ThaiSpace2

เรื่องของคนไทย เรื่องของประเทศไทย

เรื่องที่น่าเรียนรู้อื่นๆ ... หนึ่งบันทึกของชาวสยาม

 

"ถ้าหาคนมี ศีลเสมอกันหรือสูงกว่า
เดินไปด้วยกันไม่ได้
:
พระพุทธองค์ทรงให้เลือก
... "" เดินไปคนเดียว ""....
:
เพราะเลือกคบคนอย่างไร
เราก็จะเป็นอย่างนั้น ....
:
ถ้าคบคนพาล .. คนโกง .. หลงกามคุณ
ถ้าสติเราไม่พอ ..........
:
อีกไม่นานเราก็จะซึมซับ
สิ่งเหล่านั้น ได้โดยไม่รู้ตัว
:
คนฉลาดใช้ชีวิต ..
จึงเลือกคบ ... กัลยา ณ. มิตร
:
ถ้าไม่มีคนที่มี "" ศีลธรรม "" ... รอบตัวเลย
จงเลือกเดินคนเดียว
และมี ..."" สติ ""...เป็นเพื่อน

ผมเป็นวัยกลางคนที่อยู่ในช่วง "สับสน" ระหว่างยุค

ยุคของปลอมที่เรียกตัวเองว่า "ของเทพ"

ยุคของจีน ที่เรียกว่าของเมกา

ยุคของคนรวยใช้จ่ายซื้อของดีๆต้องระวัง เพราะจะโดนแทงหลัง ว่าแค่รวยไม่พอ ต้องโง่ด้วยถึงซื้อได้

ยุคของกูรู ที่เป็นแค่นักเขียน

ยุคที่รถแต่งแรงด้วยน้ำลาย

ยุคที่รู้จักรถคนอื่นทุกรุ่น ซ่อมได้ด้วยน้ำลายทุกคันตอบคนอื่นได้หมด
แต่ยกเว้นรถตัวเอง "รถกูเป็นเหี้ยอะไรพังวะ"

ยุคทีวีดิจิตอล100ล้านช่อง แต่หาดูช่องดีๆแทบจะไม่ได้สักช่อง

ยุคของการจ่ายค่าเนตแรงๆ ที่หลุดทุก10นาทีตอนฝนตก

ยุคที่ภูมิใจใน4Gที่แรงเกือบเท่า10ปี ที่แล้วของเพื่อนบ้าน

ยุคที่ยอดLikeสำคัญกว่าเกรดการศึกษา

ยุคที่อักขระไทย คล้ายต่างดาว

ยุคที่เด็กรุ่นใหม่ ไม่สนใจใบปริญญา เพราะคิดว่าเป็น mark zuckerberg ไม่ก็ steve jobs กลับมาเกิด

ยุคที่เปิดรูปโปรไฟส์. เดินตามหาให้ตายก็ไม่เจอตัว (อีนี่คนไหน)

ยุคการลงทุนของวัยรุ่นที่ไม่ใช่การศึกษาแล้วแต่เป็น ตา ปาก จมูก นม ที่เรียกว่าลงทุนเพื่อ อนาคต

ยุคที่ผู้ชาย สวยกว่าผู้หญิง

ยุคที่ไม่สามารถบอกได้ว่า เด็กคนนี้แม่มันคนไหน

ยุคที่ตื่นเช้ามาอาจตกใจหน้าสดเมีย คนที่เพิ่งพามาได้เสียเมื่อคืน

ยุคที่ของบำรุงผิวมีเป็นล้านแบรนด์ แต่ผลิตจากที่เดียวกัน

ยุคที่อาหารเสริม สำคัญกว่าอาหารที่ต้องแดก

ยุคที่ผู้หญิงทุกคนจะอกฟู รูฟิต

ยุคที่ยาหลอดเดียว สรรพคุณทาได้ตั้งแต่หัวแม่ตีนยันหน้า

ยุคที่เด็กเชื่อคนที่ติดคุกมากกว่าพ่อแม่

ยุคที่ คุณครูแทบจะต้องกราบเด็กในตอนเช้า

ยุคที่งานแต่งงาน ต้องยอมจ่ายให้ธีมงานเหมือนอยู่บนสรวงสวรรค์ และตกนรกทันที ที่เงินไม่พอจ่ายตอนเลิก

