previous arrow
next arrow

Welcome to XLSiam Signature.

ขอต้อนรับสู่บันทึกของชาวสยาม XLSiam Signature.

เว็บอื่นในเครือ

 
ยาใจ   Excel Expert Training   Table Tennis Tip 

      

 

ที่นี่เป็นเสมือนห้องสมุดที่เก็บเรื่องราวที่น่าสนใจเอาไว้

เรื่องดีๆก็ควรทำตาม เรื่องไม่ดีก็อย่าเอาเยี่ยงอย่าง
คุณภาพชีวิตและสังคมของเราจะได้น่าอยู่ขึ้น

Excel Expert Training

เรียนรู้วิธีใช้ Excel

ยาใจ

ธรรมเป็นโอสถ
แก้ทุกข์ทางใจ

Table Tennis Tip

วิธีเล่นปิงปอง
อย่างมีหลักการ

สาเหตุที่ฝึกสมาธิแล้วไม่ก้าวหน้า บางคนติดสมถะนับสิบปี ไม่เห็นก้าวหน้าไปไหน สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะวิธีฝึกที่สั่งสอนกันมานั้นผิดหรอก แต่เป็นเพราะคนที่ฝึกต่างหาก ไม่ฉลาดปรับปรุงวิธีฝึกของตัวเอง

ปัญหาหนึ่งที่น่าสงสัยเกี่ยวกับการฝึกอานาปานสติ คือ ลมหายใจต้องเป็นลมหายใจที่เป็นไปโดยธรรมชาติ หรือต้องเป็นลมหายใจที่ตั้งใจหายใจเข้า ตั้งใจหายใจออก มาทราบคำตอบเมื่อได้ฟังคำสอนของครูบาอาจารย์ว่า อานาปานสติจะทำได้ต่อเมื่อมีสมาธิ การตามรู้ลมช่วยทำให้เกิดสมาธิ พอมีสมาธิแล้ว จึงถึงขั้นอานาปานสติ

ไม่ใช่ง่ายที่จะตามรู้โดยปล่อยให้ร่างกายหายใจเข้าออกของมันเอง ไม่ใช่ง่ายที่จะเป็นผู้ดูผู้รู้เฉยๆแบบที่เรียกว่าทำตัวเป็นยามเฝ้าประตูคอยดูลมหายใจผ่านเข้าออก เพราะเมื่อใดพยายามทำตัวสบายๆเพื่อปล่อยให้ร่างกายหายใจเข้าออกของมันเอง เมื่อนั้นกลับกลายเป็นสภาวะที่สบายจนเผลอหลับ แต่พอตั้งใจไม่ให้เผลอก็จะเริ่มบังคับลมหายใจ กลายเป็นความพะวงห่วงเรื่องตามรู้ลมจนไม่ได้ตามรู้กันจริงๆเสียที

ความคิดที่จะปล่อยหรือไม่ปล่อยลมหายใจให้เป็นธรรมชาติ กลายเป็นสิ่งขัดขวางสมาธิ

เดี๋ยวนี้เข้าใจแล้วว่า ลมหายใจที่ใช้เพื่อให้เกิดสมาธิ กับลมหายใจที่ใช้หลังจากเกิดสมาธินั้นต่างเรื่องต่างจังหวะเวลากัน

ลมหายใจที่จะทำให้เกิดสมาธิ ต้องเริ่มจากลมหายใจที่ตั้งใจหายใจเข้าหายใจออก ผู้ฝึกต้องฉลาดปรับลมหายใจให้มีคุณภาพ ไม่ว่าจะสั้นหรือยาว ไม่ว่าจะตื้นหรือลึก ต้องปรับลมให้มีคุณภาพ ปรับลมให้ไม่เบาไปหรือแรงไป อย่างน้อยที่สุดต้องเป็นลมที่ทำให้สบายกาย มีออกซิเจนเพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงให้พลังงานแก่อวัยวะน้อยใหญ่ เพียงพอที่จะทำให้นั่งสมาธิได้นาน ไม่ปวดเมื่อย พอกายสบายแล้วใจจึงจะสบายตาม

การตั้งใจหายใจเข้าหายใจออกต่างจากการบังคับหายใจ การตั้งใจเริ่มจากการฉลาดปรับลมหายใจแล้วต้องฉลาดเลือกลมหายใจที่เหมาะสม แล้วค่อยๆประคองตามลมหายใจไปเรื่อยๆ อย่าไปบังคับว่า "ต้อง" หายใจเข้าออกอย่างนั้นอย่างนี้

ลมหายใจที่จะทำให้เกิดสมาธิต้องมีจังหวะเหมือนกับการดีดพิณ ต้องไม่ตึง ไม่หย่อนเกินไป พอบรรเลงเพลง ต้องมีจังหวะต่อเนื่องกันไปอย่างไพเราะ ไม่ใช่หายใจเข้าออกดังเฮือกๆ และไม่ใช่หายใจเข้าออกเบาจนไม่รู้ว่าจะตามรู้อาการของลมหายใจเข้าออกชัดเจนได้อย่างไร

คำบริกรรมภาวนาที่ใช้กำกับคู่กับลมหายใจเช่นกัน ต้องดังพอดีๆ เร็วพอดีๆ

พอใจกับลมประสานกัน จะรู้สึกว่าลมหายใจที่เป็นอากาศผ่านเข้าออกร่างกายนั้น เกิดขึ้นทุกอณูของร่างกาย ไม่ได้มีเฉพาะอากาศเท่านั้น และไม่ได้ผ่านเข้าออกที่รูจมูกแห่งเดียว อีกทั้งมีความเหนียวและติดต่อกันเป็นสาย พอหายใจเข้าจะแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย พอหายใจออกจะกระจายออกไปรอบอาณาบริเวณรอบตัว

พอสามารถตามรู้ลมหายใจได้ต่อเนื่อง จิตจะเริ่มสงบไปเอง พอรู้เท่าทันลมหายใจได้ตลอด จะรู้ตัวไปเองว่าสงบแล้ว ไม่ต้องตั้งใจหายใจเข้าหายใจออกแล้ว ไม่ต้องใช้คำบริกรรมพุทโธกำกับแล้ว



จิตมันไม่มีทางสงบนิ่งเงียบได้ง่ายๆหรอกนะ พอจิตสงบแล้วถอยออกมาดูที่ร่างกาย จะพบอาการที่ไหวตัวของร่างกายอยู่ตลอดเวลา นั่นคืออาการหายใจเข้าหายใจออกอีกนั่นเอง แต่คราวนี้เป็นลมหายใจที่เป็นไปเองตามธรรมชาติ นี่เป็นลมหายใจหลังจากที่เกิดสมาธิแล้ว จึงถึงคราวที่จะเป็นผู้ดูผู้รู้เฉยๆ

Go to top