previous arrow
next arrow

Welcome to XLSiam Signature.

ขอต้อนรับสู่บันทึกของชาวสยาม XLSiam Signature.

ขอแนะนำ

 
ยาใจ   Excel Expert Training

      

Dhamma

สมาธิมีสองแบบคือ สัมมาสมาธิ กับ มิจฉาสมาธิ ถ้าฝึกสมาธิแล้วไม่เกิดปัญญารู้แจ้งเห็นจริง ไม่ทำให้เกิดอารมณ์สังเวช เบื่อหน่าย ไม่เห็นกายเป็นของน่ารังเกียจโสโครก ไม่ได้ทำให้อยากหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด หรือฝึกสมาธิแล้วพบแต่ความสบาย อยากอยู่ในสมาธินานๆ หากมีอาการแบบนี้ไม่ใช่สัมมาสมาธิ

กว่าจะทำให้เกิดสัมมาสมาธิต้องใช้ปัญญา จังหวะที่ออกจากสมาธิก็ให้ใช้ปัญญา แล้วเคยสงสัยหรือไม่ว่า ตัวสมาธิเองจะทำให้เกิดปัญญาได้เช่นไร

ปัญญา ไม่ใช่ว่าอยู่เฉยๆแล้วปัญญาจะเกิดขึ้นเอง ไม่มีครูบาอาจารย์ท่านใดจะยกปัญญาความฉลาดรู้แจ้งเห็นจริงมาทำให้ลูกศิษย์มีปัญญาได้ในทันที ท่านทำได้เพียงแค่เป็นผู้แนะนำชี้ทาง ผู้ฝึกกรรมฐานต้องปฏิบัติจนรู้ด้วยตัวเองจึงเรียกว่าเกิดปัญญา

ครูบาอาจารย์ท่านกล่าวว่า อารมณ์ของสมาธิซึ่งประกอบด้วยวิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตานั้น วิตกกับเอกัคคตาเป็นสมถะ ส่วนวิจารเป็นวิปัสสนา ผู้ฝึกต้องพยายามรักษาวิตกและวิจารให้พอดีๆกัน ทำให้ความสงบกับความคิดได้สมดุลกัน ถ้าสงบเกินไปก็ไม่เกิดปัญญา ถ้าใช้แต่ปัญญาก็ไม่เกิดความสงบ หากวิตกกับวิจารได้สัดส่วนกันพอดีแล้ว เราจะสามารถตามรู้อารมณ์ได้ตลอดเกิดเป็นสติสัมปชัญญะ ทำให้เกิดปีติและสุขเป็นผล

สมาธิจะทำให้เกิดปัญญาต่อเมื่อผู้ฝึกฉลาดเรียนรู้อารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในสมาธิ กว่าจะเกิดความสงบเป็นสมาธิตั้งมั่นได้นั้น ต้องผ่านอุปสรรคขัดขวางมากมายจากรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ แค่เพียงบริกรรมภาวนาได้ไม่นาน เดี๋ยวเดียวก็มีความคิดนึกอื่นแทรกเข้ามา พึงสังเกตให้ทันแล้วศึกษาอารมณ์ที่เกิดขึ้นว่ามีลักษณะเช่นใด เกิดจากอายตนะใด ผ่านเข้ามาทางรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส หรือคิดนึกขึ้นมาเอง ตามรู้ให้ทันถึงการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปของอารมณ์นั้นว่ามีเหตุที่ไปที่มาเช่นไร

การเรียนรู้วิธีทำงานของจิตที่ได้จากสมาธิ จะเป็นฐานในการใช้ปัญญาพิจารณาต่อไป

 

 

กว่าจะเข้าใจสิ่งที่รู้เห็นขึ้นมาในใจ ต้องผ่านการตีความตามภาษาของคนที่จดจำกันมา เช่น พอมองเห็นน้ำ ในใจของคนไทยจะบอกตัวเองว่านั่นคือน้ำ ส่วนฝรั่งใช้คำว่า water ซึ่งการตีความมิได้เกิดขึ้นเป็นคำสั้นๆแค่นี้แล้วจบไป เพราะยังมีการตีความเป็นภาษาในรูปแบบอื่นอีก เกิดเป็นการใช้ภาษาต่อเนื่องอีกหลายคำหลายแบบ นอกจากจะใช้ภาษาที่เป็นคำ ยังอาจใช้ภาษาที่เป็นภาพแทนคำพูดแสดงขึ้นมาในใจ

ภาษาคน ไม่ว่าจะเป็นภาษาที่เป็นคำหรือภาษาที่เป็นรูปภาพหรือความรู้สึก แม้จะช่วยในการสร้างความเข้าใจขึ้นมา แต่ในแง่ของการตามรู้ดูจิต ภาษาที่เกิดขึ้นในใจมักกลายเป็นของหลอก ทำให้หลงไปว่ามันเป็นของจริง ซึ่งแท้จริงแล้วสิ่งที่เข้าใจหรือปรากฏขึ้นในใจเป็นภาษาที่นึกคิดขึ้น แทนที่จะตามรู้สิ่งที่ควรรู้ กลับกลายเป็นตามรู้สิ่งที่ฉายภาพให้ดู มีทั้งภาพทั้งเสียงเหมือนกับดูทีวีอย่างนั้นทีเดียว

ยกตัวอย่าง เช่น การตามรู้ดูอาการของกาย แทนที่จะหากายของตัวเองให้พบก่อนว่ามันอยู่ที่ไหน อะไรคือกายของตัวเองกันแน่ แต่มักคิดเป็นภาพของร่างกายส่วนนั้นๆขึ้นมาแทน พอปวดขา จะเห็นภาพขาปรากฏขึ้นในใจ ไม่ได้รู้สึกถึงตัวขาที่ติดกับร่างกายนี่หรอก หรือแทนที่จะตามรู้ทันขาที่กำลังเดิน กลับนึกภาพขาของใครก็ไม่รู้ขึ้นมา

พอกำหนดจิตไปที่ช่องในรูจมูก แทนที่จะหาตำแหน่งของรูจมูกให้พบจากอาการที่รู้สึกว่ามีลมมากระทบ ก็มักจะคิดเห็นภาพจมูกหรือรูจมูกขึ้นมาแทน

ภาษาคนนี่แหละหลอกคนที่ชอบใช้ปัญญาดีนัก ธรรมที่เข้าใจว่าง่ายเพราะเข้าใจธรรมที่อธิบายกันตามภาษาคน ซึ่งกว่าจะรู้ธรรมที่เป็นภาษาใจ ต้องฝึกสมาธิ เริ่มเรียนภาษาใจตั้งแต่ กไก่ ขึ้นมาใหม่

สมาธิทำให้เกิดความสงบ พอจิตสงบแล้วใช่ว่าปัญญาจะเกิดขึ้นเองเสมอไป แค่ทำให้จิตสงบเป็น ก็เหมือนกับการสามารถลอยตัวอยู่กับที่ในน้ำเป็นเท่านั้น ยังต้องหาทางฝึกว่ายน้ำท่าอื่นๆเพื่อว่ายขึ้นฝั่งให้เป็นต่อไปอีก

วิธีที่ใช้ฝึกสมาธิเป็นสิ่งสำคัญมาก ถ้าเลือกวิธีฝึกซึ่งไม่มีอุบายช่วยให้เกิดปัญญาแฝงอยู่ จะฝึกมากเท่าใดก็ไม่เกิดปัญญา กลายเป็นสมาธิที่ได้รับผลแค่ความสงบแล้วทำให้ผู้ฝึกติดอกติดใจอยากอยู่กับความสุขสงบเช่นนั้นต่อไป

ผู้ฝึกต้องฉลาดคิดปรับปรุงวิธีฝึกของตัวเอง ต้องฉลาดใช้ปัญญาอบรมให้เกิดสมาธิ พอเกิดสมาธิจะได้ติดนิสัยคิดพิจารณา ทำให้เกิดปัญญาละเอียดขึ้นไปเรื่อยๆ

สาเหตุที่ครูบาอาจารย์กล่าวว่า เมื่อจิตสงบเป็นสมาธิแล้วปัญญาจะเกิดขึ้นเอง ต้องเป็นสมาธิของผู้ที่ฝึกใช้ปัญญามาก่อน จนเข้าใจอาการการทำงานของจิตและของขันธ์ห้าเป็นอย่างดี พอสงบเป็นสมาธิจะเห็นอาการเคลื่อนไหวทั้งหยาบและละเอียดที่เข้ามากระทบได้ชัดเจน กลายเป็นความรู้ที่ละเอียดเหนือกว่าปัญญาความรู้เดิมขึ้นไปเรื่อยๆ

คนที่ว่ายน้ำเป็น ยังไงๆย่อมว่ายน้ำเป็นไปชั่วชีวิตใช่ไหม การฝึกสมาธิเช่นกัน พอฝึกใช้ปัญญาอบรมสมาธิจนคล่อง รู้ว่าจะทำจิตให้ตั้งมั่นได้อย่างไร ตัวรู้จะรู้ของมันเอง พอรู้จักคุ้นเคยกับการทำงานของจิตแล้ว สมาธิจะเป็นฐานให้เกิดปัญญา

คนที่ว่ายน้ำเป็น หรือเข้าสมาธิเป็นแล้ว อย่านึกว่าวิธีฝึกสมาธิเหมือนกันไปทั้งหมด อย่าบอกคนอื่นว่าไม่ต้องฝึกว่ายน้ำ อย่าบอกให้เอาแต่ใช้ปัญญา ไม่ต้องฝึกสมาธิก็ได้ อย่าลืมว่ากว่าตัวเองจะข้ามมาใช้ปัญญาได้ ตัวเองเคยฝึกสมาธิมาก่อน

คนที่ว่ายน้ำเป็นแล้ว ควรฝึกว่ายน้ำให้เป็นหลายๆท่า จะนอนคว่ำ นอนหงายหรือตะแคงตัวว่ายน้ำ สามารถทำได้ทุกท่า ไม่ว่าน้ำไหลแรงเชี่ยวกรากอย่างไร ย่อมสามารถว่ายน้ำเอาตัวรอดได้เสมอ

ความหมายของคำว่า ปัญญา ในพุทธศาสนามีทั้งส่วนคล้ายและส่วนต่างจากที่เข้าใจกันโดยทั่วไป ส่วนที่คล้ายกันเป็นปัญญาซึ่งได้จากการเรียนรู้ได้จากการอ่านหรือฟัง หรือเป็นปัญญาจากการคิดพิจารณาใคร่ครวญด้วยตัวเอง ซึ่งปัญญาทั้งสองประเภทนี้ใครๆมีกันได้ ยิ่งเรียนสูงหรือใช้สมองคิดมากขึ้น ย่อมทำให้มีโอกาสเกิดปัญญาเหล่านี้มากขึ้น

ส่วนความหมายของปัญญาซึ่งมีเฉพาะในศาสนาพุทธเท่านั้น คือ ปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัติกรรมฐาน เป็นปัญญาซึ่งทำให้บรรลุเป็นอริยบุคคล

แม้เรื่องที่ใช้ปัญญาเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ปัญญาที่ได้จากการคิดพิจารณาโดยมีสมาธิเป็นฐาน จะเกิดความรู้ความเข้าใจได้ละเอียดชัดแจ้งกว่า

สัมมาทิฏฐิหรือความเข้าใจที่ถูกต้องเป็นข้อแรกและสำคัญที่สุดของมรรค แม้ในมรรคแปดไม่มีสัมมาวิปัสสนา มีเพียงสัมมาสติและสัมมาสมาธิเป็นข้อสุดท้ายก็ตาม พอเริ่มเข้าใจเส้นทางที่ถูกต้องและดำริชอบที่จะปฏิบัติแล้ว มรรคข้ออื่นๆล้วนเน้นให้ปฏิบัติ (สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ)  วิปัสสนาต้องอาศัยมรรคพร้อมกันทั้งแปดข้อจึงจะสำเร็จเป็นอริยบุคคล

ผู้เรียนอภิธรรมเชี่ยวชาญพระไตรปิฎก แต่ไม่เคยปฏิบัติธรรม จะไม่สามารถเข้าใจเนื้อหาของพระไตรปิฎกได้ถูกต้องตามควร หรือเข้าใจความหมายผิดออกนอกเรื่องนอกราว

ในการปฏิบัติกรรมฐาน จำเป็นต้องใช้ปัญญาอบรมสมาธิและใช้สมาธิอบรมปัญญาในการฝึกแต่ละครั้ง ไม่ใช่ว่าคราวนี้ฉันจะใช้แต่ปัญญา หรือจะขอใช้ปัญญาอย่างเดียวไปสักปีแล้วจึงหันมาฝึกสมาธิกันทีหลัง แล้วที่อ้างว่า สมถยานิกกับวิปัสสนายานิก เป็นเยี่ยงอย่างให้เลือกสมถะหรือวิปัสสนาอย่างเดียวก็ไม่ใช่อีก เพราะสองคำนี้ใช้เรียกผู้สำเร็จเป็นอรหัตผลเท่านั้นว่า ท่านผ่านขั้นสุดท้ายโดยท่านชำนาญสมถะหรือวิปัสสนามากกว่ากัน มิใช่เรื่องของปุถุชนซึ่งยังไม่ผ่านขั้นใดเลยจะนำมาใช้อ้าง

