“นักกีฬาสามารถหาเงินได้มากกว่าแม่หาเงินมาชั่วชีวิตเสียอีก”

หลานของผมพูดขึ้นมากลางโต๊ะอาหารต่อหน้าคุณแม่ของตัวเอง

สมัยนี้เด็กวัยรุ่นอยากจะเล่นกีฬากันมากขึ้น เมื่อเห็นนักกอลฟ์ นักฟุตบอล หรือนักเทนนิสคนนั้นคนนี้ลงสนามแข่งครั้งหนึ่งๆได้เงินเป็นล้านบาท รวยด้วย มีหน้ามีตาด้วย แถมได้เล่นกีฬาที่ตัวเองชอบด้วย ได้มีโอกาสร้างชื่อเสียงเพื่อชาติด้วย ไม่ต้องสนใจเรียนหนังสือนักหรอก พอจบการศึกษาก็ออกมาทำงานเป็นลูกจ้าง เงินก็น้อย งานก็หนัก สู้ตั้งหน้าตั้งตาเล่นกีฬากันดีกว่า ถึงจะไม่เด่นดัง อย่างน้อยก็เป็นนักกีฬาอาชีพ พออายุมากขึ้นก็ผันตัวออกมาเป็นโค้ช

หลานของผมคิดแบบนี้แหละครับ พูดกันอยู่นาน พูดเท่าไรก็ไม่ฟัง ขนาดผมพูดย้ำบอกให้ฟังว่า โอกาสที่จะเล่นกีฬาแล้วดังน่ะมีน้อยมาก ใช่ว่าแมวมองจะมาหาเจอตัวได้ง่ายๆ คนที่จะมีผู้สนับสนุนก็ต้องมีเส้นมีสายพอตัว ไม่ใช่ว่าเล่นกีฬาเก่งๆแล้วจะมีโอกาสเหมือนกันทุกคน ไม่ว่าผมจะพูดอย่างไร ยังไงๆหลานก็ยังยืนยันอยู่ดีว่าอาชีพเป็นนักกีฬาดีกว่า แถมพูดกลับมาว่า ที่ผมพูดมานั้นน่ะไม่จริงเสียอีก

หลังจากนั้นไม่นานก็ได้เรื่อง หลานผมเลิกคิดแบบที่ว่านี้ไปชั่วชีวิต เมื่อเขาเล่นฟุตบอลแล้วเส้นเอ็นที่หัวเข่าขาด ต้องพักเรียนไปหนึ่งเทอม เป็นบทเรียนชีวิตราคาแพงที่สอนให้รู้ว่าความเสี่ยงที่จะบาดเจ็บแล้วทำให้ฝันสลายนั้นก็มีอยู่นะ อย่างตัวผมเองต้องเลิกเล่นปิงปองไปหลายสิบปีก็เพราะหัวเข่าเสียถึงขนาดต้องผ่าเข่า พอกลับมาเล่นใหม่ก็เล่นได้ไม่เหมือนเดิม

สมัยนี้เด็กๆเริ่มเล่นปิงปองกันไวกว่าแต่ก่อนมาก อายุเพียงสิบกว่าขวบยังไม่ถึงยี่สิบก็แข่งได้เป็นแชมป์ปิงปองกันแล้ว ยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งจะมีแชมป์ปิงปองอายุน้อยลงไปเรื่อยๆ คนเก่าไป หน้าใหม่ขึ้นมาแทน นักปิงปองที่เป็นวัยรุ่นมีจำนวนมาก ทุกคนล้วนอยู่ในวัยเรียน แทนที่จะเรียนให้เต็มที่กลับต้องตื่นแต่เช้าออกมาวิ่งออกกำลัง สายหน่อยก็ซ้อมปิงปองกันต่ออีกหลายชั่วโมง สภาพร่างกายและจิตใจเหลือแรงไว้ให้สำหรับการเรียนกันน้อยเหลือเกิน แทบทุกคนคงมีความฝันแบบเดียวกับหลานของผม อีกหน่อยจะเป็นแชมป์ ได้เป็นนักกีฬาทีมชาติ ได้สร้างชื่อเสียงให้ประเทศ ได้เป็นนักปิงปองอาชีพ พอแก่หน่อยก็ได้เป็นโค้ช