ยุคที่คนจ่ายค่าแก้วกาแฟ เพื่อถ่ายรูป

ยุคที่ ค่าแรงงานเกือบ400แต่สมองกับความสามารถ เท่ากับ 200

ยุคที่แค่คิดต่าง มึงคือศัตรู

ยุคที่ตลาดนัด คือศูนย์รวมแมลงเม่าเข้ากองไฟ

ยุคที่ คนทุกคนจะเท่าเทียมกัน คือจนเหมือนกัน

ยุคของคนเก่ง จะเงียบหายเพราะอายนักเลงคีย์บอร์ด

ยุคที่ เราโดนตรวจสอบแต่เราตรวจสอบคนตรวจไม่ได้

ยุคที่ขยันตั้งหน่วยตรวจสอบ แต่ดันลืมตรวจสอบหน่วยตัวเอง

พอแระ

เดี๋ยวโดนถีบตกยุค


เราเคยชินกับความรู้ที่ว่า อวัยวะจะเสื่อมไปตามเวลา วิธีการยืดอายุอวัยวะมีร้อยแปดพันประการ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ดร.โรแนน แฟคโทรา แห่งสถาบันการแพทย์ Cleveland Clinic ประเทศสหรัฐอเมริกา เด็ดยอดวิธียืดอายุอวัยวะต่างๆ ไว้ในนิตยสาร Times ดังนี้

1. สมอง

Fact:
หลังอายุ 70 ปี จะเริ่มพบความผิดปกติที่เกิดจากความเสื่อมของสมอง ซึ่งมักเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลันในคราวเดียว
How-to:
(1) นิวโรบิกส์ เอ็กเซอร์ไซส์ (Neurobics Exercise) หรือการทำกิจกรรมที่ต้องใช้มือทั้ง 2 ข้าง ทำงานประสานกัน เช่น ทำสวน เย็บผ้า ทำกับข้าว ช่วยให้สมองทั้งซีกซ้ายและขวาได้รับการกระตุ้นและทำงานไปพร้อมกัน
(2) กิน ปลาทะเล ถั่วเปลือกแข็ง และธัญพืช แหล่งสุดยอดสารอาหารบำรุงเป็นประจำ
(3) ฝึกเจริญสติก่อนนอน ใช้วิธีกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและออก จนกว่าจะหลับ ช่วยลดความเครียดและทำให้สมองปลอดโปร่งในวันรุ่งขึ้น

2. ดวงตา

Fact:
หลังอายุ 40 ปี ต่อจากนั้น ทุกๆ ปี ดวงตา จอประสาตา เลนส์ตาจะเสื่อมลง ในอัตราที่ไม่สม่ำเสมอ ขึ้นอยู่กับรูปแบบกิจกรรมในชีวิตประจำวัน
How-to:
(1) สวมแว่นกันแดด ก่อนทำกิจกรรมกลางแจ้งทุกครั้ง (2) ผู้ที่ทำงานกับคอมพิวเตอร์ ควรพักสายทุกๆ 45 นาที อย่างน้อย 5-10 นาที
(3)งดใช้โทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตก่อนนอน

3. หู

Fact:
หลังอายุ 60 ปี การได้ยินจะค่อยๆ ลดลงทุกปี และทุกๆ 1 ใน 3 คนมีปัญหาเรื่องการได้ยินเมื่อเข้าสู่วัยนี้
How-to:
(1) หลีกเลี่ยงการทำงานหรืออาศัยอยู่ในที่ๆ มีเสียงดัง หากจำเป็นต้องใส่เครื่องป้องกัน
(2) งดสั่งน้ำมูกแรงๆ หรือ กลั้นจาม เพราะอาจทำให้เยื่อแก้วหูมีปัญหา
(3) งดแคะหูเอง เพราะขี้หูเป็นขี้ผึ้งรักษาความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ การแคะหูทำให้เกิดการอักเสบและเยื่อแก้วหูฉีกขาดได้

4. ปอด

Fact:
หลังอายุ 30 ปี ต่อจากนั้น ทุกๆ ปี ประสิทธิภาพการทำงานของปอดจะลดลงราวร้อยละ 1
How-to:
(1) ว่ายน้ำ หรือ วิ่ง อย่างน้อยวันละ 45 นาที – 1 ชั่วโมง
(2) หลีกเลี่ยง ควันธูป ควันจากการประกอบอาหาร ฝุ่นขนาดเล็ก และสารเคมีที่มีไอระเหยต่างๆ

5. หัวใจ

Fact:
หลังอายุ 65 ปี จะเริ่มมีโอกาสเป็นโรคหัวใจ เนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจที่ลดลงสวนทางกับอัตราการหนาตัวของผนังหัวใจที่เพิ่มขึ้นเมื่ออายุ 20-30 ปี เฉลี่ยทุกๆ 10 ปี อัตราการสูบฉีดโลหิตสูงสุดจะลดลงราวร้อยละ 10
How-to:
(1) งดอาหารหวาน มัน เค็ม รักษาความดันโลหิตและน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ (2) ว่ายน้ำ เดิน วิ่ง โยคะ ร่วมถึงการยกน้ำหนัก ช่วยให้หัวใจทำงานต่อเนื่อง กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง
(3) ปลูกต้นไม้ ไปทำกิจกรรมในสวนสาธารณะ หรือมีสัตว์เลี้ยง ผู้ที่มีงานอดิเรกเหล่านี้ มีความเสี่ยงโรคหัวใจน้อยกว่าคนทั่วไป