ไม่ว่าจะชำนาญสมถะหรือวิปัสสนามากกว่า ผู้มีปัญญาย่อมหาทางฝึกสมาธิจนได้ แต่ถ้าบอกว่าฝึกสมาธิไม่ได้หรือแนะนำว่าสมาธิไม่จำเป็น อย่างนี้แสดงว่าไม่มีปัญญาเสียเอง

ผู้ฝึกต้องหาทางใช้ปัญญาจัดการกับศัตรูของสมาธิ ถ้าพอนั่งหลับตาตั้งใจจะฝึกสมาธิ แล้วกลับคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่เรื่อยๆ ให้คิดพิจารณาว่า ทำไมจึงต้องคิด คิดตอนนี้แล้วมันเกิดประโยชน์อะไร ถึงคิดไปแล้วมันได้อะไรขึ้นมา เรื่องที่เป็นอดีตผ่านไปแล้วย่อมแก้ไขไม่ได้ เรื่องที่ยังไม่เกิดก็ไม่แน่ว่าอนาคตจะเป็นดังที่คาดคิดไว้ไหม ขอใช้เวลาให้กับตัวเองนั่งสมาธิสักช่วงหนึ่งไม่ได้หรือยังไง ใครจะไปรู้ว่าตัวเองจะตายเมื่อไหร่

ถ้ายังหยุดคิดไม่ได้ ไม่ว่าเรื่องที่คิดจะเป็นเรื่องใด ให้พิจารณาเรื่องนั้นทั้งด้านดีและด้านไม่ดี พิจารณาให้ชัดว่าที่ว่าดีมันดีจริงหรือ ที่ว่าไม่ดีมันไม่ดีจริงหรือ ให้พิจารณากาย แยกอวัยวะน้อยใหญ่เป็นส่วนๆ แยกออกมาเป็นผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก คิดถึงเส้นผมซิว่า ผมบนหัวของตัวเองนั้นมันมีธรรมชาติเป็นยังไง มันเกิดขึ้นจากโลหิตต้องคลุกเคล้ากับน้ำเลือดน้ำเหลืองน้ำหนองบนศีรษะ ผมมันสะอาดไหม ถ้าสะอาดจริงทำไมจึงต้องสระผมด้วย

เรื่องที่ยกขึ้นมาพิจารณา ต้องมุ่งให้ห่างไกลจากกิเลส เกิดความเบื่อหน่ายไม่อยากกลับมาเวียนว่ายตายเกิดในร่างเช่นนี้อีก ซึ่งจะส่งผลให้จิตอ่อนตัวลงแล้วเปิดโอกาสให้ฝึกสมาธิได้ง่ายขึ้น

ตั้งใจฝึกสมาธิให้สงบที่สุด โดยไม่ต้องคิดฝันคาดการณ์อยากให้สมาธิเกิดขึ้น เมื่อถึงเวลาและมีปัจจัยที่เหมาะสม สมาธิจะเกิดขึ้นเอง แล้วจังหวะที่ค่อยๆถอนจิตออกจากสมาธิ ให้ใช้โอกาสนั้นยกเรื่องผม ขน เล็บ ฟัน หนัง หรือเรื่องอื่นๆที่ผุดขึ้น มาพิจารณาอีก จะพบกับความรู้ความเข้าใจที่ละเอียดมากกว่าเดิม จะรู้สึกซาบซึ้งกับความเข้าใจนั้นยิ่งกว่าเดิม นี่แหละสมาธิอบรมปัญญา

เคยพบกับคนๆหนึ่งมีบุคลิกน่าประทับใจ เพราะมีหน้าตายิ้มแย้มอยู่เสมอ จึงถามว่า คุณเคยโกรธคนอื่นบ้างไหม เขาตอบว่า เวลาพบเรื่องที่ทำให้โกรธ เขาจะมองหาความผิดที่ตัวเองก่อน

สาเหตุที่เขาสามารถมองกลับมาที่ตัวเองได้ก่อนจะโมโห เป็นเพราะการมีสติรู้ทันความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง เกิดจากการฝึกคิดให้เป็นนิสัย พยายามมองหาความผิดของตัวเองบ่อยๆ พยายามฝึกสร้างสติเป็นประจำ ทำจนติดเป็นนิสัยสันดาน

การมีสติที่ดี ไม่ใช่สักแต่ว่ามีสติรู้ทันเหตุการณ์ความรู้สึกนึกคิดในปัจจุบันแค่นั้น แต่ต้องมีสติไหวทันถึงปัจจัยก่อนและหลังที่จะเกิดเหตุและผลที่จะตามมาหลังจากนั้นได้ด้วยว่า เพราะทำอย่างนั้น จึงทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ และจะส่งผลให้เกิดอะไรตามมา ถ้าไม่มีสติ จะทำตามสัญชาตญาณ ซึ่งโดยทั่วไปคือการเอาตัวรอด หาทางป้องกันตัวเอง ขวนขวายหาสิ่งต่างๆมาเป็นของตน มีแต่ความโลภ โกรธ หลง โดยไม่รู้ตัว

หลายคนพยายามฝึกสร้างสติจากการใช้ชีวิตประจำวัน ทำอะไรให้รู้ตัวอยู่เสมอ พยายามตามรู้อาการเคลื่อนไหวของกายและความคิด เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวอยากโน่นอยากนี่ เดี๋ยวคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ เมื่อฝึกเป็นประจำจนติดเป็นนิสัย สติจะเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รู้ตัวกันอยู่ในทุกวินาทีนี้ยังเป็นการตามรู้ที่ยังหยาบอยู่มาก เพราะทุกคนคุ้นเคยกับการรู้ เท่าที่เคยรู้เคยคิดมาชั่วชีวิต ถ้าอยากจะมีสติให้เหนือกว่าการมีสติทั่วไป ต้องอาศัยการฝึกสมาธิ

ให้นั่งขัดสมาธิ เอาขาขวาทับขาซ้าย เอามือขวาวางทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรงแล้วหลับตา จากนั้นให้บริกรรมพุทโธขึ้นในใจ หรือจะให้บริกรรมพุทโธตามรู้อาการหายใจเข้าออกก็ได้

ความรู้สึกระหว่างที่ฝึกสมาธินั่งหลับตาอยู่นั้นแปลกมาก แม้ใช้เวลานั่งประมาณชั่วโมงหรือครึ่งชั่วโมง แต่ความรู้สึกเรื่องเวลาจะนึกว่าผ่านไปแค่ไม่กี่นาที และสิ่งที่เกิดจากการได้ตามรู้ตามความคิดในช่วงเวลานั้นจะมีจำนวนมากกว่าที่เคยรู้ตัวในวันหนึ่งๆเสียอีก จะได้พบเห็นความเป็นจริงของตัวเองว่า นี่คิดมากเหลือเกิน คิดเหมือนลิงที่อยู่นิ่งไม่ได้ทีเดียวล่ะ

การสร้างสติต้องอาศัยการฝึกสมาธิ สติกับสมาธินี้เป็นของคู่กัน อยากฝึกสมาธิให้สงบได้เร็วๆต้องฝึกสติ การพยายามฝึกสติในชีวิตประจำวันนั้น ถ้าไม่เคยฝึกสมาธิ จะมีสติแต่แว้บไปแว้บมารู้ตัวบ้างไม่รู้ตัวบ้าง ไม่ค่อยรู้ตัวหรอกกับเรื่องที่ทำจนชิน แต่พอเกิดเรื่องแปลกๆแทรกเข้ามาแบบผิดสังเกต นั่นแหละจึงมีสติรู้ตัวกับเขาเป็นพักๆ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะไม่รู้จักวิธีสร้างสติ เพราะปล่อยให้สติเป็นไปตามธรรมชาติ

แทนที่จะปล่อยให้เกิดสติตามยถากรรม ให้ลองนึกถึงคำว่าพุทโธตลอดทั้งวัน หลายคนคิดว่าถ้าเอาแต่พุทโธต้องห้ามขับรถ ห้ามทำอะไรๆที่ตั้งใจ เพราะถ้าสนใจแต่พุทโธจะไม่สามารถใส่ใจกับเรื่องอื่น ซึ่งไม่ใช่คำแนะนำที่ผิด แต่ยังมีอีกทางหนึ่ง ผู้ฝึกสามารถนึกถึงคำว่าพุทโธเพื่อใช้เตือนตัวเองว่า ฉันกำลังรู้ตัวอยู่นะว่ากำลังทำอะไรอยู่ เช่น พอเสียบกุญแจรถ ก็พุทโธ พอเหยียบคันเร่งก็พุทโธ พอเห็นสัญญาณไฟแดงก็พุทโธ ใช้พุทโธเพื่อบอกว่า เออ ฉันรู้แล้ว

พุทโธ แปลว่า ผู้รู้
พุทโธ แปลว่า ผู้ตื่น
พุทโธ แปลว่า ผู้เบิกบาน

ผู้ที่ทำงานมาตลอดทั้งวัน เครียดกับปัญหารอบข้าง เหนื่อยทั้งกายทั้งใจ พอพยายามนั่งสมาธิย่อมอดหวนคิดถึงปัญหาที่ติดตัวมาไม่ได้ ฝืนใจตัวเองไม่ไหว แต่ถ้าพยายามสร้างสติในชีวิตประจำวัน พุทโธอยู่เรื่อยๆ พุทโธจนติดเป็นนิสัย พอถึงเวลานั่งสมาธิจะนึกถึงคำบริกรรมว่าพุทโธได้ง่ายขึ้น

คุณพ่อของผมสอนลูกๆให้มีสติ เวลาทำอะไรให้เลือกทำเฉพาะสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อย่าทำหลายๆอย่างพร้อมกัน เช่น เวลารับประทานอาหาร อย่าอ่านหนังสือไปพลางเล่นคอมพิวเตอร์ไปพลาง นอกจากนั้นท่านยังสอนว่า เมื่อทำสิ่งใดแล้ว ต้องทำให้เสร็จ อย่าทิ้งค้างเติ่งเอาไว้ ถ้าเมื่อใดที่ใครเผลอเดินสะดุดของหรือหลงลืมไม่ได้ทำเรื่องที่ต้องทำตามลำดับก่อนหลัง คุณพ่อจะดุว่า ไม่มีสติ

สติช่วยให้สามารถสนองตอบต่อสิ่งเร้ารอบข้าง ถ้าขาดสติ คนเราจะทำตามสัญชาตญาณเอาตัวรอด ทำตามความคุ้นเคย หรือหาทางปกป้องตัวเองไว้ก่อน ดูง่ายๆเวลาเห็นรถเปิดสัญญาณไฟเลี้ยวขอทาง ถ้ามีสติ จะคิดทันขึ้นมาในใจว่า "เออ เขาอุตส่าห์เปิดไฟขอทางแล้วนะ ควรเมตตาให้ทางเขาดีกว่า" แต่ถ้าไม่มีสติ จะรีบขับรถเสียบเข้าไป ไม่ยอมให้ใครขับเข้ามาหรอกใช่ไหม แทนที่จะมองเห็นประโยชน์ทั้งของเขาและของเรา จะคิดแต่ว่า มันเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา

สติมีลักษณะคล้ายกับสมาธิ แต่ต่างกับสมาธิ บางคนแปลสติว่าหมายถึงการรู้ตัว ถ้ามีสมาธิต้องรู้ตัวว่ามีสมาธิ ดังนั้นสมาธิจึงต้องอาศัยสติ แต่สติอาจไม่จำเป็นต้องอาศัยกำลังสมาธิมากนักก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น การนั่งฟังดนตรีในหอประชุม ระหว่างที่ได้ยินเสียงดนตรีไพเราะ จะให้ความสนใจกับเสียงดนตรีจนลืมเรื่องอื่นๆ ลืมตัวเองว่ากำลังนั่ง นั่งเอียงไปอย่างไร หรือไม่สนใจว่าตัวเองกำลังอ้าขาไปเบียดคนนั่งข้างๆ เพราะเอาแต่ฟังเสียงเพลงที่บรรเลงไปอย่างเดียวเท่านั้น อย่างนี้เรียกว่ามีสติอยู่กับการฟัง และมีสมาธิอยู่กับเสียงดนตรี

พอฟังเสียงเพลงไปสักพัก อาจเคลิบเคลิ้มไปคิดเรื่องอื่น นี่เรียกว่าขาดสติและไม่มีสมาธิ

การมีสติและสมาธิเพียงเล็กน้อยจะช่วยให้สามารถฟังเพลงไปได้ตลอด แต่ยังไม่สามารถเลือกฟังเสียงจากเครื่องดนตรีอย่างใดอย่างหนึ่งที่กำลังเล่นประสานกันอยู่ นี่แหละคือประเด็นที่ต้องอาศัยกำลังสมาธิ ถ้ามีสมาธิพอประมาณอาจใช้วิธีจ้องมองคนที่กำลังเล่นเครื่องดนตรีนั้นๆไปเรื่อยๆ จะช่วยให้สามารถตามรู้เสียงดนตรีชนิดนั้นได้ง่ายขึ้น แต่ถ้ามีสมาธิดีและฝึกฝนมาอย่างชำนาญ จะสามารถนั่งหลับตาฟังเพลงที่กำลังเล่นประสานเสียงกัน แล้วสามารถแยกแยะเลือกเสียงเฉพาะจากเครื่องเล่นตนตรีที่ต้องการได้ด้วย

