previous arrow
next arrow

Welcome to XLSiam Signature.

ขอต้อนรับสู่บันทึกของชาวสยาม XLSiam Signature.

เว็บอื่นในเครือ

 
ยาใจ   Excel Expert Training   Table Tennis Tip 

      

 

ที่นี่เป็นเสมือนห้องสมุดที่เก็บเรื่องราวที่น่าสนใจเอาไว้

เรื่องดีๆก็ควรทำตาม เรื่องไม่ดีก็อย่าเอาเยี่ยงอย่าง
คุณภาพชีวิตและสังคมของเราจะได้น่าอยู่ขึ้น

Excel Expert Training

เรียนรู้วิธีใช้ Excel

ยาใจ

ธรรมเป็นโอสถ
แก้ทุกข์ทางใจ

Table Tennis Tip

วิธีเล่นปิงปอง
อย่างมีหลักการ

เคยสงสัยหรือไม่ว่า ระหว่างลมหายใจกับการบริกรรมพุทโธ อะไรสำคัญกว่ากัน จะให้ลมหายใจเด่นกว่าพุทโธ หรือจะให้พุทโธเด่นกว่าลมหายใจ อะไรมาก่อนอะไรมาทีหลัง

สมาธิมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้จิตมีสิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก พอสามารถรู้ได้ชัด รู้ได้นาน รู้ได้ทันทีตามต้องการแล้ว พอปล่อยสิ่งที่รู้จะพบตัวจิตเอง แล้วจิตจะรู้ในสิ่งที่ไหวตัวในขณะนั้นๆขึ้นมาแทน

ถ้าเอาแต่พุทโธเฉยๆ แม้จะบริกรรมพุทโธๆๆๆๆเร็วๆต่อเนื่องกันไป ยังหลุดได้ง่าย

ถ้าจับลมหายใจอย่างเดียว พอรู้ลมไปสักพัก จะตามลมออกไปเที่ยวนอกเรื่องนอกราว

การตามรู้ลมแล้วบริกรรมภาวนาพุทโธกำกับตามหลัง ใช้คำว่าพุทโธแสดงอาการตามรู้จะสามารถตามรู้ได้นานและง่ายขึ้นกว่าเดิม แต่ถ้าเผลอทำรู้ลมหายไป แล้วยังดันคิดคำว่าพุทโธอีก แสดงว่าเป็นพุทโธที่เกิดขึ้นอย่างไร้จุดหมาย เกิดขึ้นเพราะขาดสติ

ไม่ว่าจะใช้ลมหายใจ ไม่ว่าจะใช้บริกรรมภาวนาพุทโธ ถือเป็นเพียงทางผ่าน เป็นวิธีที่จะทำให้คลื่นของจิตค่อยๆเบาบางลงเท่านั้นเอง

จากเดิมจิตที่ซนเหมือนลิง ดื้อยิ่งกว่าม้าพยศ ต้องหาทางทำให้จิตเดินช้าลงและเชื่องลงไปเรื่อยๆ

การบริกรรมภาวนาพุทโธ ถ้าคิดเร็วไปแรงไป ย่อมเหมือนการสร้างคลื่นขึ้นในจิตให้พัดกระหน่ำแรงขึ้นมาอีก ดังนั้นการบริกรรมภาวนาพุทโธต้องรู้จักฉลาดปรับจังหวะความเร็วและแรงของคำบริกรรมให้เหมาะสมตลอดช่วงเวลาของการฝึกสมาธิด้วย ให้ใช้คำบริกรรมพุทโธเพียงเพื่อบอกตัวเองว่า รู้ ขณะนี้ยัง รู้ อยู่นะ

แรกๆใช้ลม แล้วตามรู้ด้วยพุทโธ เป็นการฝึกให้เรียนรู้สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างกายและจิต ลมที่รู้รู้มาจากกาย พุทโธที่รู้เกิดจากจากจิต

พอจิตสงบ สามารถตามรู้จิตได้ชัดแล้วไม่จำเป็นต้องบริกรรมพุทโธอีก เพราะการบริกรรมภาวนาจะกลายเป็นการกระตุ้นให้จิตไม่ได้พัก จะกลายเป็นการซ้ำเติมจิตที่กำลังจะสงบให้ไม่สงบ ดังนี้จึงละพุทโธ

พอละพุทโธแล้ว ในสภาวะของจิตที่สงบเป็นสมาธินั้น มันไม่ได้สงบนิ่งแบบที่ปิดหูปิดตาไม่ได้รู้อะไร สมาธิไม่ใช่การปล่อยให้จิตว่างแบบเฉยๆไปเสียทุกอย่าง

พอกำหนดจิตที่สงบไปดูกาย จะพบเสียงดังลั่นมาจากกาย ภายในกายมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา อะไรล่ะที่จะชัดไปกว่าอาการไหวของลมหายใจ จากนี้จึงให้ตามรู้ลมหายใจต่อไปเรื่อยๆ

ความไหวตัวของลมหายใจนี่แหละช่วยให้จิตที่สงบสามารถเรียนรู้สภาวะต่างๆซึ่งกำลังเกิดขึ้นภายในกายใจ การหายใจเป็นอาการที่เกิดขึ้นเองทางธรรมชาติ เป็นสภาวะที่จะตามรู้ได้อย่างเด่นชัดโดยไม่จำเป็นต้องต้องไขว่คว้าหาพุทโธมาช่วยประคองการตามรู้ต่อไปอีก ไม่ต้องกระตุ้นให้เกิดคลื่น เพียงแต่ปล่อยให้คลื่นเกิดของมันไปเอง

ในระยะแรกต้องหาทางใช้ปัญญาในการเลือกรู้ลมและบริกรรมภาวนาพุทโธร่วมกันเพื่อปราบม้าพยศ พอละพยศได้แล้วจึงละพุทโธ แล้วรู้ลมต่อไป เป็นก้าวแรกนำเข้าสู่กายเวทนาจิตและธรรม

Go to top