6. ไต

Fact:
หลังอายุ 50 ปี ไตจะเริ่มเสื่อมลงทีละน้อยๆ จนคุณแทบไม่รู้สึก
How-to:
(1) ดื่มน้ำให้เพียงพอ สถาบันการแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (Institute of Medicine : IOM) ระบุว่า ผู้ชายอายุ 19 ปีขึ้นไป ต้องดื่มน้ำถึง 13 แก้วต่อวัน ขณะที่ผู้หญิงวัยเดียวกันต้องการน้ำวันละ 9 แก้ว
(2) งดปรุงแต่งรสอาหารโดยไม่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็น น้ำตาล เกลือ หรือซอสต่างๆ
(3) ควบคุมน้ำหนักตัว และความดันโลหิตไม่ให้เกินเกณฑ์มาตรฐาน

7. สำไส้

Fact:
หลังอายุ 60 ปี ปุ่มเล็กๆ ที่ทำหน้าที่ดูดซึมสารอาหารในลำไส้เล็กจะบางลง ร่างกายจึงดูดซึมสารอาหารได้น้อยลงตามไปด้วย
How-to:
(1) ย่อยง่าย กินปลา ถั่ว เห็ด รวมถึงผักผลไม้ให้มากขึ้น หลีกเลี่ยงอาหารทอด (2) กินโยเกิร์ต 1 ถ้วยทุกวัน เสริมโปรไบโอติก เพิ่มปริมาณแบคทีเรียดีในลำไส้
(3) ฝึกโยคะ 4 ท่า ช่วยระบบย่อยทุกเช้าหลังตื่นนอน ดังนี้ ท่าแมว ท่าสุนัข ท่าสามเหลี่ยม ท่าสะพาน และปิดท้ายด้วยท่าศพ ครั้งละ 3-5 ลมหายใจ แต่ละท่าทำ 5 ครั้ง นับเป็น 1 เซ็ต

8. ผิวหนัง

Fact:
หลังอายุ 18 ปี ต่อจากนั้น ทุกๆ ปี คอลลาเจนและอิลาสตินในผิวหนังจะลดลงประมาณร้อยละ 1
How-to:
(1) ทาครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของไทเทเนียมหรือสังกะสีเป็นประจำ
(2) กินถั่วเปลือกแข็ง ผลไม้ตระกูลส้มและเบอร์รี่ เป็นประจำ
(3) มาร์คหน้าด้วยโยเกิร์ตผสมข้าวโอ๊ต หรือ ใช้วุ้นจากว่านหางจระเข้ เพื่อฟื้นฟูผิวหลังออกแดดเสมอ

9. กระดูก

Fact:
หลังอายุ 35 ปี ต่อจากนั้นทุกๆ ปีความหนาแน่นของมวลกระดูกจะลดลงราวร้อยละ 1 และจะมีอัตราลดลงเร็วขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน (ในเพศหญิง)
How-to:
(1) ยกน้ำหนัก หรือ กระโดดขึ้น-ลง 20 ครั้ง วันละ 2 เซ็ต
(2) เพิ่มเมนูไทยๆ เปี่ยมแคลเซียม เช่น น้ำพริกกะปิปลาทูทอดกับผักสด อย่างน้อย 3-4 มื้อต่อสัปดาห์
(3) ระวังการใช้ยาสเตียรอยด์และยาลูกกลอนที่มีผลทำให้กระดูกพรุน

10. กล้ามเนื้อ

Fact:
หลังอายุ 40 ปี ต่อจากนั้นทุกๆ ปี มวลกล้ามเนื้อจะลดลงและเปลี่ยนเป็นไขมัน อัตรานั้นไม่สม่ำเสมอขึ้นอยู่กับรูปแบบกิจกรรมในชีวิตประจำวัน
How-to:
(1) วิดพื้น สวอท และยกน้ำหนักแต่ละท่าทำ 15 -20 ครั้ง นับเป็น 1เซ็ต ทำทุกวันอย่างน้อยครั้งละ 2 เซ็ต

สุดท้าย การกินอาหารที่มีสารแอนติออกซิแดนท์สูง เช่น ผักหลากสี ผลไม้รสเปรี้ยว รสฝาดขม ช่วย
ชะลอกระบวนการเสื่อมของเซลล์ตามปกติได้ อย่าลืมเสริมด้วย การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทำสมาธิ และหาโอกาสออกไปพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ เพื่อลดความเครียด (ตัวการเร่งให้เกิดกระบวนการเสื่อมของเซลล์) เท่านี้ก็ช่วยยืดอายุให้อวัยวะต่างๆ ได้เช่นกัน

ที่มา: ขอขอบคุณ
รศ. ดร. ภญ. อรพรรณ มาตังคสมบัติ
อดีต คณบดี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