เมื่อย้อนกลับมาพิจารณาการมีสติในชีวิตประจำวัน แต่ละวินาทีที่ผ่านไปมีการสัมผัสและตอบโต้ระหว่างสิ่งรอบข้างกับกายใจ พอๆกันกับการฟังดนตรีโรงใหญ่ การมีสติและสมาธิบ้างแม้ช่วยให้ใช้ชีวิตอยู่รอดได้ก็ตาม แต่จะไม่สามารถตามรู้ได้ตลอดทุกขณะ โดยในวันหนึ่งๆจากเช้าจนเย็น จะจำได้เพียงไม่กี่เรื่อง จำไม่ได้ว่าขณะที่นั่งอยู่ในรถเมล์มีใครนั่งข้างๆ จำไม่ได้ว่ารถโดยสารสีอะไร พอออกจากบ้านได้เดี๋ยวเดียวถึงที่ทำงาน พักหนึ่งกลับมาถึงบ้านอีกแล้ว

บางคนแปล "สักแต่ว่ารู้" อย่างผิดๆว่าหมายถึง แค่มีสติ ไม่ต้องเพ่ง ไม่ต้องกำหนดจิต ไม่ต้องใช้สมาธิ สักแต่ว่ารู้แบบนี้จะรู้ได้เท่าที่ตัวเองมีสติรู้ตัวขึ้นมา หรือมีเรื่องแปลกๆแสดงขึ้นมาให้รู้เห็นได้ชัดเท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นๆที่ควรจะได้รู้กลับไม่รู้ การฝึกแบบนี้ทำให้รู้สึกสบายเพราะไม่ต้องรับภาระให้รู้อะไรต่ออะไร แต่พอถึงคราวมีปัญหาต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่ต้องรู้แล้วหาทางจัดการกับมัน จะแพ้มันอย่างหมดรูป

ที่แท้จริงกว่าจะถึงขั้นสักแต่ว่ารู้ ต้องผ่านการฝึกใช้กำลังสมาธิ กำหนดจิตเพ่งเลือกที่จะรู้เฉพาะเรื่องนั้นๆเพียงอย่างเดียว ตามรู้สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น พอเกิดขึ้นแล้วทรงอยู่ระยะหนึ่ง แล้วดับไป จะได้รู้ได้เห็นการปรุงแต่งที่เกิดจากความคิดและความจำ  

ด้วยกำลังสมาธิที่ฝึกฝนมาอย่างดีเท่านั้น จึงจะสามารถเลือกพิจารณาเฉพาะสิ่งนั้นโดยไม่เข้าไปคิดแทรกแซง

แต่ถ้าคิดว่ายังไม่มีเวลาทำสมาธิ อย่างน้อยขอให้พยายามมีสติในชีวิตประจำวัน โดยเริ่มจากความตั้งใจ จะทำสิ่งใด เมื่อใด และจะทำอย่างไร จงตั้งใจทำ แล้วทำให้เสร็จอย่างที่ตั้งใจ

คำว่า สมาธิ ในความหมายทั่วไป หมายถึง การมีใจจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อย่างที่คุณกำลังอ่านบทความนี้อยู่แสดงว่าต้องมีสมาธิอยู่แล้ว ไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่ต้องใช้สมาธิช่วยทำให้ตั้งใจทำสิ่งนั้น ถ้าสมาธิสั้นจะวอกแวกฟุ้งซ่านไปสนใจเรื่องอื่น ไม่สามารถมีสมาธิอยู่กับเรื่องเดิมได้นาน

ความสนใจ เป็นปัจจัยหนึ่งซึ่งทำให้มีความตั้งใจที่จะเข้าไปคลุกคลีกับเรื่องที่สนใจนั้น ถ้าสนใจแบบฉาบฉวยจะทำให้ความตั้งใจลดลง สมาธิยิ่งสั้นลงตาม

คำว่า สมาธิในการปฏิบัติธรรม หลายคนแปลว่า เป็นการฝึกทำใจให้นิ่ง แล้วเข้าใจผิดว่า นิ่งในที่นี้หมายถึงการนั่งนิ่งๆไม่ไหวติงแล้วทำใจให้นิ่งไม่คิดอะไรตามไปด้วย บ้างเข้าใจผิดว่า ทำใจให้นิ่ง หมายถึงการปล่อยใจให้สบายๆ เคลิ้มๆ แบบช่วงเผลอไม่ได้คิดไม่ได้รู้สึกอะไร พอมองตาจะเห็นตาเหม่อลอย

สมาธิในการปฏิบัติธรรม เป็นทั้งกริยาทำสมาธิ และเป็นทั้งนามเมื่อทำสมาธิต้องได้สมาธิ

สมาธิในแง่ของกริยา หมายถึง การตั้งใจให้มั่น ตั้งใจเหมือนกับการตั้งของอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา ให้มั่นเหมือนกับทำให้มั่นคง ตั้งตรง ไม่ล้ม ไม่เอียง ไม่ส่ายไปส่ายมา จึงขออธิบายเรื่องสมาธิเทียบกับการตั้งตะเกียบในขวดโหล

จิตของคนหนึ่งๆ ในขณะที่ยังไม่มีสมาธิ เหมือนกับตะเกียบนับร้อยอันที่เสียบไว้ในขวดโหล พอเขย่าขวดจะเห็นตะเกียบส่ายไปส่ายมา เกิดเสียงกระทบกันลั่นไม่รู้ว่าเป็นเสียงตะเกียบคู่ใดบ้างที่กระทบกัน

พอเริ่มเข้าสมาธิ เหมือนกับการทยอยหยิบตะเกียบออกจากขวดโหลออกไปเรื่อยๆทีละอันสองอัน พอตะเกียบมีจำนวนน้อยลง ถ้าเขย่าขวด ตะเกียบจะกระแทกกันจนอาจกระเด็นออกไปจากขวดจนหมดเหมือนกับการเขย่าท่อนไม้ไผ่ที่เสียบใบเซียมซีแรงไป

ถ้าไม่มีตะเกียบหลงเหลืออยู่ในขวดเลยก็ไม่ใช่สมาธิแล้ว มันกลายเป็นขวดว่างๆ พอนั่งดูขวดเปล่าๆไปสักพัก จิตจะคิดฝันล่องลอยไปเรื่องอื่น อย่างนี้ไม่ใช่สมาธิ

สมาธิจะเกิดต่อเนื่องกันได้ต่อเมื่อขณะที่หยิบตะเกียบออกไปทีละอัน พร้อมกันนั้นต้องหดปากขวดให้แคบตามลงมาด้วย ให้ปากขวดทำหน้าที่จับตะเกียบให้ตั้งตรงได้ทุกอัน ค่อยๆหยิบตะเกียบออกไปเรื่อยๆ อย่าเผลอหยิบออกไปจนหมดขวดล่ะ ขอให้เหลือตะเกียบไว้แค่ 1 อันในขวดปากแคบๆเท่าตัวตะเกียบนั้น นี่แหละสมาธิ

ถ้าตะเกียบมันเสียบกันไว้ในขวดจนแน่น กว่าจะหาวิธีแคะตะเกียบอันแรกๆออกไปไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องหาทางดึงตะเกียบออกไปทีละอัน ห้ามดึงออกมารวดเดียวเกือบหมด ไม่ใช่ดึงตะเกียบออกไปเร็วบ้างช้าบ้าง แรงที่ใช้ดึงต้องพอดีพอดีด้วยนะ

พอเหลือตะเกียบอันสุดท้าย ต้องจับปากขวดไว้ไม่ให้แรงไปค่อยไป ถ้าจับปากขวดแรงไปจะได้แต่ตะเกียบอันสุดท้ายถูกจับบีบไว้แน่น แต่ถ้าจับค่อยไป เดี๋ยวตะเกียบอาจหลุดออกไปจากขวดโดยไม่รู้ตัว

พอรู้จักวิธีทำให้เหลือตะเกียบเพียงแค่ 1 อันในขวดแล้ว อยากดูลวดลายบนตัวตะเกียบ จะเห็นรายละเอียดของลวดลายอย่างชัดเจน จากนั้นจะเอาตะเกียบอันอื่นหรือสิ่งอื่นมาเปลี่ยนแทนได้ตามใจ

ขั้นตอนการฝึกสมาธิที่ยาก อยู่ที่วิธีหยิบตะเกียบออกไปทีละอันและวิธีรักษาตะเกียบอันสุดท้ายไว้ในขวด

พอฝึกได้แล้วต้องสามารถทำซ้ำได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

การฝึกสมาธิ อย่ายึดติดกับวิธีการว่าต้องใช้คำบริกรรมอย่างนั้นอย่างนี้ การฝึกสมาธิเป็นการช่วยให้เรียนรู้วิธีการทำงานของจิต เมื่อฝึกฝนจนเข้าใจว่า ต้องทำอย่างไรจึงจะทำให้จิตตั้งมั่น พอจิตตั้งมั่นแล้วจะหยิบยกอะไรขึ้นมาพิจารณา ย่อมเรียนรู้ได้อย่างชัดเจน

ปล สาเหตุที่เกิดคำอธิบายเรื่องตะเกียบไปเทียบกับสมาธิ เพราะเล่าเรื่องสมาธินี้ให้กับเพื่อนขณะกำลังรับประทานอาหารเที่ยง เลยคว้าตะเกียบมายกเป็นตัวอย่าง

คนไม่เคยฝึกสมาธิ ไม่เคยรู้ว่าสมาธิที่แท้จริงเป็นอย่างไร มักมองคนที่นั่งหลับตานั่งนิ่งไม่กระดุกกระดิกว่าเป็นคนขี้เกียจ หรือเข้าใจว่าสมาธิคือการพักผ่อนคล้ายๆกับการนอนหลับนั่นแหละ แล้วยังแย่กว่าการนอนเสียอีก เพราะปกติจะนอนตอนกลางคืน ส่วนตอนกลางวันช่วงเวลาที่ควรใช้ให้เป็นประโยชน์กลับนั่งหลับตาฝึกสมาธิ ไม่ว่ากลางวันกลางคืนเอาแต่นั่งนิ่ง ขี้เกียจ ไม่ยอมทำอะไร ... คนไม่เคยฝึกสมาธิอาจเข้าใจแบบนี้

ส่วนคนที่เข้าวัด อาจถูกกล่าวหาว่าเป็นคนหนีทุกข์ พ่ายแพ้ต่อสังคม เมื่อหาทางออกแก้ไขไม่ได้ จึงเข้าหาวัด ถ้าถึงกับบวชเป็นพระ อาจถูกมองว่า อยากเป็นพระเพื่อจะได้สบายใช่ไหมล่ะ ไม่ต้องทำงานหาเงิน แต่ให้คนอื่นเลี้ยง ... แล้วยังมีข้อกล่าวหาอย่างนั้นอย่างนี้อีกมากมาย

คุณทราบหรือไม่ว่า ความสะดวกสบายบนโลกเกิดขึ้นเพราะสมาธินี่แหละ กว่าคนเราจะคิดค้นสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆที่ดีขึ้นกว่าเดิม เขาต้องใช้ความคิดที่ได้จากสมาธิกันทั้งนั้น เพียงแต่สมาธิที่ใช้เป็นสมาธิสาธารณะ เป็นสมาธิทั่วไปซึ่งติดตัวมาตั้งแต่เกิดและทุกคนมีกันได้ ส่วนสมาธิในทางธรรมเป็นสิ่งที่แต่ละคนต้องสร้างขึ้นจากการฝึกฝน กว่าจะสงบเป็นสมาธิไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้ฝึกต้องฉลาดรู้จักใช้ปัญญาคิดหาวิธีที่จะทำให้จิตสงบ

กว่าจะฝึกจิตจนเป็นสมาธิได้นั้น ต้องผ่านการฝึกมาก่อน เริ่มจากหาสถานที่ซึ่งมีสภาวะแวดล้อมอำนวย มีความสงบเงียบพอที่จะฝึกได้โดยไม่มีสิ่งใดรอบข้างมารบกวนจิตใจ เพื่อตัดสิ่งที่จะมารบกวนทางตา หู จมูก ลิ้น กาย

จากนั้นให้นั่งหลับตาเพื่อตัดสิ่งที่จะเข้ามาวุ่นทางตา จากนี้ไปถ้าเห็นอะไรขึ้นมาทั้งๆที่หลับตา แสดงว่าไม่ได้เกิดจากตาอย่างแน่นอน

การหลับตาที่ใช้นี้ ให้หลับตาลงเฉยๆเพื่อไม่ให้มองเห็น อย่าหลับตาว่าจะนอนหลับ

ให้นั่งขัดสมาธิขาขวาทับขาซ้าย เอามือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรง เพื่อจะได้ไม่ต้องห่วงว่าตัวเองจะล้มลงหรือโอนเอียงตัวไปมาเมื่อจิตเข้าสู่สมาธิ

พอมีสภาวะรอบตัวที่เหมาะและตั้งท่าทางร่างกายให้พร้อมแล้ว ขอให้ตั้งใจสังเกตดูว่ามีอะไรบ้างที่แทรกเข้ามาในความสงบ ผู้เพิ่งเริ่มฝึกสมาธิจะพบว่า มันไม่มีทางที่จะสงบได้ง่ายๆ ไหนจะมีเสียงนก เสียงรถ เสียงลมกระทบใบไม้ ที่ดังแค่เบาๆแต่กลับมาได้ยินชัดเจนขึ้น ไหนจะมีอาการปวดเมื่อย อาการคัน หรืออยากกลืนน้ำลายที่ร่างกายโวยวายขึ้นมา และที่แอบโผล่เข้ามาบ่อยที่สุดแทรกความสงบขึ้นมา คือ ความคิดของตัวเองนั่นเอง ถ้าพยายามหยุดคิด จะกลายเป็นความคิดอย่างหนึ่งที่ร่วมผสมโรงเข้าไปอีก

