previous arrow
next arrow

Welcome to XLSiam Signature.

ขอต้อนรับสู่บันทึกของชาวสยาม XLSiam Signature.

เว็บอื่นในเครือ

 
ยาใจ   Excel Expert Training   Table Tennis Tip 

      

 

ที่นี่เป็นเสมือนห้องสมุดที่เก็บเรื่องราวที่น่าสนใจเอาไว้

เรื่องดีๆก็ควรทำตาม เรื่องไม่ดีก็อย่าเอาเยี่ยงอย่าง
คุณภาพชีวิตและสังคมของเราจะได้น่าอยู่ขึ้น

Excel Expert Training

เรียนรู้วิธีใช้ Excel

ยาใจ

ธรรมเป็นโอสถ
แก้ทุกข์ทางใจ

Table Tennis Tip

วิธีเล่นปิงปอง
อย่างมีหลักการ

ความหมายของคำว่า ปัญญา ในพุทธศาสนามีทั้งส่วนคล้ายและส่วนต่างจากที่เข้าใจกันโดยทั่วไป ส่วนที่คล้ายกันเป็นปัญญาซึ่งได้จากการเรียนรู้ได้จากการอ่านหรือฟัง หรือเป็นปัญญาจากการคิดพิจารณาใคร่ครวญด้วยตัวเอง ซึ่งปัญญาทั้งสองประเภทนี้ใครๆมีกันได้ ยิ่งเรียนสูงหรือใช้สมองคิดมากขึ้น ย่อมทำให้มีโอกาสเกิดปัญญาเหล่านี้มากขึ้น

ส่วนความหมายของปัญญาซึ่งมีเฉพาะในศาสนาพุทธเท่านั้น คือ ปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัติกรรมฐาน เป็นปัญญาซึ่งทำให้บรรลุเป็นอริยบุคคล

แม้เรื่องที่ใช้ปัญญาเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ปัญญาที่ได้จากการคิดพิจารณาโดยมีสมาธิเป็นฐาน จะเกิดความรู้ความเข้าใจได้ละเอียดชัดแจ้งกว่า

สัมมาทิฏฐิหรือความเข้าใจที่ถูกต้องเป็นข้อแรกและสำคัญที่สุดของมรรค แม้ในมรรคแปดไม่มีสัมมาวิปัสสนา มีเพียงสัมมาสติและสัมมาสมาธิเป็นข้อสุดท้ายก็ตาม พอเริ่มเข้าใจเส้นทางที่ถูกต้องและดำริชอบที่จะปฏิบัติแล้ว มรรคข้ออื่นๆล้วนเน้นให้ปฏิบัติ (สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ)  วิปัสสนาต้องอาศัยมรรคพร้อมกันทั้งแปดข้อจึงจะสำเร็จเป็นอริยบุคคล

ผู้เรียนอภิธรรมเชี่ยวชาญพระไตรปิฎก แต่ไม่เคยปฏิบัติธรรม จะไม่สามารถเข้าใจเนื้อหาของพระไตรปิฎกได้ถูกต้องตามควร หรือเข้าใจความหมายผิดออกนอกเรื่องนอกราว

ในการปฏิบัติกรรมฐาน จำเป็นต้องใช้ปัญญาอบรมสมาธิและใช้สมาธิอบรมปัญญาในการฝึกแต่ละครั้ง ไม่ใช่ว่าคราวนี้ฉันจะใช้แต่ปัญญา หรือจะขอใช้ปัญญาอย่างเดียวไปสักปีแล้วจึงหันมาฝึกสมาธิกันทีหลัง แล้วที่อ้างว่า สมถยานิกกับวิปัสสนายานิก เป็นเยี่ยงอย่างให้เลือกสมถะหรือวิปัสสนาอย่างเดียวก็ไม่ใช่อีก เพราะสองคำนี้ใช้เรียกผู้สำเร็จเป็นอรหัตผลเท่านั้นว่า ท่านผ่านขั้นสุดท้ายโดยท่านชำนาญสมถะหรือวิปัสสนามากกว่ากัน มิใช่เรื่องของปุถุชนซึ่งยังไม่ผ่านขั้นใดเลยจะนำมาใช้อ้าง

ไม่ว่าจะชำนาญสมถะหรือวิปัสสนามากกว่า ผู้มีปัญญาย่อมหาทางฝึกสมาธิจนได้ แต่ถ้าบอกว่าฝึกสมาธิไม่ได้หรือแนะนำว่าสมาธิไม่จำเป็น อย่างนี้แสดงว่าไม่มีปัญญาเสียเอง

ผู้ฝึกต้องหาทางใช้ปัญญาจัดการกับศัตรูของสมาธิ ถ้าพอนั่งหลับตาตั้งใจจะฝึกสมาธิ แล้วกลับคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่เรื่อยๆ ให้คิดพิจารณาว่า ทำไมจึงต้องคิด คิดตอนนี้แล้วมันเกิดประโยชน์อะไร ถึงคิดไปแล้วมันได้อะไรขึ้นมา เรื่องที่เป็นอดีตผ่านไปแล้วย่อมแก้ไขไม่ได้ เรื่องที่ยังไม่เกิดก็ไม่แน่ว่าอนาคตจะเป็นดังที่คาดคิดไว้ไหม ขอใช้เวลาให้กับตัวเองนั่งสมาธิสักช่วงหนึ่งไม่ได้หรือยังไง ใครจะไปรู้ว่าตัวเองจะตายเมื่อไหร่

ถ้ายังหยุดคิดไม่ได้ ไม่ว่าเรื่องที่คิดจะเป็นเรื่องใด ให้พิจารณาเรื่องนั้นทั้งด้านดีและด้านไม่ดี พิจารณาให้ชัดว่าที่ว่าดีมันดีจริงหรือ ที่ว่าไม่ดีมันไม่ดีจริงหรือ ให้พิจารณากาย แยกอวัยวะน้อยใหญ่เป็นส่วนๆ แยกออกมาเป็นผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก คิดถึงเส้นผมซิว่า ผมบนหัวของตัวเองนั้นมันมีธรรมชาติเป็นยังไง มันเกิดขึ้นจากโลหิตต้องคลุกเคล้ากับน้ำเลือดน้ำเหลืองน้ำหนองบนศีรษะ ผมมันสะอาดไหม ถ้าสะอาดจริงทำไมจึงต้องสระผมด้วย

เรื่องที่ยกขึ้นมาพิจารณา ต้องมุ่งให้ห่างไกลจากกิเลส เกิดความเบื่อหน่ายไม่อยากกลับมาเวียนว่ายตายเกิดในร่างเช่นนี้อีก ซึ่งจะส่งผลให้จิตอ่อนตัวลงแล้วเปิดโอกาสให้ฝึกสมาธิได้ง่ายขึ้น

ตั้งใจฝึกสมาธิให้สงบที่สุด โดยไม่ต้องคิดฝันคาดการณ์อยากให้สมาธิเกิดขึ้น เมื่อถึงเวลาและมีปัจจัยที่เหมาะสม สมาธิจะเกิดขึ้นเอง แล้วจังหวะที่ค่อยๆถอนจิตออกจากสมาธิ ให้ใช้โอกาสนั้นยกเรื่องผม ขน เล็บ ฟัน หนัง หรือเรื่องอื่นๆที่ผุดขึ้น มาพิจารณาอีก จะพบกับความรู้ความเข้าใจที่ละเอียดมากกว่าเดิม จะรู้สึกซาบซึ้งกับความเข้าใจนั้นยิ่งกว่าเดิม นี่แหละสมาธิอบรมปัญญา

Go to top