เรามาวัดเพื่อมาทำบุญทำทาน รักษาศีล ฟังเทศน์ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม  เป็นการกระทำที่พระบรมศาสดาของพวกเรา คือพระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนให้หมั่นทำอย่างสม่ำเสมอ  เพราะเมื่อได้ทำแล้ว จะทำให้มีความสุข มีความเจริญรุ่งเรือง มีความร่มเย็น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟังธรรมะ  พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า กาเลน ธัมมัสสวนัง  เอตัมมังคลมุตตมัง  การฟังธรรมตามกาลตามเวลา เป็นมงคลอย่างยิ่งแก่ชีวิต  การฟังธรรมตามกาลตามเวลาหมายถึง อย่างน้อยอาทิตย์หนึ่ง ควรได้ยินได้ฟังธรรมะสักครั้งหนึ่ง  เพราะการฟังธรรมะนั้น เหมือนกับการเติมน้ำมันให้กับรถยนต์  ธรรมะเป็นเหมือนน้ำมันของจิตใจ  จิตใจเป็นเหมือนรถยนต์คันหนึ่ง  ตลอดเวลา ๖-๗ วันที่ผ่านมา เราได้ใช้จิตใจไปกับการทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง จิตใจจึงหมดกำลัง หมดพลัง จึงต้องมีการเติมพลังให้กับจิตใจ ด้วยการฟังเทศน์ฟังธรรม   เมื่อได้ฟังเทศน์ฟังธรรมแล้วจิตใจจะมีความสุข มีความอิ่ม มีความสบายนั่นเอง 

การฟังธรรมจึงเป็นสิ่งที่พวกเราไม่ควรมองข้าม   แต่ควรให้ความสนใจเหมือนกับการที่เราให้ความสนใจต่อการเติมน้ำมันรถยนต์   เรารู้ดีว่าถ้าเติมน้ำมันรถเพียงครั้งเดียว แล้วขับไปเรื่อยๆ  ไม่แวะเติมน้ำมันอีก  พอวิ่งไปอีกไม่นาน ไม่ไกล น้ำมันก็จะต้องหมด   เมื่อน้ำมันหมดแล้ว รถก็ไม่สามารถวิ่งไปได้อีก  ใจของเราก็เหมือนกัน  ถ้าไม่ได้รับการเติมพลังแห่งธรรมะเข้าไปในจิตใจแล้ว  ต่อไปก็จะไม่มีกำลังจิตกำลังใจ  จะเกิดความท้อแท้ เกิดความเบื่อหน่ายในชีวิตขึ้นมา  ถ้าไม่ระมัดระวัง  ความท้อแท้ความเบื่อหน่ายในชีวิตนี้ จะสร้างความคิดที่ไม่ดีให้กับตัวเรา จะคิดฆ่าตัวตายไปในที่สุด  นี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนหลายคนในสังคม ที่เราได้ยินข่าวคราวทุกวี่ทุกวัน ว่าคนนั้นฆ่าตัวตาย คนนี้ฆ่าตัวตาย  คนนี้คนนั้นไปฆ่าคนนั้นไปฆ่าคนนี้  เหล่านี้ล้วนเกิดจากจิตใจที่ไม่ได้ฟังเทศน์ฟังธรรมตามกาลตามเวลานั่นเอง มงคลแห่งชีวิตจึงไม่ปรากฏ  ปรากฏแต่สิ่งที่เป็นอัปมงคล 

พวกเราพุทธศาสนิกชนผู้มีความศรัทธา มีความเลื่อมใสในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า จึงควรน้อมจิตน้อมใจเข้าหาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่เรื่อยๆ อย่างน้อยอาทิตย์หนึ่งก็ควรฟังเทศน์ฟังธรรมสักครั้งหนึ่ง จะเป็นวันพระก็ได้ หรือวันอื่นก็ได้ สมัยนี้ถ้าไม่สะดวกในวันพระ เพราะไม่ตรงกับวันหยุด  ก็เข้าวัดในวันเสาร์วันอาทิตย์แทนก็ได้  อย่างที่วัดนี้จะมีการแสดงธรรมเทศนาอยู่เสมอ ทั้งวันพระ ทั้งวันเสาร์และวันอาทิตย์ เราจึงควรให้ความสนใจ เพราะเมื่อได้เข้าหาธรรมะแล้ว   ธรรมะก็จะให้แสงสว่างกับเรา ทำให้เราสามารถแยกแยะได้ว่า อะไรผิด อะไรถูก ทำให้เราเป็นคนฉลาด มีปัญญาขึ้นมา อานิสงส์ของการฟังเทศน์ฟังธรรมนั้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้มีอยู่ ๕ ประการด้วยกันคือ