จุดเริ่มของการฝึกสมาธิ ให้เริ่มจากการเป็นผู้สังเกต ให้ฝึกดูเฉยๆ ไม่ต้องวุ่นวายเข้าไปตั้งชื่อเรียกขานสิ่งที่รู้ว่าคืออะไรเป็นอย่างไร ขอรับประกันว่าจะมีเรื่องนับร้อยนับพันอย่างเสนอหน้าเข้ามาให้รู้อยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าบอกว่าฝึกสมาธิแล้วไม่รู้อะไรเลยก็ไม่ใช่ฝึกสมาธิแล้วล่ะ มันกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า เผลอ พอเผลอบ่อยๆก็จะหลับไป แล้วอย่างนี้จะเถียงไม่ออกว่าเป็นคนขี้เกียจ

เมื่อออกจากสมาธิ จะรู้สึกแปลกว่า เวลาผ่านไปไม่นานทั้งๆที่เวลาที่แท้จริงอาจผ่านไปแล้วเกือบชั่วโมงหรือหลายชั่วโมง และในเวลาที่รู้สึกว่าผ่านไปไม่นานนั้น จะพบเห็นจำนวนสิ่งที่แทรกเข้ามาให้สังเกตได้มากกว่าการรู้เห็นตามปกติในวันหนึ่งๆเสียอีก ผู้ฝึกสมาธิจะพบว่า แท้จริงจิตมันวิ่งวุ่นเหมือนลิงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งที่ผ่านมาก่อนโน้นสมัยที่ไม่เคยฝึกสมาธิจะคิดไปเองว่า จิตของตัวเองนิ่งดีแล้ว ทั้งๆที่แท้จริงมันไม่เคยนิ่งแม้แต่วินาทีเดียว

ถ้าปล่อยให้นั่งนิ่งเฝ้าดูลิงวิ่งไปวิ่งมาไปเรื่อยๆย่อมถือเป็นการสูญเสียเวลาอันมีค่า ดูไปรู้ไปไม่ได้ประโยชน์อะไร ดังนั้นจึงมีวิธีฝึกอีกหลายวิธี เพื่อสอนลิงตัวนี้ให้เชื่องลง ซึ่งกว่าจะเชื่อง กว่าจะจับลิงได้ ผู้ฝึกสมาธิต้องใช้ความพากเพียรมิใช่น้อย

ที่แน่ๆ ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมา คนที่กำลังฝึกสมาธินั่งหลับตา จะเป็นคนแรกที่มีสติวิ่งเข้าไปช่วย ขอรับรอง

ได้ยินได้ฟังมาบ่อยว่า ถ้าอยากทำสมาธิให้สำเร็จ ต้องทำให้บ่อย ทำให้ชิน และทำให้นาน ซึ่งขอเพิ่มอีกสักข้อหนึ่งว่า ต้องรู้ด้วยว่าทำสมาธิเพื่ออะไร

ความคิดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เร็วมาก อย่างการพูดจากันได้เป็นเรื่องเป็นราวนี่แหละยกมาเป็นตัวอย่างได้เลย ลองสังเกตขั้นตอนก่อนที่จะสรรหาคำพูดออกมา ผู้พูดต้องรู้ตัวก่อนใช่ไหมว่าอะไรที่ทำให้อยากพูด จะพูดเรื่องอะไร พูดไปเพื่ออะไร พอตั้งใจได้แว้บเดียว จะพูดคำนั้นคำนี้ออกมาต่อๆกันเป็นประโยคได้เป็นเรื่องเป็นราว แว้บเดียวเท่านั้นนะที่ใช้เวลาคิด แล้วพูดๆๆๆๆกันออกมา

แต่ถ้าอยากพูด แต่ไม่รู้ว่าจะพูดเรื่องอะไร หรือพูดไปเพื่ออะไร จะพูดออกมาไม่ได้เรื่อง

สมาธิ ทำไปเพื่อทำให้จิตตั้งมั่น หากสามารถใช้จิตกำหนดตามรู้เรื่องที่ต้องการได้อย่างต่อเนื่อง ชัดเจน และปราศจากการปรุงแต่ง นั่นแหละเรียกว่ามีสมาธิแล้วมีจิตตั้งมั่นแล้ว

พอจิตตั้งมั่น จิตจะสงบได้เพราะสามารถควบคุมให้จิตคิดไปในทางใดทางหนึ่ง จิตจึงมีกำลังมากขึ้นเพราะไม่ปล่อยให้คิดเรื่อยเปื่อยอย่างไม่รู้ตัว

บางคนข้ามขั้นตอนของการทำจิตให้ตั้งมั่น โดยคิดว่าอยากจะสงบ อยากฝึกสมาธิเพื่อผ่อนคลายกายและใจ อยากทำใจให้ว่าง ซึ่งการคิดไว้แบบนี้ ผลจะออกมาในทำนองที่ว่าทำใจให้ว่างได้บ่อยๆ ผ่อนคลายไม่ต้องคิดอะไร ลืมทุกข์ที่มีได้ตามต้องการ หลายคนเสียเวลาไปกับการฝึกแบบนี้แล้วหลงเข้าใจไปว่าคือสมาธิ

บางคนตั้งใจให้มีสติมีสมาธิในชีวิตประจำวัน พยายามตามดูรู้อาการของกายใจที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงในแต่ละขณะ มุ่งให้รู้อยู่ในปัจจุบัน ไม่มีอดีตไม่มีอนาคต แต่กลายเป็นคนทำอะไรเชื่องช้า จะพูดก็ช้า จะเดินก็ช้า จะรับประทานอะไรก็มีกิริยาที่ช้ากว่าปกติ บางคนพยายามไม่พูดไม่จา ไม่มองหน้ามองตาใครเสียด้วยซ้ำ เพราะอยากจะมีสติตามรู้ได้ตลอด การกระทำแบบนี้ก็เกินไป

บางคนกำหนดคำบริกรรมภาวนาในใจหรือตามรู้ลมหายใจไปได้สักพัก พอคำบริกรรมหรือลมหายใจหายไปแล้วเข้าใจผิดว่าเป็นสมาธิ เพราะเข้าใจว่าทุกคนย่อมพบอาการแบบเดียวกันนี้ทั้งนั้น แต่อีกนานกว่าจะมีสติรู้ตัวกลับมาอีกที

สมาธิที่ถูกต้อง ต้องผ่านการฝึกจิตให้ตั้งมั่นให้เป็นเสียก่อน พอคำบริกรรมหรือลมหายใจหายไป ต้องยังคงรู้ตัวอยู่ตลอด จากนั้นจะดูจิตหรือใช้สร้างสติในชีวิตประจำวันก็ย่อมได้

ทาน ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นคำ 4 คำที่ใช้ควบคู่กันอยู่เสมอ ผู้ฝึกกรรมฐานต้องพยายามทำให้ครบ หากไม่เคยให้ทาน ไม่ได้ถือศีล อย่านึกว่าจะมีทางฝึกสมาธิสำเร็จ เพราะทานและศีลนี่แหละเป็นตัวชี้นำให้การปฏิบัติกรรมฐานดำเนินไปในทางสัมมาสมาธิ ไม่หลุดไปในทางมิจฉาสมาธิ

ทานคือการให้ ศีลคือการรักษาตนไม่ให้ไปเบียดเบียนเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น อีกนัยหนึ่ง คือ การเจริญพรหมวิหารสี่นั่นเอง หากอยากจะก้าวหน้าในการฝึกสมาธิ ต้องรู้จักเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา หาไม่แล้วพอหลับตาลงจะพบแต่ความคิดกังวล ห่วงนั่นห่วงนี่ อยากได้อย่างนั้นอยากได้อย่างนี้ ไม่อยากเสียประโยชน์ที่ตัวเองควรจะได้ หรือคิดอาฆาตแค้น ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนทำให้มัวเมาอยู่กับเรื่องอดีตและอนาคต ไม่มีทางที่จะทำจิตให้สงบตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบัน

แทนที่จะคิดถึงความหมายของการให้ทานและศีลว่าคืออะไร อะไรคือความเมตตา อะไรคือกรุณา หากคุณเคยให้ทานหรือรักษาศีลมาก่อน ขอเพียงแค่คิดถึงทานและศีลที่ตัวเองได้ปฏิบัติรักษามาตลอด จะรู้สึกอิ่มเอิบขึ้นมาในใจได้เอง ดังนั้นครูบาอาจารย์จึงสั่งสอนไว้ว่า ก่อนที่จะนั่งสมาธิขอให้สวดบูชาพระรัตนตรัยและขอคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง และให้สวดบทรับศีลและพิจารณาพรหมวิหารสี่ไว้เสมอ เพื่อเป็นการสร้างสภาวะที่พร้อมและเกื้อหนุนต่อการทำสมาธิต่อไปนั่นเอง

ผู้ฝึกสมาธิต้องฉลาดเลือกวิธีที่จะเอาชนะความคิดฟุ้งซ่านของตัวเอง ถ้าหลับตาลงแล้วคิดถึงคำพูดหรือการกระทำของผู้อื่นที่ทำให้รู้สึกว่าเขากำลังเอารัดเอาเปรียบ พอคิดถึงเมตตาหรือการช่วยเหลือให้เขามีความสุขขึ้นมา จะทำให้คิดยอมเขาเสียบ้าง ยอมยกโทษให้เขา ความกลุ้มใจก็จะบรรเทาเบาบางลง

หากหลับตาลงแล้วคิดถึงความอยากได้ในสิ่งสวยงามน่ารักน่าใคร่ ให้ยกอสุภกรรมฐานขึ้นมาพิจารณา พิจารณาถึงความสกปรกโสโครกและไม่จีรังถาวร ให้คลายความกำหนัดความยินดีในของที่ว่าสวยว่างามเหล่านั้น

ถ้ายังหยุดคิดไม่ได้อีก ลองคิดถึงความตายของตัวเองว่าจะตายเมื่อใดก็ไม่รู้ หายใจเข้าแล้วอาจหัวใจวายไม่ได้หายใจออกก็ได้ ดังนั้นเมื่อยังมีเวลาให้ปฏิบัติธรรม จึงควรใช้เวลาจากนี้ให้มีค่าที่สุด

ผู้ที่วุ่นวายกับการทำมาหากิน สนใจกับกำไรขาดทุนอยู่ทุกวัน หากไม่พยายามระลึกถึงพรหมวิหารสี่ไว้เสมอ การกระทำอะไรที่ทำจนติดเป็นนิสัยมาตลอด ย่อมยากจะทำให้ลบลืมไปได้ในทันที จึงมิใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำจิตให้สงบเป็นสมาธิ จนกว่าจะพยายามคิดใช้หนามบ่งหนามให้หลุดออกไปจากนิสัยติดตัวของตนเสียบ้าง

จุดหมายที่แท้จริงของพรหมวิหารสี่ คือ การสร้างผลที่ดีให้เกิดขึ้นกับตัวเอง เพื่อพ้นจากความทุกข์และไม่ติดอยู่ในความสุข ไม่ติดอยู่ในอดีตที่ผ่านไปแล้ว อะไรที่ได้เกิดขึ้น มันได้เกิดขึ้นจนจบสมบูรณ์ตามธรรมชาติของมันไปแล้ว อย่าไปสนใจยึดติดกับความพ่ายแพ้หรือเสียประโยชน์ในทางโลก เพราะแท้จริงแล้วนั่นคือการเอาชนะตัวเองในทางธรรม จิตใจย่อมเกิดความสงบสุขและพร้อมต่อการปฏิบัติธรรม

การใช้ปัญญาพิจารณานี้ ถ้าจิตยังขาดกำลังยังไม่สงบตั้งมั่น พึงเลี่ยงการคิดย้อนไปหาเหตุ แต่ให้พิจารณาที่ผลซึ่งเกิดขึ้นกับกายใจของตัวเองให้เห็นสภาวะและการปรุงแต่งที่เกิดจากจิตให้ได้ชัดเจนก่อน จากนั้นจึงหาอุบายพิจารณาดังที่กล่าวมาข้างต้นจนจิตสงบ ถ้ามุ่งพิจารณาไปที่เหตุ จะเหมือนราดน้ำมันเข้ากองเพลิง ยิ่งกระตุ้นทำให้จิตยากจะสงบ

ความสุขสงบที่ได้จากการปฏิบัติกรรมฐานเป็นทรัพย์ที่แท้จริงเหนือกว่าทรัพย์สินเงินทองใดๆทั้งสิ้น สิ่งที่เสียไปในทางโลกมีคุณค่าที่น้อยกว่าประโยชน์ที่ได้รับในทางธรรมอย่างเปรียบเทียบกันไม่ได้

การฝึกกรรมฐานต้องเริ่มต้นจากง่ายไปยาก จากหยาบไปละเอียด ก่อนจะเจอกับโจทย์ปัญหาตัวจริง ต้องเรียนรู้วิธีการและฝึกจิตฝึกใจหลายๆเรื่องที่เป็นองค์ประกอบให้ผ่านก่อน เหมือนกับวิธีการคิดเลขนั่นเอง ก่อนที่จะคิดหาผลลัพธ์ยกกำลังสองของเลข 123 ต้องเรียนรู้วิธีการบวกลบคูณหารและสามารถท่องสูตรคูณให้เป็นก่อน

