previous arrow
next arrow

Welcome to XLSiam Signature.

ขอต้อนรับสู่บันทึกของชาวสยาม XLSiam Signature.

เว็บอื่นในเครือ

 
ยาใจ   Excel Expert Training   Table Tennis Tip 

      

 

ที่นี่เป็นเสมือนห้องสมุดที่เก็บเรื่องราวที่น่าสนใจเอาไว้

เรื่องดีๆก็ควรทำตาม เรื่องไม่ดีก็อย่าเอาเยี่ยงอย่าง
คุณภาพชีวิตและสังคมของเราจะได้น่าอยู่ขึ้น

Excel Expert Training

เรียนรู้วิธีใช้ Excel

ยาใจ

ธรรมเป็นโอสถ
แก้ทุกข์ทางใจ

Table Tennis Tip

วิธีเล่นปิงปอง
อย่างมีหลักการ

"สมาธิเทียบได้กับก้อนหินที่วางทับหญ้า พอยกหินออก หญ้ายังเติบโตต่อไปได้อีก ส่วนวิปัสสนาเทียบได้กับการถอนหญ้า พอถอนออกไปทั้งรากทั้งโคนแล้ว หญ้าย่อมหมดไป"

คุณคงเคยได้ยินการเปรียบเทียบข้างต้นนี้มาก่อน ทำให้เห็นประโยชน์ของวิปัสสนาว่าสามารถดับกิเลสได้อย่างหมดจดจนสิ้นเชื้อ คนส่วนมากจึงมุ่งสนใจเฉพาะวิปัสสนา อะไรๆก็วิปัสสนา แค่ฟังธรรมมานั่งคิดพิจารณา พอคิดว่าตัวเองเข้าใจแล้วเอ่ยปากว่า นี่แหละวิปัสสนา

กิเลสตัวจริงไม่ใช่มีแต่ต้นหญ้าแค่ต้นเดียว แต่ต้องเทียบกับดงหญ้านับหมื่นนับแสนต้น พอแหวกต้นหญ้าออกดู จะพบต้นไม้ใหญ่ขนาดหลายคนโอบอีกมากมายซ่อนอยู่ ถ้าใช้วิปัสสนาล้วนๆโดยไม่มีสมาธิ จะถอนได้แต่ต้นหญ้าที่นึกว่ามีแค่ต้นเดียว

มาดูกันว่าในพระไตรปิฎกอธิบายเป้าหมายของสมาธิและวิปัสสนาไว้เช่นใด

ธรรม ๒ อย่างเป็นไฉน คือ สมถะ ๑ วิปัสสนา ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมถะที่ภิกษุเจริญแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมอบรมจิต
จิตที่อบรมแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมละราคะได้

วิปัสสนาที่อบรมแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมอบรมปัญญา
ปัญญาที่อบรมแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมละอวิชชาได้ ฯ

สมถะช่วยทำให้จิตเกิดความสงบตั้งมั่นในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง จึงกล่าวว่าสมถะย่อมอบรมจิต ส่วนวิปัสสนาเป็นการอบรมปัญญาให้รู้แจ้งเห็นจริงในสภาวะที่แท้จริงของสรรพสิ่งทั้งปวงว่าล้วนอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ต่างประกอบด้วยธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ประกอบกันขึ้นเป็นตัวตนเพียงชั่วคราว จึงกล่าวว่าวิปัสสนาย่อมอบรมปัญญา


น่าสังเกตว่าด้วยจิตที่อบรมแล้วด้วยสมถะย่อมละราคะได้ แต่ทำไมสมถะจึงละราคะได้อย่างเดียว หากจะบรรลุอรหัตผลยังมีอีกหลายอย่างซึ่งเรียกว่า สังโยชน์ มีตั้ง 10 อย่างที่ต้องละมิใช่หรือ