๑. จะได้ยินได้ฟังในสิ่งที่ไม่ค่อยได้ยินได้ฟังกันมาก่อน  เช่นเรื่องบาปบุญคุณโทษ นรกสวรรค์  ตายแล้วต้องไปเกิดใหม่  เรื่องเหล่านี้เรามักจะไม่ค่อยได้ยินได้ฟังกัน ถ้าไม่ได้มาวัด ไม่ได้ฟังเทศน์ที่แสดงผ่านสื่อต่างๆ  เช่นสื่อโทรทัศน์ วิทยุ เทป ฯลฯ  เราสามารถใช้สื่อเหล่านี้ฟังเทศน์ฟังธรรมได้  ถ้าไม่สามารถมาวัดได้  เพราะการฟังเทศน์ฟังธรรมนั้น ไม่จำเป็นจะต้องมาวัดเสมอไป  ที่ไหนมีการแสดงธรรม ก็สามารถฟังเทศน์ฟังธรรมได้  ถ้าไม่สามารถมาที่วัดได้ อยู่ที่บ้านเปิดวิทยุฟัง ก็มีการแสดงธรรมเทศนาอยู่เรื่อยๆ  เปิดโทรทัศน์ตอนเช้าๆ ก็มีการแสดงธรรมเทศนาอยู่ เรื่องการฟังเทศน์ฟังธรรมจึงไม่ใช่เป็นเรื่องยากเย็นอะไร ถ้าเราให้ความสนใจ  สามารถฟังได้ในหลายรูปแบบด้วยกัน  เมื่อได้ยินได้ฟังในสิ่งที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังแล้ว   ก็จะได้มีความรู้เพิ่มขึ้นมานั่นเอง  รู้ในสิ่งที่ดีที่งามด้วย   เพราะสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนนั้น ล้วนเป็นสิ่งที่จะพาให้เราไปสู่ความสุขความเจริญ ให้อยู่ไกลจากความทุกข์ความเสียหายทั้งหลาย  นี่คืออานิสงส์ข้อแรก  จะได้ยินได้ฟังในสิ่งที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน 

๒. สิ่งที่เคยได้ยินได้ฟังแล้ว แต่ยังไม่ค่อยเข้าใจ ก็จะได้ยินได้ฟังซ้ำอีก  เมื่อได้ยินได้ฟังซ้ำบ่อยๆ ก็จะเกิดความเข้าใจขึ้นมาตามลำดับ  จนในที่สุดก็จะเกิดความเข้าใจอย่างเต็มที่ การฟังเทศน์ฟังธรรมจึงไม่ได้ฟังเพียงครั้งเดียว แล้วจะบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้เลย  แต่ต้องอาศัยการฟังอยู่เรื่อยๆ ฟังไปเรื่อยๆ ทีละเล็กทีละน้อย  จิตใจก็จะซึมซาบเข้าไปทีละเล็กทีละน้อย  แล้วก็จะเกิดความเข้าอกเข้าใจเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ  จนในที่สุดก็จะรู้จะเห็นเหมือนกับที่พระพุทธเจ้าทรงรู้ทรงเห็นเลย  พระพุทธเจ้าทรงตรัสบอกว่า สวรรค์มีจริง นรกมีจริง  ในเบื้องต้นเวลาเราฟังแล้ว ก็ไม่เข้าใจว่ามีจริงได้อย่างไร   เพราะเราอยู่ในโลกนี้ ก็เห็นแต่สิ่งที่มีอยู่ในโลกนี้เท่านั้น  นรกสวรรค์นี้เป็นอย่างไร เราก็ไม่รู้  แต่ถ้าฟังไปเรื่อยๆ แล้วก็จะเข้าใจขึ้นมาว่า นรกหรือสวรรค์นี้ ก็คือความสุข ความทุกข์ที่เกิดขึ้นในจิตในใจของเรานั่นเอง 

ร่างกายของเราถึงแม้จะอยู่ในโลกนี้ แต่ใจของเราสามารถขึ้นสวรรค์ตกนรกได้ในขณะที่เรายังไม่ตาย   เช่นวันไหนเรามีความทุกข์ มีความเศร้าโศกเสียใจ  มีความวุ่นวายใจ  วันนั้นใจของเราได้ตกนรกแล้ว  โดยที่ร่างกายของเรายังอยู่ในโลกนี้ แต่ใจของเรานั้นไปสู่นรกแล้ว  ส่วนอีกวันหนึ่ง  เช่นวันนี้เรามาทำบุญทำทานกัน มารักษาศีล มาฟังเทศน์ฟังธรรม มาปฏิบัติธรรมกัน  ใจของเราก็มีความสุข มีความอิ่มเอิบ ขณะนี้ใจของเราก็ถือได้ว่าได้ขึ้นสวรรค์แล้ว  นี่แหละคือเรื่องนรกเรื่องสวรรค์ ท่านจึงพูดไว้ว่า สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ  เมื่อเราได้ยินได้ฟังอยู่เรื่อยๆ ก็จะเกิดความเข้าใจ  จะรู้ด้วยว่าการที่จะขึ้นสวรรค์หรือตกนรกนั้น ไม่มีใครสามารถส่งเราไปได้  มีตัวเราเท่านั้นแหละที่จะเป็นผู้ส่งให้เราไป  เช่นวันนี้เราทำความดีกัน  จิตใจเรามีความสุข จิตใจเราได้ขึ้นสวรรค์แล้ว คือผลได้ปรากฏขึ้นแล้วในจิตใจของเรา  ถ้าทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ  จิตใจก็จะชินกับทางแห่งสวรรค์  เมื่อต้องทิ้งร่างกายไป  จิตใจซึ่งมีสวรรค์อยู่ในใจแล้ว ก็จะไปอยู่ในสวรรค์ทันที 