อะไรควรทำก่อน อะไรควรทำหลัง เป็นประเด็นหนึ่งซึ่งชี้ว่าคุณจะฝึกกรรมฐานได้สำเร็จหรือไม่ ฝึกให้ทานรักษาศีลจึงเริ่มบริกรรมภาวนา ฝึกแบบง่ายก่อนแบบยาก ฝึกแบบช้าๆก่อนแบบเร็วๆ ฉลาดเริ่มจากหยาบไปหาละเอียด ฝึกตามรู้กายก่อนตามรู้จิต ฝึกบริกรรมภาวนาพุทโธก่อนฝึกตามรู้ลมหายใจ ฝึกตามรู้ลมหายใจเข้าออกสั้นยาวก่อนจึงหันมาตามรู้ลมหายใจผ่านรูจมูกที่จุดเดียว ฝึกเพ่งดูอาการรู้ที่จุดเดียวก่อนจึงเริ่มฝึกย้ายฐานของจิต

ผู้ฝึกต้องรู้จักประเมินระดับความสามารถของตัวเองว่าสามารถฝึกได้อย่างสบายในขั้นใด พอสอบผ่านขั้นต้นแล้วจึงเลื่อนไปฝึกในขั้นที่ยากขึ้น การปฏิบัติกรรมฐานเป็นงานต้องใช้เวลา ไม่ใช่ว่าพอได้ฟังเทศน์ฟังธรรมนิดเดียวแล้วได้ดวงตาเห็นธรรมกันง่ายๆ

อะไรคือหยาบ อะไรคือละเอียด ของหยาบสามารถใช้เป็นสิ่งให้กำหนดรู้ได้ง่ายและชัดเจนกว่าของละเอียด เช่น การนึกถึงคำบริกรรมภาวนาพุทโธติดต่อกันไปทำได้ง่ายกว่าการตามรู้ลมหายใจในขั้นที่ทำตัวเป็นผู้รู้ผู้ดูเฉยๆ

การกำหนดรู้ลมหายใจ โดยสังเกตการพองยุบของหน้าท้องหรือปอด ย่อมมีอาการของกายที่เห็นได้รู้สึกได้ชัดเจน จึงสังเกตและตามรู้ได้ง่ายกว่าการสังเกตลมหายใจที่ผ่านรูจมูกเพียงจุดเดียว

การสังเกตลมหายใจที่ผ่านเข้าจมูก ผ่านปอด ไปสิ้นสุดที่ท้อง จากนั้นสังเกตลมหายใจออกที่เริ่มจากท้อง ผ่านปอด มาออกที่จมูก เป็นอาการเคลื่อนไหวของกายที่เห็นได้ชัด รู้สึกได้ง่ายกว่าการตามรู้ลมหายใจที่ผ่านเข้าออกรูจมูกที่จุดเดียว

ถ้าบริกรรมภาวนาพุทโธหรือตามรู้ลมหายใจเพียงอย่างเดียวแล้วยังแอบคิดเรื่องอื่นได้อีก ให้บริกรรมภาวนาพุทโธกำกับการตามรู้ลมหายใจจะทำได้ง่ายกว่า

ของหยาบเป็นสิ่งที่สังเกตตามรู้ได้ง่าย แต่ความง่ายนี่เองย่อมสร้างกำลังของจิตได้น้อยตามไปด้วย ดังนั้นผู้ฝึกจึงต้องเลือกวิธีฝึกที่ยากขึ้นต่อไปเพื่อสร้างจิตให้มีกำลังมากขึ้น

ผู้ฝึกที่เริ่มจากหยาบไปละเอียดจะรู้ตัวได้เองว่าที่ว่าละเอียดนั้นยังหยาบอยู่ เพราะเมื่อฝึกไปแล้วจะพบว่าในความละเอียดยังมีความละเอียดสุดละเอียดยิ่งกว่าเดิมต่อไปอีกหลายขั้น จะได้พบความรู้แปลกๆใหม่ๆที่ทำให้ฉงนสงสัยว่าในชีวิตนี้ยังมีของแปลกที่ตนไม่เคยได้พบมาก่อนอยู่อีกมากมาย

เมื่อจิตละเอียดมีกำลังมากขึ้น จะสามารถใช้ปัญญาพิจารณาได้ละเอียดมากขึ้น เมื่อใช้ปัญญาขั้นละเอียด ส่งผลให้สมาธิละเอียดตาม ทำให้ได้รู้ได้เห็นสิ่งที่ละเอียดขึ้นไปเรื่อยๆ

ส่วนคนที่สำคัญตัวเองผิด ไม่รู้จักประเมินความสามารถของกำลังจิตตัวเอง แล้วฝึกข้ามขั้น จับละเอียดก่อนหยาบ ฝึกตามดูจิตก่อนรู้กาย จะได้รู้เท่าที่เคยรู้อยู่เท่านั้น ซึ่งคนกลุ่มนี้มักเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ได้รู้นั้นละเอียดที่สุดแล้ว

เนื่องจากจิตมีธรรมชาติที่ไม่อยู่นิ่ง ยากจะตามรู้จิตได้ทัน ดังนั้นถ้าจะเรียนรู้เรื่องของจิต จึงต้องเริ่มต้นจากการตามรู้อารมณ์ที่หยาบไปสู่อารมณ์ที่ละเอียดกว่าขึ้นไปเรื่อยๆ ต้องเลื่อนจากหยาบไปละเอียด ฝึกจากง่ายไปยาก อย่านึกว่าสิ่งที่ตนเองรู้นั้นละเอียดพอแล้ว อย่าหลงยึดว่าถึงที่สุดแล้ว หารู้ไม่ว่ายังมีสิ่งซึ่งละเอียดยิ่งกว่าเดิมอยู่อีกมาก เหมือนกับคนที่ใช้สายตาธรรมดาย่อมไม่สามารถมองเห็นเชื้อโรคในน้ำ แต่ยังเถียงคอเป็นเอ็นว่าน้ำสะอาดบริสุทธิ์ ซึ่งจะรู้ได้จริงต่อเมื่อมองผ่านกล้องจุลทรรศน์

ขอให้เริ่มจากง่าย ไปสู่ยาก จากหยาบไปสู่ละเอียด แล้วจะพบว่าไม่ยากอย่างเคย

วิปัสสนาเป็นเป้าหมายสำคัญของการปฏิบัติกรรมฐาน มุ่งให้เกิดปัญญารู้แจ้งเห็นจริง เพื่อรู้ทันและสามารถเอาชนะกิเลส จะได้ไม่ต้องหวนกลับมาเกิดอีก

วิปัสสนาเป็นเรื่องง่ายที่จะพูดถึง อย่างบอกให้คิดพิจารณาการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ให้เข้าใจว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ใครๆก็สอนกันได้ พูดถึงกันได้ คิดกันได้ และเข้าใจกันได้ ทำให้นักปริยัติซึ่งอ่านตำรับตำรามาเยอะ จำมามาก หรือคนชอบคิด พอพบว่าธรรมะช่วยทำให้ชีวิตมีความสุขสงบมากขึ้น มักนึกเข้าใจกันเอาเองว่า วิธีที่ตนฝึกใช้ได้แล้ว

ถ้าวิปัสสนาเป็นเรื่องง่าย ทำไมในช่วงที่พุทธองค์ทรงตรัสรู้ใหม่ๆ จึงทรงท้อพระทัยว่า ธรรมนั้นลึกซึ้งยิ่งนัก ไม่ง่ายสำหรับบุคคลทั่วไปจะเข้าใจ

ส่วนสมาธิ แม้อธิบายวิธีปฏิบัติให้เข้าใจกันได้ แต่มิใช่ง่ายกว่าจะฝึกฝนจนจิตสงบ สาเหตุที่อ้างว่าไม่ต้องฝึกสมาธิให้มากนักหรอก ที่แท้เพราะตัวเองฝึกสมาธิไม่สำเร็จเสียที

การปฏิบัติธรรมมิได้จบเพียงแค่ความเข้าใจ หากต้องฝึกจนรู้เท่าทันกิเลส เข้าใจในเหตุและผล ที่ไปที่มา และเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง จึงเรียกได้ว่า รู้แจ้ง และต้องมีเชื่อเต็มร้อยในความรู้นั้น เพราะได้ประสบพบเห็นจากการฝึกปฏิบัติของตนเองจน เห็นจริง อีกด้วย

นิวรณ์ แปลว่า เครื่องกั้น ใช้หมายถึงธรรมที่เป็นเครื่องปิดกั้นหรือขัดขวางไม่ให้บรรลุความดี ไม่เปิดโอกาสให้ทำความดี และเป็นเครื่องกั้นความดีไว้ไม่ให้เข้าถึงจิต เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้ปฏิบัติบรรลุธรรมไม่ได้หรือทำให้เลิกล้มความตั้งใจปฏิบัติไป

นิวรณ์ มี 5 อย่าง คือ

1. กามฉันทะ ความพอใจ ติดใจ หลงใหลใฝ่ฝัน ในกามโลกีย์ทั้งปวง
2. พยาบาท ความไม่พอใจ จากความไม่ได้สมดังปรารถนาในโลกียะสมบัติทั้งปวง
3. ถีนมิทธะ ความขี้เกียจ ท้อแท้ อ่อนแอ หมดอาลัย ไร้กำลังทั้งกายใจ ไม่ฮึกเหิม
4. อุทธัจจะกุกกุจจะ ความคิดซัดส่าย ตลอดเวลา ไม่สงบนิ่งอยู่ในความคิดใดๆ
5. วิจิกิจฉา ความไม่แน่ใจ ลังเลใจ สงสัย กังวล กล้าๆกลัว ไม่เต็มร้อย ไม่มั่นใจ

ความอธิบายข้างต้นนี้เป็นความหมายที่กล่าวกันทั่วไป ซึ่งครูบาอาจารย์ท่านกล่าวว่า ในการปฏิบัติกรรมฐาน กามฉันทะนี่แหละเป็นเหตุสำคัญทำให้ฝึกไม่ก้าวหน้า

กามฉันทะในแง่ของการปฏิบัติ มิได้มีความหมายถึงความรักใคร่จากเพศสัมพันธ์ แต่หมายถึงความอยากได้ความสุข อยากปฏิบัติเพื่อให้ทุกข์หายไป ซึ่งความอยากนี้เองทำให้เมื่อหลับตาลงแล้วพบแต่ความคิดนึกวุ่นวายแสดงตัวขึ้นมา ยิ่งคิดว่าตั้งใจจะไม่คิด ยิ่งกลายเป็นคิดซึ่งทำให้ไม่สงบเสียเอง เมื่อผู้ฝึกพยายามทำให้จิตสงบแต่กลับพบกับความไม่สงบ ย่อมเกิดความไม่พอใจมากขึ้น เครียดมากขึ้น แล้วรู้สึกท้อแท้เบื่อหน่าย ไม่แน่ใจว่าวิธีปฏิบัติของตนทำไปถูกทางหรือไม่

แม้ความสุข ความพ้นทุกข์ เป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา แต่ขอให้เข้าใจด้วยว่าความสุขหรือความพ้นทุกข์ที่เกิดขึ้น เป็นผลที่จะเกิดตามมาจากการปฏิบัติ ผู้ฝึกกรรมฐานไม่มีหน้าที่จะต้องไปขวนขวายหาความสุข หรืออยากให้ความสุขเกิดขึ้นได้เร็วๆ



การปฏิบัติกรรมฐานคล้ายกับการปลูกต้นไม้ ต้องเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ดี หมั่นพรวนดิน รดน้ำต้นไม้ พอมันแตกหน่อออกใบ ในไม่ช้าย่อมออกดอกออกผลให้ได้ทานกันในที่สุด

ขอให้ตั้งใจปฏิบัติธรรมด้วยความอดทน สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงใช้เวลาสะสมบุญบารมีมานับชาติไม่ถ้วนและใช้เวลาบำเพ็ญเพียร 6 ปีจึงตรัสรู้ ดังนั้นถ้าจะตั้งระยะเวลาปฏิบัติธรรมไว้นานกว่าพระองค์ อย่างน้อยสักสองหรือสามเท่า ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก

ธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสิ่งประเสริฐและหาได้ยาก การที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ถือเป็นโชคดีขั้นหนึ่งแล้ว แต่โชคที่หาได้ยากกว่านั้นคือการได้เกิดมาเป็นคนไทย ได้ใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนา สามารถอ่านเขียนพูดภาษาไทย หรือถ้าได้ฝึกปฏิบัติธรรมไปด้วย ย่อมเป็นการใช้โอกาสที่หาได้ยากนี้ทำให้ไม่เสียทีที่เกิดมา

ผู้มีความทุกข์ร้อนใจ เมื่อหาทางแก้ไขปัญหาไม่ได้ มักหันหน้าเข้าวัดพึ่งรสพระธรรม พอได้รับความสงบขึ้นมาแม้เพียงน้อยนิด จะรู้สึกถึงความสุขที่ตนไม่เคยพบมาก่อน บ้างขอแค่ได้ตักบาตรทำบุญ บ้างขอแค่ได้เข้าวัดนานๆทีครั้ง บ้างเที่ยวเดินทางไปกราบพระ 7 วัด 9 วัด บางคนย้ายบ้านเข้าไปอยู่ในวัดเสียเลย