  1. สักกายทิฏฐิ สงสัยความเป็นตัวของตน
  2. สีลัพพตปรามาส ความเชื่ออย่างเห็นผิดในอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายนอกตัว ความยึดมั่นในความดีเพียงขั้นศีลของตน และความเชื่อว่าการบำเพ็ญทางกายวาจาเท่านั้น ที่จะสามารถทำให้คนบริสุทธิ์จากกิเลสหรือหลุดพ้นได้
  3. วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย
  4. กามราคะ ความคิดกำหนัดยินดีในกามคุณ
  5. ปฏิฆะ ความขัดเคืองใจ
  6. รูปราคะ การติดใจในรูปอันประณีต
  7. อรูปราคะ การติดในอรูป
  8. มานะ ความถือตัว
  9. อุทธัจจะ ความคิดฟุ้งซ่าน
  10. อวิชชา ความหลง

สมถะช่วยฝึกจิตทำให้ระงับกิเลสขั้นกลาง ได้แก่ นิวรณ์ 5 ซึ่งเป็นศัตรูของสมาธิโดยตรง (ต้องละให้ได้ก่อน จึงฝึกสมถะได้สำเร็จ) แต่เมื่อใช้ปัญญาที่อบรมแล้วย่อมละสังโยชน์ทั้งหมดจนถึงอวิชชา ดังนั้นข้อความจากพระไตรปิฎกนี้แสดงว่า วิปัสสนามีที่สุดเหนือกว่าสมถะอย่างเทียบกันไม่ได้ แต่มิใช่ว่าจะวิปัสสนาเพียงอย่างเดียวโดยทิ้งสมถะ เพราะด้วยกำลังสมถะเท่านั้นที่จะช่วยถอนรากถอนโคนต้นไม้ต้นใหญ่ออกไปได้

ใครที่ติดปากคำว่าวิปัสสนา สามารถทำให้วิปัสสนาที่ว่านั้นเป็นวิปัสสนาที่แท้จริงได้แล้วหรือยัง เพราะต้องใช้กำลังจิตอย่างมากจนถึงขั้นละอวิชชาให้ได้ทีเดียวนะ

นิวรณ์ เป็นกิเลสอย่างกลาง มี 5 อย่าง คือ

  1. กามฉันทะ ความพอใจ ติดใจ หลงใหลใฝ่ฝัน ในกามโลกีย์ทั้งปวง
  2. พยาบาท ความไม่พอใจ จากความไม่ได้สมดังปรารถนาในโลกียะสมบัติทั้งปวง
  3. ถีนมิทธะ ความขี้เกียจ ท้อแท้ อ่อนแอ หมดอาลัย ไร้กำลังทั้งกายใจ ไม่ฮึกเหิม
  4. อุทธัจจะกุกกุจจะ ความคิดซัดส่าย ตลอดเวลา ไม่สงบนิ่งอยู่ในความคิดใดๆ
  5. วิจิกิจฉา ความไม่แน่ใจ ลังเลใจ สงสัย กังวล กล้าๆกลัว ไม่เต็มร้อย ไม่มั่นใจ


นิวรณ์เป็นข้าศึกของสมาธิโดยตรง ส่วนข้าศึกโดยอ้อม ได้แก่ ปีติ บริกรรมภาวนา อุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิต

ข้าศึกอย่างละเอียดของสมาธิและปัญญา ได้แก่ วิปัสสนูปกิเลส 10 อย่าง

  1. โอภาส หมายถึง แสงสว่าง (ที่ปรากฏเป็นธรรมารมณ์ในใจ)
  2. ญาณ หมายถึง ความหยั่งรู้
  3. ปีติ หมายถึง ความอิ่มใจ
  4. ปัสสัทธิ หมายถึง ความสงบเย็น
  5. สุข หมายถึง ความสุขสบายใจ
  6. อธิโมกข์ หมายถึง ความน้อมใจเชื่อ ศรัทธาแก่กล้า ความปลงใจ
  7. ปัคคาหะ หมายถึง ความเพียรที่พอดี
  8. อุปัฏฐาน หมายถึง สติแก่กล้า สติชัด
  9. อุเบกขา หมายถึง ความมีจิตเป็นกลาง
  10. นิกันติ หมายถึง ความพอใจ ติดใจ

 

วิปัสสนูปกิเลส หลอกให้เข้าใจผิดว่าตนบรรลุแล้ว สำเร็จเป็นอรหันต์แล้ว ไม่ต้องฝึกอะไรอีกต่อไปแล้ว ผู้ฝึกปฏิบัติธรรมต้องรู้เท่าทันข้าศึกเหล่านี้ให้ดี

Go to top