ถ้าไม่เคยได้ยินได้ฟัง ก็จะปฏิเสธเรื่องราวเหล่านี้  เพราะจะเห็นแต่ร่างกายเท่านั้น  ไม่เห็นจิตใจ  เห็นว่าร่างกายอยู่บนโลกนี้ จะไปตกนรกได้อย่างไร  จะไปขึ้นสวรรค์ได้อย่างไร  นั่นเป็นเพราะไม่เข้าใจอีกส่วนหนึ่งของตัวเรา คือใจ  ถึงแม้ร่างกายจะอยู่ในโลกนี้  อยู่ในบ้านที่ใหญ่โตมโหฬาร แต่ใจก็ยังตกนรกได้  วันไหนมีความเศร้าโศกเสียใจ กินไม่ได้นอนไม่หลับ  ต่อให้อยู่ในวัง อยู่ในคฤหาสน์อันใหญ่โตขนาดไหนก็ตาม  มันก็เป็นคฤหาสน์ เป็นวังสำหรับร่างกายเท่านั้นเอง  แต่ใจหาได้อยู่ในวังด้วยไม่  ในขณะที่ใจมีความทุกข์ มีความเศร้าโศกเสียใจ มีความวุ่นวายใจ   ในขณะนั้นใจได้ตกนรกไปแล้ว  ถ้าไม่รีบแก้ไข เอาธรรมะมาดับความทุกข์เหล่านี้ ปล่อยให้สะสมไปเรื่อยๆ    เวลาตายไป ร่างกายนี้ดับไปแล้ว  ใจก็จะไปสู่นรกทันที  เพราะได้สร้างสมนรกไว้ในใจอยู่ตลอดเวลานั่นเอง 

นี่แหละคือเรื่องราวของชีวิตของพวกเรา  เรื่องของนรก เรื่องของสวรรค์ มันมีจริง เพียงแต่เราไม่รู้ ไม่เข้าใจเท่านั้นเอง  มันเกิดขึ้นจากการกระทำของเรา เวลาทำความดี ก็เท่ากับส่งใจให้ขึ้นสวรรค์  เวลาทำความชั่ว ก็เท่ากับส่งใจให้ตกนรก  นี่แหละเรื่องของดีชั่ว เรื่องของนรก เรื่องของสวรรค์ มันก็อยู่ที่ตัวเราทั้งสิ้น  ถ้ารู้แล้วว่านรกและสวรรค์มีจริง   และการกระทำความดีและการกระทำความชั่ว เป็นเหตุที่จะให้ไปสวรรค์หรือไปนรก ก็ต้องรีบทำแต่เหตุ ที่จะส่งให้ไปสวรรค์  นั่นก็คือทำแต่ความดี เช่นทำบุญทำทาน รักษาศีล ปฏิบัติธรรม ฟังเทศน์ฟังธรรม  เหล่านี้ล้วนเป็นเหตุที่จะพาให้ไปสวรรค์กัน  เมื่อรู้ว่าการทำบาปทำกรรม ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ประพฤติผิดประเวณี ลักทรัพย์ พูดปดมดเท็จ เสพสุรายาเมา และอบายมุขต่างๆ เป็นเหตุที่จะพาให้ไปตกนรก  ก็ระงับการกระทำสิ่งเหล่านี้เสีย  เหมือนกับรู้ว่าไฟจะไหม้บ้านได้  ก็อย่าไปจุดไฟเสีย ไฟก็จะไม่ไหม้  ฉันใดนรกก็เกิดจากการกระทำบาป กระทำความชั่วนี่เอง  วันไหนที่มีจิตใจรุ่มร้อน มีความไม่สบายใจ นั่นแหละแสดงว่าได้ทำความชั่วมาแล้ว ผลของความชั่วเริ่มปรากฏขึ้นมาให้เห็นแล้ว 