ต้องย้อนกลับมาใช้คำพูดเดียวกันกับที่ผมสอนหลานอีกนั่นแหละ คิดให้ดีน้ะว่า จะมีกี่คนกันที่จะได้เป็นแชมป์ ได้แชมป์แล้วได้เป็นตลอดไปไหม มีกี่คนกันที่ได้เป็นโค้ช ยังมีนักปิงปองอีกมากหน้าหลายตาที่ต่อคิวกัน รอจะเป็นแชมป์ รอจะเป็นนักกีฬาทีมชาติ และรอจะเป็นโค้ชแทนคนเก่าๆที่เขาเป็นอยู่

ความภูมิใจที่ได้แข่งในนามของประเทศไทย ได้ทำหน้าที่เพื่อชาติ แต่พอพ้นจากการเป็นทีมชาติแล้ว ทางการยังให้รางวัลตอบแทนต่อไปอีกหรือ พอมาทำงานก็ยากจะสามารถมีตำแหน่งหน้าที่ก้าวหน้าทัดเทียมกับเพื่อนวัยเดียวกัน เพราะช่วงที่คนอื่นเขาทำงานกัน นักปิงปองกลับลางานไปแข่งปิงปอง ขอลาไปฝึกซ้อม หัวหน้างานที่ไหนเขาจะเห็นคุณค่าของคำว่าทีมชาติ เห็นคุณประโยชน์ที่ได้สร้างชื่อเสียงให้ประเทศ หัวหน้างานทุกคนก็ต้องพิจารณาจากผลงานและอายุงานที่ทำให้กับหน่วยงานเป็นหลักกันทั้งนั้น คงไม่มีหน่วยงานไหนที่จะยอมให้ใครเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งทั้งๆที่ทำงานมาก็น้อย ประสบการณ์ก็น้อย หรือขอลาบ่อยๆไปแข่งปิงปอง

ที่น่าห่วงกว่านักปิงปองทั่วไป ก็คือนักปิงปองที่เป็นคนพิการหรืออยู่ในทีมพาราลิมปิก ซึ่งโดยทั่วไปมีโอกาสในสังคมน้อยกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว นอกจากรัฐจะสนับสนุนให้มาฝึกซ้อมปิงปองและให้เงินเดือนเพียงในช่วงที่เป็นนักกีฬาทีมชาติ รัฐควรสนับสนุนให้การศึกษาหรือฝึกวิชาชีพในขณะเดียวกันให้ด้วย เพื่อนักปิงปองพิการสามารถนำไปใช้หาเลี้ยงชีพหลังจากที่มีอายุมากขึ้นได้ด้วย

สังคมไทยทุกวันนี้มักไม่อยากก้าวก่ายหน้าที่ความรับผิดชอบของคนอื่น เมื่อถือว่าตัวเองหรือหน่วยงานของตนได้ทำหน้าที่ตามที่กำหนดมาให้เต็มที่แล้วก็จบกัน เช่น ฝ่ายที่ทำหน้าที่ฝึกนักกีฬาก็เอาแต่ฝึก ฝ่ายที่ทำหน้าที่ให้การศึกษาก็เน้นแต่การศึกษา ฝ่ายที่ทำหน้าที่หางานให้ทำก็ไม่ได้สนใจว่าจะต้องสนับสนุนการศึกษาหรือการกีฬา คนที่จะต้องดูแลทั้งการกีฬาด้วยการศึกษาด้วยและหางานให้ทำด้วยก็เห็นจะเป็นหน้าที่ของพ่อแม่หรือรัฐมนตรี ถ้าแยกกระทรวงกันอีกเลยไม่มีใครให้ความสนใจกับทุกเรื่องเสียอีก

เด็กในวันนี้ คือ ผู้ใหญ่ที่จะเป็นอนาคตของชาติในวันหน้า

นักปิงปองเด็กๆในวันนี้ จะเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นอนาคตของชาติได้มากน้อยแค่ไหน ขอฝากทุกคนช่วยกันด้วย

Go to top