าถึงปฐมฌานและผู้นั้นมีปัญญามาก จะสามารถใช้วิปัสสนาอบรมปัญญาได้เลยโดยถอนจิตจากขั้นอัปปนามาขั้นอุปจาระเพื่อใช้ปัญญาในการพิจารณา ส่วนผู้ที่สามารถฝึกสมถะได้ชำนาญ เมื่อเข้าใจชัดเจนแล้วว่ารูปฌานกับอรูปฌานมีอาการแตกต่างกันอย่างไรจะเกิดวิปัสสนาได้เอง

นอกจากนี้ยังมีบางท่านแนะนำว่า วิปัสสนาใช้กำลังสมาธิแค่เพียงขั้นขณิกก็พอ ไม่ต้องเข้าให้ถึงฌาน บ้างสอนว่าไม่จำเป็นต้องฝึกสมาธิเลยด้วยซ้ำ หรือแค่ไม่คิดไม่ต้องใช้ปัญญาก็บรรลุแล้ว ยุคนี้จึงมีทางผ่านซึ่งทำให้ผู้ปรารถนามรรคผลนิพพานอย่างรวดเร็วต้องติดกับดักของกิเลสอย่างไม่รู้ตัว

ไม่ว่าวิปัสสนาจะเริ่มที่สมาธิขั้นใด ต้องใช้กำลังสมาธิขั้นขณิกหรืออุปจารก็ตาม แต่วิปัสสนามีที่สุดไกลเกินกว่าสมาธิยิ่งนัก ถ้าทราบจุดหมายปลายทางของวิปัสสนา จะเข้าใจได้เองว่าวิปัสสนาคืออะไร และต้องการกำลังของสมาธิมากขนาดไหน

 

ที่นี่เป็นเสมือนห้องสมุดที่เก็บเรื่องราวที่น่าสนใจเอาไว้

เรื่องดีๆก็ควรทำตาม เรื่องไม่ดีก็อย่าเอาเยี่ยงอย่าง
คุณภาพชีวิตและสังคมของเราจะได้น่าอยู่ขึ้น

Go to top