เราจึงต้องพยายามต่อสู้กับความคิดที่ไม่ดี  ความคิดที่จะฉุดลากให้ไปกระทำความชั่ว เช่นในขณะที่มีความโกรธแค้นโกรธเคือง  ในขณะนั้นจิตกำลังอยากจะทำความชั่ว เพราะเวลาที่ใครมาทำให้โกรธแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะต้องระบายความโกรธแค้นที่มีอยู่ในใจออกมา  อย่างน้อยที่สุดก็จะพูดจาไม่สุภาพ ใช้คำหยาบด่าว่ากัน   และถ้าไม่ระมัดระวัง  เมื่อมีการตอบโต้กัน  มีการด่ากันไปด่ากันมา  เดี๋ยวก็ต้องมีการลงไม้ลงมือกัน  มีการทำร้ายร่างกายกัน  เผลอๆก็อาจฆ่ากันในที่สุด  แล้วพอฆ่ากันเสร็จแล้วคนตายก็ตายไป คนตายก็ไปนรกทันที คนที่ฆ่าก็ไปนรกทันทีเหมือนกัน  คือใจนั่นแหละต้องมีความวุ่นวาย  มีความเดือดร้อน จะต้องหนีหัวซุกหัวซุน เพราะกลัวจะถูกจับเข้าไปอยู่ในคุกในตะราง  ในขณะนั้นใจของคนที่ฆ่าคนอื่น ก็ตกนรกเหมือนกัน  คนที่ถูกฆ่าก็ตกนรกไปก่อนแล้ว เพราะมีความเกลียด มีความแค้นต่อกันและกัน นี่คือเรื่องของนรกเรื่องของสวรรค์ ถ้าฟังเทศน์ฟังธรรมอยู่เรื่อยๆ ก็จะเข้าใจว่านรกมีจริง สวรรค์มีจริง  เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอน 

๓. เมื่อได้ยินได้ฟังธรรมอยู่เรื่อยๆ อยู่บ่อยๆ ก็จะสามารถขจัดความสงสัยให้หมดไปได้  เช่นสงสัยว่านรกมีจริงหรือไม่ สวรรค์มีจริงหรือไม่  การทำดีได้ดีจริงหรือไม่  การทำชั่วได้ชั่วจริงหรือไม่   เหล่านี้ถ้าได้ยินได้ฟังอยู่เรื่อยๆ แล้วนำไปประพฤติปฏิบัติกับตัวเรา  เช่นพยายามทำแต่ความดี ไม่ทำความชั่ว  ก็จะเห็นผลปรากฏขึ้นมาภายในจิตใจ  จิตใจจะมีความเย็น มีความสงบ มีความสุข   ถึงแม้จะไม่ร่ำไม่รวย  ถึงแม้จะอดอยากขาดแคลนในบางสิ่งบางอย่าง แต่ในใจกลับมีความอิ่มเอิบใจ เพราะได้ทำความดี  เวลาทำความดีแล้ว จิตใจมีความสุข  ได้ช่วยเหลือคนอื่นที่ตกทุกข์ได้ยาก ลำบากลำบน  ก็ทำให้เรามีความสุข  เพราะเห็นคนที่เราได้ช่วยเหลือมีความสุข  การกระทำอย่างนี้แหละ ที่ทำให้เรามีความร่มเย็นเป็นสุข เมื่อเข้าใจแล้วว่าความร่มเย็นเป็นสุขนั้นคือสวรรค์  เราก็ไม่สงสัยในเรื่องสวรรค์ ในเรื่องนรก จะรู้ว่านรกและสวรรค์นี้มีจริง อยู่ในใจ ไม่ได้อยู่ที่กาย  กายเป็นเพียงภาชนะที่รองรับใจเท่านั้นเอง   เหมือนกับจานข้าวที่รองรับอาหาร  จานข้าวไม่ใช่อาหาร  อาหารต้องอาศัยจานข้าวไว้ใส่  เวลารับประทาน เราไม่ได้รับประทานจาน แต่รับประทานอาหารที่อยู่ในจาน 

จิตใจก็เป็นเหมือนอาหาร ที่อาศัยร่างกายเป็นภาชนะรองรับ เป็นเครื่องมือ จะทำบาปทำกรรม ทำดีทำคุณทำประโยชน์ ก็ต้องมีร่างกายเป็นส่วนประกอบ เช่นวันนี้อยากจะมาทำบุญ ก็ต้องมีร่างกายนี้พามา ถึงจะมาทำบุญได้  ถ้าตายไปแล้ว ก็ไม่มีโอกาสที่จะได้ทำบุญ  เพราะใจก็ต้องไปเสวยบุญเสวยกรรมที่ได้ทำไว้ จนกว่าจะได้ไปเกิดเป็นมนุษย์อีก   เมื่อได้เกิดเป็นมนุษย์แล้ว  เกิดมีความอยากที่จะทำบุญ ก็อาศัยร่างกายนี้เป็นเครื่องมือพามาที่วัด  มาทำบุญทำทาน ฟังเทศน์ฟังธรรมกัน  ร่างกายจึงไม่ได้เป็นตัวที่สำคัญ   ร่างกายไม่ได้ตกนรก ไม่ได้ขึ้นสวรรค์  ตัวที่ตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ ก็คือใจ  ใจที่มีความสุขนั้นแล คือใจที่ได้ขึ้นสวรรค์แล้ว  ใจที่มีความทุกข์นั้นแล คือใจที่ได้ตกนรกแล้ว เราจึงควรสร้างสวรรค์ให้มีมากๆ ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่   พยายามทำความดีมากๆ อย่าไปทำความชั่ว  แล้วจิตใจจะมีแต่สวรรค์  จะมีนรกก็น้อยมาก อาจจะเป็นผลที่เกิดจากการทำบาปทำกรรมในอดีต แล้วส่งผลขึ้นมา  ไม่ได้หมายความว่า ทำความดีทุกวันแล้ว จะไม่มีความทุกข์เลย   เพราะความทุกข์บางส่วน ก็เกิดจากการกระทำความไม่ดี ที่ได้ทำไว้ในอดีต  หรือการกระทำความชั่วที่ได้กระทำไว้ในปัจจุบัน ที่ยังไม่สามารถละได้  แต่อย่างน้อยที่สุดเรารู้แล้วว่า นรกและสวรรค์มีจริง  นี่คืออานิสงส์ที่จะได้รับจากการฟังเทศน์ฟังธรรม