ความสงบนี่แหละทำให้ไม่ก้าวหน้าไปอีกขั้นในทางธรรม บางคนพอศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แล้วซาบซึ้งใจ จึงขวนขวายใคร่รู้ในทางธรรมมากขึ้น อยากศึกษาพระไตรปิฎกให้เข้าใจทะลุปรุโปร่ง บางคนถึงกับเข้าสอบนักธรรมเป็นขั้นตรีโทเอก กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเก่งกาจในอภิธรรม มีความสามารถในการท่องธรรมภาษาบาลีได้คล่องแคล่ว นี่เป็นเพราะติดกับความสุขความสงบที่ได้จากแค่ศึกษาขั้นทฤษฎีที่เรียกว่าขั้นปริยัตินั่นแหละ

ความสงบในขั้นปฏิบัติ เป็นสิ่งที่ทำให้ไม่ก้าวหน้าไปอีกขั้นได้เช่นกัน และเป็นความสงบที่ทำให้คนที่ปฏิบัติวิธีนั้นๆต่างยึดถือวิธีของตนว่าถูกต้องที่สุด กลายเป็นเรื่องให้ทะเลาะเบาะแว้งกันว่าวิธีใดคือวิธีที่ถูกต้อง ครูบาอาจารย์ท่านกล่าวว่า ถ้าต่างปฏิบัติให้ถึงที่สุดแล้ว ขอให้ทำให้เป็น ทำให้ถึง จะไม่มีเรื่องใดที่ต้องมาทะเลาะกันเลย


การปฏิบัติธรรมเริ่มจากศีล สมาธิ ปัญญา ศีลช่วยทำให้จิตสงบได้ขั้นหนึ่ง พอมีสมาธิทำให้เกิดความสงบลึกซึ้งเข้าไปอีกขั้นหนึ่ง พอใช้ปัญญาจะพบกับความสงบที่ละเอียดกว่าเดิมเข้าไปอีกขั้นหนึ่ง ผู้ซึ่งไม่เคยทำความสงบถึงขั้น ย่อมไม่มีทางเข้าใจได้เลยว่าความสงบที่ละเอียดลึกซึ้งกว่านั้นเป็นอย่างไร

ในสังคมอันยุ่งเหยิงปัจจุบันนี้ ทุกคนต้องแก่งแย่งชิงดีเอารัดเอาเปรียบกันมากขึ้น เป็นชีวิตประจำวันที่ขาดคุณภาพ พอหันหน้าเข้าวัด ได้พบพระธรรมขั้นต้น ฝึกให้มีสติตามรู้กายเวทนาจิตธรรมตลอดเวลา ย่อมทำให้พบกับความสงบในใจที่ตัวเองไม่เคยประสบมาก่อน เหมือนน้ำร้อนมาพบกับน้ำแข็งหรือน้ำเย็นที่มีอุณหภูมิต่างกันอย่างชัดเจน ทำให้ยึดติดกับความสงบที่เพิ่งได้รับรู้นี้เป็นอย่างยิ่ง โดยหารู้ไม่ว่ายังมีพระธรรมขั้นที่สามารถให้ความสงบได้ลึกซึ้งกว่าอยู่อีก

ผู้เพิ่งยินดีกับความสงบ ต้องอย่าประมาทว่า ความสงบที่ตนมีนั้นเป็นความสงบที่แท้จริง อย่าเพิ่งยึดเอาความสงบแค่นั้น อย่าเพิ่งดีใจ อย่าเพิ่งยึดติดกับวิธีปฏิบัติของตน อย่าคิดเพียงแต่ว่าทำได้แค่นี้ดีที่สุดแล้ว ขอให้คิดเฉลียวใจสงสัยไว้เสมอว่า ยังถูกกิเลสหลอกอยู่หรือไม่

พยายามหาให้พบว่าในความสงบที่ว่านั้น ยังมีความไม่สงบแฝงตัวอยู่อีกเยอะแยะไปหมด แต่ทำไมตนจึงไม่สามารถเห็นความไม่สงบนั้นล่ะ พึงระลึกไว้เสมอว่า มีแต่การบรรลุอรหัตผลเท่านั้น จึงเป็นความสงบที่แท้จริง กว่าจะถึงเวลานั้น ธรรมของจริงที่ว่าจริง ย่อมยังมีธรรมของปลอมแอบแฝงอยู่อีก

พอเอ่ยถึง ฌาน มักนึกถึงฌานของพวกฤๅษี แล้วทำให้ไม่อยากติดอยู่ในฌาน เพราะอ่านพบว่า พอตายไปจะเกิดเป็นพรหมหรืออรูปพรหม กว่าจะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อมีโอกาสบำเพ็ญบุญบารมีอีก จะต้องใช้เวลานานอีกกี่อสงไขยก็ไม่รู้ หรือเข้าฌานแล้วจะทำให้มีอิทธิฤทธิ์ต่างๆนานา ซึ่งเห็นว่าไม่ใช่ทางสายตรงมุ่งสู่มรรคผลนิพพาน ซึ่งผู้ที่กล่าวเช่นนี้ไม่เห็นมีใครสักคนที่เคยเข้าฌานได้สำเร็จ มีแต่บอกกันไปแล้วพากันกลัว ฌานจึงกลายเป็นเรื่องน่ากลัว เป็นเรื่องที่ติดป้าย "ต้องห้าม"

หากฌานเป็นสิ่งต้องห้าม เหตุใดจึงมีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกบ่อยครั้ง หากฌานที่ว่าไว้เป็นฌานของพวกฤๅษี ทำไมจึงไม่ตัดออกไปจากพระไตรปิฎกไปเสียเลยตั้งแต่แรก ยิ่งในยุคของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีผู้ฝึกฌานแบบฤๅษีมากมาย ไม่จำเป็นต้องเขียนบันทึกไว้ในพระไตรปิฎกให้ละเอียด นี่แสดงว่าฌานต้องมีประโยชน์อย่างยิ่ง

ฌานก็คือฌานของศาสนาพุทธ ขอให้ฝึกโดยใช้มรรคแปดให้ครบ เมื่อมีสัมมาทิฏฐิเป็นที่ตั้ง มุ่งละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส แล้วจะไปกลัวฌานทำไม

ปัจจัตตัง หมายถึง ความรู้ที่เข้าใจได้เฉพาะตน ยากจะอธิบายให้คนอื่นเข้าใจ จึงมักใช้การเปรียบเปรยอุปมาอุปมัยเทียบกับเรื่องนั้นเรื่องนี้ที่ใกล้ตัวให้พอเข้าใจกัน ถ้าใครเคยผ่านสภาวะ เคยสงสัยเรื่องนั้นมาก่อน พอปฏิบัติจนเข้าใจ สามารถหาคำตอบได้แล้ว เรียกได้ว่าผ่านสอบไล่ขั้นนั้นมาแล้ว พอได้พบปะพูดจาหรือหารือข้อธรรมกัน จะมองออกว่าใครที่ยังไม่ผ่าน

ส่วนคนที่ยังไม่ผ่าน จะมองไม่ออกว่า คนที่ผ่านขั้นนั้นไปแล้วเป็นยังไง คนที่ไม่เคยสัมผัสกับความสงบจากสมาธิที่ตั้งมั่น ย่อมไม่มีทางทราบว่าความสงบเช่นนั้นเป็นอย่างไร

คนที่สามารถทำสมาธิได้แค่เพียงขั้นต้น ย่อมไม่มีทางเข้าใจว่าสมาธิขั้นที่สูงกว่ามีลักษณะเป็นเช่นใด

คนที่ไม่เคยปฏิบัติให้จิตสงบเป็นสมาธิ ย่อมไม่ทราบว่า กว่าจะเป็นสมาธิได้นั้นต้องผ่านการใช้ปัญญามากขนาดไหน

คนที่ไม่เคยลองปฏิบัติ ย่อมไม่มีทางรู้ ซึ่งที่อ้างว่ารู้กัน มักได้จากการอ่านหรือฟังตามเขามา แล้วคิดกันไปเองแทบทั้งนั้น

คนที่เลี่ยงไม่ปฏิบัติต่างยกเหตุผลเข้าข้างตัวเอง อ้างเรื่องจริตบ้าง อ้างคำสอนของครูบาอาจารย์บ้าง อ้างว่าทางนั้นเป็นทางลัดกว่าบ้าง อ้างกันสารพัด แต่ไม่ได้อ้างการปฏิบัติของตัวเอง

ครูบาอาจารย์บางท่านเมตตาแนะนำว่า "คนที่ชอบคิดควรฝึกใช้ปัญญาไปก่อนแล้วจึงฝึกสมถะตามหลัง" บางท่านสอนว่า "คนชอบคิดต้องบังคับให้สงบให้มากก่อน" คุณอ่านแล้วเห็นว่าท่านพูดขัดกันหรือไม่

บางคนพอเห็นคำสอน "คนที่ชอบคิดควรฝึกใช้ปัญญาไปก่อน..." ตนจึงฝึกใช้ปัญญาไปเลย แต่ไม่ยอมฝึกสมาธิ ไม่ต้องฝึกสมถะก็ได้หรือรอๆไว้ก่อน คนที่คิดทำแบบนี้แสดงว่าเป็นคนชอบคิด แต่คิดแบบไม่ใช้ปัญญาคิดตามเท่าใดนัก

ถ้าอ่านและพิจารณาให้ดี คำสอนทั้งสองแบบ มีความหมายเดียวกัน

ไม่ว่าจะเป็นสมาธิหรือวิปัสสนา ความสงบ เป็นจุดมุ่งหมายแรกสุดที่ต้องผ่านให้ได้ก่อน ถ้าปราศจากความสงบย่อมยากจะพิจารณาสิ่งต่างๆอย่างละเอียดแล้วเห็นผลอย่างชัดเจน ดังนั้นคนที่ชอบคิด ต้องฝึกใช้ปัญญาของตัวเอง คิดหาทางทำให้จิตสงบให้ได้ก่อน ถ้าเป็นคนที่ติดคิดไม่มาก แค่ยกผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ขึ้นมาพิจารณาให้เห็นเป็นของปฏิกูลน่ารังเกียจ ควรทำให้คิดละปล่อยวางเรื่องที่ติดค้างคาใจทิ้งไปได้

แต่ถ้าเป็นคนคิดมากและติดที่จะต้องคิดเพราะมีปัญหาหน้าที่การงานรุมเร้าอยู่ตลอดเวลา ย่อมยากจะทำจิตให้สงบได้ง่าย จึงจำเป็นต้องใช้ทุกวิถีทางเพื่อทำจิตให้สงบ ต้องใช้วิธีทั้งขู่ทั้งปลอบ บางทีต้องหาคำแรงๆด่าตัวเองขึ้นมาในใจเพื่อเตือนสติ หรือคิดพิจารณาถึงความตายของตัวเอง พิจารณาร่างกายของตนให้เห็นเป็นซากศพ กระตุ้นให้รู้สึกตัวว่า หากจะต้องตายในทันที หรือตายในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า อะไรเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่อยากจะทำ และต้องทำให้ได้ จะได้รู้ตัวและเกิดสภาวะจิตใจพร้อมต่อการเริ่มทำสมาธิ ซึ่งวิธีนี้ตรงกับคำว่าปัญญาอบรมสมาธินั่นเอง

เมื่อจิตเริ่มสงบตัวได้บ้างแล้วจากการใช้ปัญญาพิจารณา จากนั้นให้ฉวยโอกาสทำสมาธิต่อไป

ถ้าลองจับลมหายใจเข้าออกแล้วยังหลุดไปคิดถึงเรื่องอื่นได้อีก ให้ลองบริกรรมภาวนาว่าพุทโธกำกับการตามรู้ลม ถ้ายังหลุดจากคำบริกรรมได้อีก ให้ลองบริกรรมพุทโธตามด้วยตัวเลขพร้อมกับตามรู้ลมหายใจไปด้วย หรือจะใช้วิธีคิดสู้กับคิด โดยบังคับให้นึกแต่คำว่าพุทโธๆๆติดต่อกันไปก็ได้ ถ้ายังคิดเรื่องอื่นแทรกเข้ามาได้อีก แสดงว่ายังมีช่องว่างระหว่างคำว่าพุทโธ ต้องเร่งนึกพุทโธเร็วๆให้ถี่ยิบขึ้นไปอีก จิตที่เป็นเหมือนม้าพยศ พอถูกตีเสียบ้าง จะได้เชื่องลง

จากนั้นเมื่อจิตสงบแล้วถอนตัวออกมา ให้รีบฉวยจังหวะนั้นใช้ปัญญาพิจารณาต่อไปทันที นี่เองคือจังหวะของวิปัสสนา ซึ่งมีขอบเขตและที่สุดกว้างไกลกว่าสมาธิยิ่งนัก

คนเพิ่งเริ่มฝึกหัดกรรมฐานส่วนใหญ่มักขวนขวายหาครูบาอาจารย์ และชอบคิดว่าพระดีต้องอยู่ไกล จึงต้องเดินทางไปกราบท่านถึงต่างจังหวัด ทำให้นานๆทีจึงจะมีโอกาสได้เรียนรู้วิธีปฏิบัติกรรมฐานกันสักครั้งหนึ่ง ถ้ากลับมาบ้านแล้วไม่ได้ศึกษาอะไรเพิ่มเติม มักคิดเข้าใจว่าขั้นตอนของการปฏิบัติธรรมมีแค่นั้น เท่าที่ได้ฟังมาจากท่านแค่นั้นแหละ

