นักออกแบบ นักประดิษฐ์ นวัตกร และนักสร้างสรรค์ในทุกวงการ ถ้าคุณได้ลองสร้างผลงานที่โดดเด่นแล้ว ก็มักจะต้องเจอกับประสบการณ์การ ‘ถูกลอกเลียนผลงาน’ ไปใช้แบบไม่แคร์สื่อ แม้แต่ในแวดวงการศึกษาปัจจุบันครูอาจารย์หลายท่านยังต้องปวดใจเมื่อเห็นเด็กนักเรียน ‘COPY & PASTE’ บทความจากอินเทอร์เน็ตมาส่งการบ้านกันแบบดื้อๆ หรือที่เห็นได้บ่อยครั้งมากในวงการสื่อออนไลน์ก็คือการที่บางเว็บไซต์ ‘คัดลอกเนื้อหา’ จากเว็บต้นฉบับไปเผยแพร่ (อาจจะเรียบเรียงใหม่นิดๆ) แล้วสรุปเอาว่าเป็นผลงานของเขาไปแบบเบ็ดเสร็จโดยไม่ให้ที่มาหรือเครดิตแม้แต่น้อย

เรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นในสังคมของเราตลอดเวลา จนทำให้เราต้องกลับมาตั้งคำถามถึงจุดยืนของเทคโนโลยีว่า ‘ถ้ามันนำมาซึ่งประโยชน์ในการเข้าถึงข้อมูลที่ไม่รู้จบแล้ว พิษร้ายของมันก็มักจะติดมาด้วยเสมือนเหรียญสองด้าน ...ซึ่งดูจะเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกกันจริงๆ’ ในฟอรั่มของเว็บไซต์ TED.com มีการตั้งประเด็นเพื่อให้ผู้คนมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ และหนึ่งในความคิดเห็นนั้นกล่าวว่า “การขโมยไอเดียนั้นเป็นเรื่องของคนที่มีปัญหาทางจิต เพราะคนที่มีความฉลาดในชั้นเรียนนั้นมักจะเป็นที่รักของเพื่อนๆ และไม่ว่าใครก็ไม่ชอบคนที่เอาแต่อวดฉลาด และมีแนวโน้มว่าจะขโมยไอเดียของคนอื่นมาพูดเหมือนเป็นของตัวเอง”

====================================

3 ความเชื่อผิดๆ ของจอมขโมยผลงาน

ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงกันไม่จบสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในห้องเรียนอย่างการลอกการบ้าน เรื่องในที่ทำงานอย่างการขโมยไอเดีย ไปจนถึงเรื่องในโลกออนไลน์อย่างการก๊อปปี้คอนเทนท์ มันน่าสงสัยมั้ยนะว่าทำไมค่านิยมผิดๆ เกี่ยวกับการขโมย หรือ ‘หยิบยืม’ ผลงานของคนอื่นไปใช้นี้มันยังคงปรากฏอยู่ในทุกหนทุกแห่งและวนเวียนไปมาอยู่อย่างนี้ไม่จบสิ้น เราจึงลองสืบค้นและนำเสนอ 3 ความเชื่อหรือความเข้าใจผิดๆ ของเหล่าหัวขโมยจากในทุกๆ สถานการณ์

idearob

====================================

ความเชื่อที่ 1 “เหล่าเครื่องมือจับผิดหาการลอกเลียนไม่เจอหรอก”

เครื่องมือในการตรวจจับการลอกเลียนความคิดนั้นเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมาก แต่ก็มีหลากครั้งที่ยังมีช่องโหว่ให้หัวขโมยหลุดพ้นจากการถูกจับได้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะ ‘ซอฟต์แวร์ตรวจจับ’ ไม่ได้ตรวจหาการลอกเลียนความคิดแบบโดยตรง แต่เป็นการตรวจหาไฮไลท์ของข้อความที่ถูกเขียนซ้ำกัน 2 แห่งมากกว่า (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของเครื่องมือที่นำมาใช้งานด้วย) โดยส่วนมากแล้ววิธีทำงานของซอฟท์แวร์ก็คือมันจะค้นหาข้อความที่ถูกเขียนขึ้นแล้วจากที่ไหนก็ตามและเก็บเป็นไฮไลท์ไว้ ต่อมาเมื่อมีคำหรือประโยคที่เหมือนกันปรากฏขึ้นในที่อื่น ซอฟท์แวร์นี้ก็จะแจ้งเตือนได้ทันที

* แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งก็คือมันเป็นการแจ้งเตือนจากคำหรือประโยคที่ถูกใช้กันบ่อยๆ เท่านั้น ดังนั้นแล้วเครื่องมือในการตรวจจับการขโมยความคิดนี้จึงจำเป็นต้องอาศัยความสามารถของมนุษย์ในการพิจารณาซ้ำไปอีกทีด้วย

====================================

ความเชื่อที่ 2 “การลอกเลียนเป็นเรื่องของอัตราส่วน”

หลายคนมีความเชื่อว่าการลอกเลียนนั้นเป็นเรื่องของ ‘อัตราส่วนความคล้ายคลึง’ ที่อยู่ในผลงานหนึ่งๆ แต่ความจริงก็คือไม่ว่าคุณจะลอกไอเดียของคนอื่นมาแค่ 5% หรือ 10% มันก็ถือเป็นการลอกเลียนทั้งสิ้น โดยเฉพาะกับงานเขียนในแวดวงวิชาการ เช่น ‘รายงานวิจัย’ หรือ ‘วิทยานิพนธ์’ ที่ปัจจุบันสามารถตรวจสอบได้ไม่ยากว่าถูกคัดลอกมาจากผลงานอื่นประมาณกี่เปอร์เซ็นต์