สถานปฏิบัติธรรมมักเรียกชื่อวิธีฝึกของตนว่าวิปัสสนา พอจบหลักสูตรอบรม 3 วัน 7 วัน ผู้เข้าอบรมจะเอ่ยปากบอกต่อด้วยความภูมิใจว่า ฉันได้ผ่านการฝึกวิปัสสนามาแล้วนะ ทั้งที่บางแห่งเขาสอนเพียงขั้นเตรียมปรับตัวปรับใจให้พร้อมที่จะฝึกกรรมฐานแค่นั้นแหละ

คุณพ่อของผมมีเพื่อนสนิทที่เข้าวัดปฏิบัติธรรมเป็นประจำนับสิบปี เขาชมคุณพ่อว่า เท่าที่คุณพ่อพยายามฝึกให้มีสติอยู่ตลอดเวลานั้นพอแล้ว คุณพ่อเล่าเรื่องนี้ให้คนรอบข้างฟังอย่างภาคภูมิใจ เลยกลับทำให้คุณพ่อไม่สนใจสมาธิ ท่านมุ่งแต่สติแค่นั้นแหละ

หลายคนปฏิบัติธรรมแล้วรู้สึกว่าชีวิตเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น มีเพื่อนที่เป็นกัลยานมิตรมากมาย กลายเป็นคนติดวัดติดเพื่อน ไปๆมาๆชีวิตเลยมุ่งแต่ความสุขจากการได้ใกล้วัดได้ใกล้เพื่อนแค่นั้นแหละ

แทนที่จะไปวัดบ่อยๆจนวัดกลายเป็นบ้าน ขอให้ทำบ้านของตัวเองให้เป็นวัด ควรพยายามขวนขวายเรียนรู้ธรรมะจากครูบาอาจารย์หลายๆรูป แล้วนำสิ่งที่เรียนรู้มาฝึกปฏิบัติธรรมที่บ้านของตัวเองให้มากที่สุด การไปวัดบ่อยๆแม้มีโอกาสกราบเรียนถามข้อสงสัยได้ทันที แต่แสดงว่าตัวเองยังเอาตัวไม่รอด ไม่ยอมหาทางแก้ปัญหาด้วยตนเอง อย่างนี้เรียกว่า สอบยังไม่ผ่าน

การได้เรียนรู้คำสอนของครูบาอาจารย์หลายรูปโดยเฉพาะจากหลวงปู่และหลวงตา แม้ไม่ได้เข้าไปกราบท่านด้วยตัวเอง แต่ได้เปิดเทปฟังคำเทศนาจากซีดีหรืออ่านหนังสือธรรมให้มาก จะช่วยเปิดหูเปิดตาให้ทราบว่าท่านสอนอะไรเหมือนกันบ้าง แล้วจะพบว่าท่านมีความคิดความเห็นและแนะนำวิธีปฏิบัติเป็นไปในทางเดียวกันทั้งนั้นแหละ

ขอให้ติดตามคำเทศน์หลายๆครั้งของครูบาอาจารย์แต่ละท่านให้ตลอด เพราะบางครั้งท่านอาจเน้นไปในทางสมาธิ บางครั้งเน้นไปทางปัญญาวิปัสสนา บางครั้งเน้นทั้งสมาธิและปัญญา แต่ถ้าทุกครั้งท่านสอนให้ใช้แต่ปัญญา ต้องติดใจสงสัยไว้บ้าง ต้องสังเกตด้วยว่าการเทศน์แต่ละครั้งผู้ฟังเป็นฆราวาสหรือพระสงฆ์ หรือท่านเทศน์เพื่อตอบปัญหาของคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่ฟังแค่ครั้งสองครั้งแล้วสรุปว่าท่านสอนเรื่องนี้ไว้แค่นั้น

ผู้ที่เพิ่งหันมาสนใจธรรมะ พอเรียนรู้ว่าทาน ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นสิ่งสำคัญ เมื่อได้รับความสุขที่ตนไม่เคยได้รับมาก่อนจากทาน ศีล สมาธิ ปัญญา จะรู้สึกว่าตัวเองก้าวหน้าเหลือเกิน ซึ่งความก้าวหน้านี่แหละกลายเป็นกับดัก หลอกให้หลงผิดว่า แค่นี้แหละพอแล้ว ฉันไปในทางที่ถูกต้องแล้ว บางคนถึงกับคิดไปว่าบรรลุแล้ว โดยหารู้ไม่ว่า ความสุขกับความทุกข์ หรือขาวกับดำที่ตัวเองเห็นได้ชัดในความแตกต่างกันนั้น ความสุขที่ตัวเองได้รับยังไม่ใช่ความสุขที่แท้จริงหรอก ถ้าเอาสีขาวที่ตัวเองว่าขาวแล้วไปเทียบกับสีขาวของผู้อื่น สีขาวที่ว่าขาวอาจกลายเป็นสีเทาไปก็ได้

การเข้าวัดเข้าหาธรรมะ มีจุดประสงค์เพื่อแสวงหาความสุข อยากได้ความสุขกันทั้งนั้น แต่แปลกไหมว่า ในคำสอนอริยสัจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำไมจึงเริ่มจากทุกข์ ทำไมจึงไม่เริ่มจากสุข

ผู้ที่จะก้าวหน้าอย่างแท้จริง ต้องเรียนรู้ว่าทุกข์เป็นอย่างไร อะไรคือต้นเหตุของทุกข์

ช่วงแรกๆที่เพิ่งเริ่มฝึกสมาธิ จะรู้สึกว่ายิ่งฝึกยิ่งทำให้เป็นคนคิดมาก ทำไมจึงหยุดคิดไม่ได้ ทำไมจึงคิดมากอย่างนี้ แล้วรู้สึกท้อแท้ เบื่อหน่าย ไม่อยากฝึกสมาธิต่อไป โดยหารู้ไม่ว่า อาการแบบที่ตนกำลังประสบอยู่นั้นแสดงถึงความก้าวหน้า เพราะเริ่มตามรู้ทันจิตใจของตัวเองว่าแท้จริงมันมีอาการอย่างไร จิตมันดิ้นเหมือนลิงที่อยู่ไม่สุข

ส่วนคนที่ฝึกได้ไม่นานแล้วบอกตัวเองว่า ยิ่งฝึกยิ่งพบกับความสงบ นั่นแหละเป็นกับดักของความก้าวหน้า

มันสงบของมันเองได้กระนั้นหรือ ความสงบต้องเกิดขึ้นจากการกระทำ กว่าจะหาทางดับทุกข์ได้ ต้องใช้เวลาฝึกปฏิบัติมิใช่น้อย จึงจะเกิดความสงบที่แท้จริง ถ้ามันสงบได้ง่ายๆ ทำไมในอริยสัจจึงต้องมีมรรค ทำไมจึงมีคำเตือนให้ระวังเรื่องวิปัสสนูปกิเลสซึ่งทำให้หลงว่าฝึกสำเร็จเป็นอริยบุคคลไปแล้ว 

นับสิบปีในการปฏิบัติธรรม ได้เห็นเพื่อนฝูง คนรู้จัก คนใกล้ชิด หันหน้าเข้าหาทางธรรมกันก็น่ายินดี บ้างมุ่งไปทางยุบหนอพองหนอ สัมมาอรหัง ดูรูปนาม ดูจิต พุทโธ หรือจับลมหายใจเข้าออก ต่างคนต่างติดอกติดใจในวิธีปฏิบัติสายของตน แต่มีเยอะเหมือนกันที่เปลี่ยนวิธีปฏิบัติไปเรื่อยๆ พอฝึกได้สักพักไม่เห็นผล จึงย้ายไปสนใจฝึกสายอื่น ซึ่งผมเป็นคนหนึ่งล่ะที่เป็นแบบนี้ จนสุดท้ายมาจบที่สายพุทโธจับลมหายใจเข้าออก

แรกๆอยากรู้ว่าการปฏิบัติธรรมนั้นเป็นอย่างไร ก่อนจะตัดสินใจเลือก ผมพยายามเที่ยวตามหาครูบาอาจารย์ พร้อมกันนั้นพยายามหาหนังสือธรรมอ่าน หาซื้อหนังสือธรรมมาอ่านแล้วเก็บไว้เต็มตู้ อ่านจนหมดร้านหนังสือก็ยังหาเส้นทางของตัวเองไม่ได้ แล้วหาหนังสืองานศพที่มักมีบทความธรรมะมาอ่าน อ่านพระไตรปิฎกจนตัวเองสามารถพูดจาภาษาธรรมได้คล่อง แต่สุดท้ายมาจบที่คำสอนของพระหลายๆรูปว่า ถ้าอยากได้ธรรมะต้องทำเอาเอง แทนที่จะมุ่งหาพระไตรปิฎกตัวนอก ต้องปฏิบัติธรรมเพื่อสร้างพระไตรปิฎกตัวในให้เกิดขึ้นภายในใจของตัวเองต่างหาก

ถ้าคุณกำลังคิดจะเริ่มปฏิบัติธรรมแล้วไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นสายไหนดี ขอแนะนำตามนี้

  1. ก่อนจะไปพึ่งใคร ต้องยึดหลักว่า ตนเป็นที่พึ่งของตน แต่คนส่วนใหญ่ที่เริ่มหันหน้าเข้าหาวัด มักเป็นเพราะตนมีความทุกข์แล้วหวังวัดเป็นที่พึ่ง แล้วยึดวัดเป็นบ้านแทนที่จะทำบ้านให้เป็นวัด จนแล้วจนรอดยังหาทางช่วยตัวเองไม่ได้
  2. หาหนังสือมาอ่านหรือหาเทปซีดีธรรมมาฟัง เพื่อให้คุ้นกับศัพท์ธรรมะบ้าง พอจะเข้าใจความหมายของคำที่ใช้กันทั่วไป เช่น ขันธ์ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แต่ไม่ต้องถึงขนาดสามารถอ่านพระไตรปิฎกเข้าใจทุกคำ (จากหนังสือจะให้รายละเอียดได้ชัดเจนกว่าการฟัง ควรหาหนังสือที่ครูบาอาจารย์ท่านตั้งใจเขียนอธิบายเรื่องสมาธิปัญญาอย่างละเอียดมาอ่าน อ่านซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายๆรอบ จะพบว่าการฝึกปฏิบัติ จะช่วยทำให้เข้าใจเนื้อหาในหนังสือเล่มเดิมแตกต่างจากที่เคยเข้าใจอยู่เสมอ)
  3. ลองฝึกเองที่บ้าน โดยลองวิธีฝึกของหลายๆสายเพื่อดูว่าตัวเองถนัดวิธีใดที่สุด แต่อย่าเพิ่งหลงเข้าใจว่าวิธีที่ตนชอบหรือเห็นว่าง่ายนั้นเหมาะกับตัวเองแล้ว ขอให้คิดว่าถ้ามันทำกันได้ง่ายๆ ป่านนี้คงมีอรหันต์กันเต็มบ้านเต็มเมือง
  4. ลองเข้าคอร์สที่จัดอบรมธรรมะ หรือเข้าวัดเพื่อฝึกปฏิบัติธรรม เพียงเพื่อทำให้เข้าใจขั้นตอนการฝึกว่าเป็นอย่างไร ติดขัดสงสัยอะไรสามารถติดต่อสอบถามจากครูบาอาจารย์
  5. การเลือกครูบาอาจารย์ ขอให้รอไว้เป็นขั้นสุดท้าย อย่ายึดติดกับวิธีการหรือคำสอนของท่านใดท่านหนึ่ง ขอให้พยายามศึกษาคำสอนของพระหลายๆรูปเพื่อทราบถึงความเหมือนหรือความแตกต่าง ควรเลือกครูบาอาจารย์ที่สอนตามแบบฉบับที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วนับสิบปี มีทั้งพระและฆราวาสเป็นศิษย์ที่รับคำสอนของท่านไปปฏิบัติตาม ซึ่งไม่ว่าจะเลือกใครเป็นครูบาอาจารย์ ต้องยกย่องกราบพระพุทธเจ้าเป็นครูสูงสุดเสมอ และอย่าไปเข้าพิธีไหว้ครูใดๆที่ยึดเอาแค่พระหรือคนเป็นครูโดยไม่มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานอย่างเด็ดขาด

การฝึกปฏิบัติธรรมทุกสายต่างเป็นเส้นทางที่ใช้ได้ทั้งหมด เปรียบเหมือนขับรถในถนนซอย  พอฝึกถึงขั้นแล้ว ย่อมออกสู่ถนนใหญ่เส้นเดียวกัน ซึ่งครูบาอาจารย์มักกล่าวแบบเดียวกันว่า จะฝึกสมาธิแบบใดก็ได้ แต่ถ้าเลือกใครเป็นครูบาอาจารย์แล้วขอให้ฝึกตามวิธีที่ครูบาอาจารย์ท่านใช้ เพราะแต่ละท่านชำนาญวิธีเฉพาะตัวของท่านต่างกันไป

พึงสังเกตว่า ถ้าตัวผู้เป็นครูไม่สามารถเล่าอดีตหรือแนะนำวิธีปฏิบัติของตัวเองได้ทั้งข้อผิดพลาดและข้อควรระวัง นั่นแสดงว่าเป็นครูที่ได้แต่เปิดตำราสอน ถ้าครูยังต้องใช้บทเรียนของศิษย์มาเป็นครูของตัวเอง อย่างนี้เรียกว่าใช้วิธีลองผิดลองถูกกับคนอื่นเขา