* ซึ่งปัญหาก็อยู่ในส่วนนี้ เพราะเมื่อการอ้างอิงในเอกสารวิชาการเปิดให้มีการระบุที่มาอย่างชัดเจนและถูกต้อง บางครั้งผู้ผลิตเนื้อหาใหม่ก็แทบไม่ได้นำเสนอไอเดียที่เป็นการคิดเชิงวิเคราะห์หรือสังเคราะห์ในแบบฉบับของตนเองเลย ซึ่งในแวดวงการเขียนงานวิชาการก็ยังไม่ได้มีการกำหนดมาตรฐานว่าด้วยเรื่อง ‘อัตราส่วน’ หรือ ‘ขอบเขต’ ของการอ้างอิงเนื้อหาไว้อย่างชัดเจนด้วย

====================================

ความเชื่อที่ 3 “ถ้านำมาเขียนใหม่ (Rewrite) ก็ไม่ถือเป็นการเลียนแบบ”

ปัจจุบันบางคนก็มีความเชื่อติดหัวว่าการนำบทความหนึ่งมา ‘เขียนเรียบเรียงใหม่’ นั้นไม่ถือเป็นการลอกเลียนต้นฉบับ (และเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการหลบเลี่ยงข้อหาว่าขโมยความคิดคนอื่นด้วย) อย่างไรก็ดี ประเด็นของการลอกเลียนความคิดนั้นไม่ใช่เรื่องของการ ‘ใช้คำ’ แต่เป็นเรื่องของ ‘ไอเดีย’ และ ‘ข้อมูล’ มากกว่า ดังนั้นถ้าคุณจะลอกงานเขียนของคนอื่นมาโดยไม่ใช้คำที่เหมือนกับต้นฉบับเลย คุณก็อาจจะรอดตัวจากข้อหาการ ‘ละเมิดลิขสิทธิ์’ ได้ แต่จงรู้ไว้เถอะว่ายังไงคุณก็ได้ขโมยความคิดของผู้อื่นมาใช้กับงานของคุณอยู่นั่นเอง

* การเขียนเรียบเรียงใหม่นี้โดยทฤษฎีแล้วอาจจะทำให้คุณผ่านเครื่องมือตรวจจับมาได้ แต่มันไม่ได้ช่วยให้ปัญหาการขโมยไอเดียในโลกทุกวันนี้ลดลงแต่อย่างใด

====================================

อ้างอิงหรือลอกเลียน ?

***การขโมยไอเดีย***หรือผลงานนั้นมีปรากฏอยู่ในสื่อแทบทุกแขนง ทั้งในเอกสารวิชาการ เรื่อยไปจนถึงในวงการเพลง ภาพยนตร์ หนังสือพิมพ์ วรรณกรรม งานออกแบบ ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยปัจจุบันที่การคัดลอกไอเดียคนอื่นไปเป็นของตัวเองด้วยการ copy+paste บนสื่ออินเทอร์เน็ตนั้น (e-Plagiarism) ดูจะเป็นเรื่องธรรมดาที่พบเห็นกันจนดาษดื่น

แต่ในฐานะผู้อ่านและผู้ผลิตเนื้อหาทางอินเทอร์เน็ตแล้ว มันคงจะดีกว่าถ้าเราจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้กันมากขึ้น โดยลดความรุนแรงของการละเมิดไอเดียจากระดับ ‘ลอกเลียน’ (หรือขโมย) มาสู่ระดับการ ‘อ้างอิง’ ที่ถูกต้องตามเงื่อนไข ซึ่งปัจจุบันเราสามารถจะสรุปวิธีการอันเป็นที่ยอมรับได้ดังนี้

- สำหรับงานเขียนทั่วไป ให้อ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลหรือไอเดียนั้นอย่างชัดเจน โดยระบุไปในช่วงท้ายของบทความ ทั้งชื่อผู้เขียน รวมทั้งที่มาอย่างชื่อหนังสือหรือเว็บไซต์ เป็นต้น ในกรณีที่มีการอ้างอิงเฉพาะข้อความ ควรใส่เครื่องหมายอัญประกาศ “……” ให้กับส่วนนั้นโดยเฉพาะ พร้อมระบุชื่อผู้ถูกกล่าวถึง และที่มาของข้อความให้ชัดเจน และสำหรับเว็บไซต์ที่มีการแปลข้อมูลมาจากภาษาต่างประเทศ ควรทำเอกสารขออนุมัติการแปลบทความไปยังเว็บไซต์ต้นฉบับให้ถูกต้องตามกฎหมายด้วย

- สำหรับการเขียนวิทยานิพนธ์หรือบทความวิชาการ สามารถอ่านข้อแนะนำในการอ้างอิงวิทยานิพนธ์ และบทความทางวิชาการได้จากบทความ “การคัดลอกผลงานทางวิชาการ ผลงานวิจัย สิ่งพิมพ์ วิทยานิพนธ์ (Academic Plagiarism) - ประเด็นที่เราควรตระหนัก” ได้ ที่นี่

ที่มา
https://www.tcdcconnect.com/content/7619/

Go to top