ส่วนการที่ครูยังต้องไปมาหาสู่ไปกราบครูบาอาจารย์ท่านอื่น ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่ครูต้องเรียนรู้จากครูของท่านเช่นกัน ตัวท่านเองยังต้องสงวนเวลาส่วนตัวแสวงหาความสงบเพื่อมุ่งปฏิบัติให้เต็มที่เช่นเดียวกับคนทั่วไปเหมือนกัน เหมือนกับคำว่า พระเข้าป่าเหมือนโยมเข้าวัด พระอยู่วัดเหมือนโยมอยู่บ้าน

ท้ายสุดของการเริ่มปฏิบัติธรรม ต้องเริ่มต้นด้วยความตั้งใจ มุ่งมั่นที่จะปฏิบัติธรรมอย่างเอาจริงเอาจัง อย่ารีบร้อนอวดอ้างเรียกครูบาอาจารย์ท่านใดว่าอาจารย์ จนกว่าตนจะทำตัวเป็นลูกศิษย์ที่ดีพอให้ได้ก่อน ถ้ายังปฏิบัติตัวตามที่ท่านสอนได้ไม่เต็มที่ ยังปฏิบัติตัวตามศีล 5 ได้แค่ 4.5 พึงเรียกท่านว่าหลวงพ่อ หลวงปู่ หลวงตาไปพลางก่อน แม้ตัวเองจะมีความตั้งใจกราบท่านเป็นพ่อแม่ครูบาอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่งแล้วก็ตาม

 

ภาวนา แปลว่า การเจริญ การอบรม การทำให้มี ให้เป็นขึ้น หมายถึง การทำจิตใจให้สงบและทำปัญญาให้เกิดขึ้น ด้วยการฝึกฝนอบรมจิตซึ่งเรียกชื่อไปต่างๆ เช่น การบำเพ็ญกรรมฐาน การปฏิบัติกรรมฐาน การทำกรรมฐาน การทำสมาธิ การเจริญภาวนา การเจริญจิตภาวนา โดยท่านแบ่งเป็น 2 แบบใหญ่ๆ คือ สมถภาวนา และวิปัสสนาภาวนา

เมื่อใดได้ฟังครูบาอาจารย์สอนว่าให้ภาวนาเยอะๆ ท่านหมายถึงให้ปฏิบัติให้มาก ถ้าท่านไม่ได้กล่าวชัดเจนว่าให้ภาวนาอย่างไร ผู้ฝึกกรรมฐานพึงทำความเข้าใจว่า ท่านบอกให้ปฏิบัติตามวิธีที่ท่านใช้หรือตามวิธีที่ท่านสอนนั่นเอง ถ้าท่านกำลังอธิบายเรื่องให้ใช้คำบริกรรม ดังนั้นคำว่าภาวนาย่อมหมายถึงให้บริกรรมภาวนา แต่ถ้าท่านกำลังอธิบายเรื่องอุบายในการพิจารณาทางปัญญา แสดงว่าภาวนาหมายถึงให้คิดใช้ปัญญา

ปัญญาชนซึ่งผ่านการศึกษาขั้นสูง เป็นดอกเตอร์ นักธรรม นักวิชาการที่อ่านมามาก คิดมามาก มักชอบมองข้ามเรื่องที่นึกว่า ตัวเองเข้าใจแล้วเป็นอย่างดี อย่างวิธีฝึกสั้นๆ ง่ายๆ สามารถทำได้ทุกสถานที่ ทุกกาล ทุกเวลา ตามที่ท่านสอนให้ฝึกบริกรรมภาวนาว่า พุทโธ ๆ ๆ ติดต่อกัน ก็มักจะไม่สนใจไม่คิดที่จะลองนำมาปฏิบัติ เพราะทึกทักกันเอาเองว่าการฝึกแบบนี้ แค่นี้ จะช่วยทำให้จิตสงบได้ยังไง ถ้ามัวแต่คิดพุทโธๆๆ เท่ากับเป็นการกระตุ้นให้คิดต่างหาก คิดพุทโธๆแล้วจะสงบได้หรือ แล้วเป็นวิปัสสนาได้อย่างไร

คนชอบใช้ปัญญามักติดนิสัยชอบคิดแล้วไม่สนใจสมาธิภาวนา หรือคิดเข้าข้างตัวเองว่า การที่ตนใช้ปัญญาคิดพิจารณาธรรมจนเข้าใจพระไตรปิฎกอย่างแตกฉานนั่นคือการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา มักถือว่าวิปัสสนาภาวนาเหนือกว่าสมถภาวนาอยู่แล้ว

ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มิได้มีไว้เพียงเพื่อให้ใช้ปัญญาทำความเข้าใจ แต่ต้องอาศัยกำลังสมาธิ ช่วยในการคิดค้น แยกแยะ พิสูจน์จนเข้าใจ สามารถทำซ้ำแล้วซ้ำอีกได้อย่างคล่องแคล่ว จนซึ้งใจแจ้งชัดปราศจากข้อสงสัย แล้วต้องสามารถนำธรรมกลับมาใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน เพื่อขจัดกิเลสโลภโกรธหลงได้ทันท่วงที

ให้นั่งคุกเข่าประนมมือด้วยความตั้งใจ นอบน้อมถึงพระรัตนตรัย

อรหัง สัมมาสัมพุทโธ ภควา พุทธัง ภควันตัง อภิวาเทมิ (กราบ)

สวากขาโต ภควตา ธัมโม ธัมมัง นมัสสามิ (กราบ)

สุปฏิปันโน ภควโต สาวกสังโฆ สังฆัง นมามิ (กราบ)

 

กล่าวคำนอบน้อมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

นโม ตัสสะ ภควโต อรหโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

นโม ตัสสะ ภควโต อรหโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

นโม ตัสสะ ภควโต อรหโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

 

ปฏิญาณตนถือเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึกของตน

พุทธัง สรณัง คัจฉามิ

ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ

สังฆัง  สรณัง คัจฉามิ

 

ทุติยัมปิ พุทธัง สรณัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ สังฆัง  สรณัง คัจฉามิ

 

ตติยัมปิ พุทธัง สรณัง คัจฉามิ

ตติยัมปิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ

ตติยัมปิ สังฆัง  สรณัง คัจฉามิ

 

ขอพระไตรสรณคมณ์เป็นที่พึ่ง ที่ระลึกนับถือ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ตราบเท่าชีวิตของข้าพเจ้า

พุทธัง ชีวิตัง ยาวนิพพานัง สรณัง คัจฉามิ

ธัมมัง ชีวิตัง ยาวนิพพานัง สรณัง คัจฉามิ

สังฆัง ชีวิตัง ยาวนิพพานัง สรณัง คัจฉามิ

 

กล่าวคำสมาทานศีล ๕ ศีล ๘ ตามภูมิของตนที่ตนสามารถจะรักษาได้

อิมานิ ปัญจะ/อัฏฐะ สิกขาปทานิ สมาทิยามิ

อิมานิ ปัญจะ/อัฏฐะ สิกขาปทานิ สมาทิยามิ

อิมานิ ปัญจะ/อัฏฐะ สิกขาปทานิ สมาทิยามิ

ทุกวันนี้มีเส้นทางเข้าหาธรรมะได้ง่ายขึ้น แทนที่จะต้องเดินทางไปถึงวัดเพื่อกราบครูบาอาจารย์ ยุคนี้มีเว็บธรรมะเปิดให้เรียนรู้หรือเขียนปัญหาสนทนาเรื่องการปฏิบัติธรรมได้ทุกเมื่อ ใครสนใจอยากลองปฏิบัติจะเลือกเข้าอบรมที่วัดหรือสมัครเข้าอบรมวิปัสสนากับศูนย์ปฏิบัติธรรมที่เปิดให้อบรมฟรีมากมายหลายแห่ง วิปัสสนาจารย์มีทั้งครูบาอาจารย์ที่เป็นพระและอาจารย์ที่เป็นฆราวาส และยังมีแผ่นซีดีรวบรวมคำสอนแจกกันเกลื่อนกลาด แล้วจะพบคำสอนเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติแตกต่างกันไป เช่น ยุบหนอพองหนอ สัมมาอรหัง พุทโธ อานาปานสติ หรือวิธีฝึกแปลกๆพิสดารอีกมากมาย จากนั้นพออ่านมากรู้มาก จะเริ่มสงสัยว่า อะไรคือสมาธิ อะไรคือสมถะ อะไรคือวิปัสสนา กลายเป็นปัญหาว่า จะเลือกฝึกวิธีไหนดี วิธีใดเป็นวิธีลัดตัดตรงสู่มรรคผลนิพพานได้เร็วที่สุด

เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้มุ่งช่วยชี้ทางให้เข้าใจวิธีปฏิบัติจิต เข้าใจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ง่ายขึ้น โดยพยายามอธิบายให้เข้าใจในภาษาง่ายๆ เพื่อช่วยให้หลายคนที่เคยรู้สึกว่าธรรมะเรื่องนั้นๆยาก แทนที่จะข้ามเรื่องยากนั้นไปแล้วคว้าเรื่องง่ายมาทำแทน จะได้ทราบแนวทางปฏิบัติธรรมไปทีละขั้น วิธีปฏิบัติใดที่ว่ายากก็ต้องขวนขวายหาทางทำให้ผ่านไปให้ได้ เพราะเมื่อเข้าใจที่ไปที่มาด้วยเหตุและผลแล้ว อะไรๆที่ว่ายากจะกลับกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นเอง

หนังสือนี้ไม่สามารถแทนหนังสือธรรมะที่คุณยังต้องอ่าน หรือใช้แทนพระธรรมเทศนาของครูบาอาจารย์ที่คุณยังต้องฟัง เพียงหวังว่าจะอ่านวันละบทสองบท จะอ่านบทใดก่อนก็ได้ แล้วช่วยสร้างความเข้าใจ ช่วยเพิ่มความอยากอ่านหนังสือธรรมะและอยากฟังพระธรรมเทศนา อ่านแล้วฟังแล้วจะ "รู้เรื่อง" สามารถจับประเด็นนำมาปฏิบัติเพื่อ "รู้รสพระธรรม" นำไปยังมรรคผลได้ในที่สุด

บุคคลที่จะได้รับประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้ ได้แก่

  • คนที่อยากเริ่มปฏิบัติธรรมโดยเฉพาะการปฏิบัติสมถวิปัสสนากรรมฐาน
  • คนที่ฝึกมานานแล้วไม่เห็นผล หรือรู้สึกว่าปฏิบัติไปแล้วไม่ก้าวหน้า
  • คนที่อ่านหนังสือธรรมะหรือฟังธรรมครั้งใดไม่เคยรู้เรื่องสักที (ถ้าอยากจะหลับ แค่เปิดฟังซีดีธรรมะได้ประเดี๋ยวเดียวก็เผลอหลับ)
  • คนที่ฝึกแล้วยังไม่รู้ว่าตัวเองเข้าใจถูกหรือผิด เห็นคนนั้นคนนี้ฝึก เขาว่าฝึกแล้วตัวลอย สงบ สว่าง ได้เห็นธรรม แต่ตัวเองไม่เคยได้รู้ได้เห็นอย่างเขาสักที
  • คนที่ฝึกแล้วยิ่งเครียด แทนที่จะสงบยิ่งพบว่าตัวเองยิ่งคิดมากขึ้น
  • คนที่กำลังจะหมดกำลังใจ กำลังจะเลิกฝึกไปทำอย่างอื่น
  • คนที่กลัวไม่กล้าฝึกเพราะฟังมาว่า ฝึกแบบนั้นแบบนี้จะทำให้เป็นบ้า หรือฝึกไปก็เสียเวลา

เนื่องจากในหนังสือนี้มีคำสอนที่ลึกซึ้งของครูบาอาจารย์หลายท่าน ซึ่งนำมาอธิบายเท่าที่ตัวเองพอจะเข้าใจ จึงขอหลีกเลี่ยงไม่กล่าวถึงชื่อของท่าน

ก่อนจะพลิกอ่านหน้าถัดไป ขอความกรุณาเปิดใจให้กว้าง อ่านแล้วลองปฏิบัติตามดูสักพัก อย่างน้อยน่าจะมีเรื่องที่จะเป็นประโยชน์อยู่บ้าง เรื่องใดที่เห็นว่าผิดหรือยังใช้ไม่ได้ โปรดให้อภัยในข้อผิดพลาดเหล่านั้น เพราะแม้ผู้เขียนมีประสบการณ์การฝึกกรรมฐานมาหลายสิบปีแล้วก็ตาม แต่ตราบใดที่ยังไม่บรรลุธรรม ธรรมแท้ย่อมยังคงเป็นของไม่แท้อยู่ดี อย่างไรก็ตามขอให้นำสิ่งที่ตนคิดว่าผิดไปเป็นบทเรียน ค้นคว้าพิสูจน์หาข้อเท็จจริง สิ่งผิดจะกลายเป็นประโยชน์ช่วยให้เห็นเส้นทางที่ถูกต้องได้เหมือนกัน

                                                                 “ v2 ”  

                                                                   13 กุมภาพันธ์ 2554

 

ที่นี่เป็นเสมือนห้องสมุดที่เก็บเรื่องราวที่น่าสนใจเอาไว้

เรื่องดีๆก็ควรทำตาม เรื่องไม่ดีก็อย่าเอาเยี่ยงอย่าง
คุณภาพชีวิตและสังคมของเราจะได้น่าอยู่ขึ้น

Go to top