๔. ทำให้เกิดปัญญาขึ้นมา เกิดความรู้ ความฉลาดขึ้นมา เรียกว่ามสัมมาทิฐิ ความเห็นที่ถูกต้องนั่นเอง  เห็นว่าบาปมีจริง บุญมีจริง  นรกมีจริง สวรรค์มีจริง การทำความดีทำให้ขึ้นสวรรค์  การทำความชั่วทำให้ตกนรก เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ก็จะไม่กล้าทำบาปทำความชั่วอีกต่อไป  เพราะไม่อยากจะตกนรกนั่นเอง ก็จะมุ่งทำแต่ความดี  ทำแต่สิ่งที่ดีที่งาม ทำให้มีความสุข ไม่ต้องไปแสวงหาอะไรมากมายก่ายกองภายนอก   เพราะสิ่งต่างๆที่ได้จากภายนอกนั้น ไม่ได้สร้างสวรรค์ให้เกิดขึ้น  แต่กลับสร้างนรกให้เกิดขึ้นภายในใจ   เช่นอยากจะได้อะไร แต่ไม่มีกำลังพอที่จะซื้อมาได้  ก็ต้องไปซื้อเงินผ่อน  ไปกู้หนี้ยืมสิน เพื่อไปซื้อสิ่งที่อยากจะได้มา   เมื่อได้มาแล้ว ก็ดีอกดีใจไปชั่วขณะหนึ่ง หลังจากนั้นก็จะมีแต่ความกังวล  ความกลุ้มใจ เพราะจะต้องหาเงินมาใช้หนี้นั่นเอง ถ้าหาไม่ได้ ยิ่งกลุ้มใจใหญ่ ยิ่งทุกข์ใจใหญ่ นี่เกิดนรกขึ้นมาภายในใจแล้ว  เกิดเพราะความอยากได้สิ่งนั้น แล้วไม่มีความสามารถที่จะซื้อมาได้  ก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน เมื่อไม่มีปัญญาที่จะหามาคืนเขาได้ ก็ต้องเกิดความวุ่นวายใจขึ้นมา  

ถ้าเป็นคนฉลาดจะรู้ว่า  นรกสวรรค์ไม่ได้อยู่กับการมีมากมีน้อย  แต่อยู่กับการทำความดีได้มากน้อยเพียงไรต่างหาก   ถ้าอยากจะมีความสุข ก็ทำความดีไป  อย่าไปแสวงหาสิ่งต่างๆ  ที่ไม่สามารถจะแสวงหามาได้  เพราะสิ่งต่างๆเหล่านั้นไม่ได้สร้างความสุข สร้างสวรรค์ให้กับเรา  ถ้าไม่ระวัง ถ้าไม่อยู่ในฐานะที่จะหาซื้อมาได้ด้วยกำลังทรัพย์ที่มีอยู่ ก็จะต้องไปยืมเขามา แล้วในที่สุดก็จะสร้างนรกให้กับใจ   เวลาที่ไม่สามารถผ่อนต่อไปได้ ก็จะต้องคืนเขาไป  เวลาคืนไปก็จะเกิดความเสียอกเสียใจ  ถ้ารู้จักหักห้ามจิตใจ ก่อนที่จะไปซื้อ ก็จะไม่มีปัญหาอะไรตามมา  คิดเสียว่า เมื่อก่อนไม่มีสิ่งเหล่านี้ เราก็อยู่ได้  ทำไมจะต้องไปดิ้นรนหามาทำไม ก็อยู่ตามประสาตามฐานะของเราไปก็หมดเรื่อง มีมากมีน้อยก็อยู่ตามฐานะของเราไป อย่าอยู่เกินฐานะ  จะได้ไม่ต้องมีปัญหากับการไปกู้หนี้ยืมสิน ไม่ต้องไปมีปัญหากับการใช้หนี้ใช้สิน ไม่มีปัญหากับการที่จะต้องมาร้องห่มร้องไห้ เมื่อจะต้องถูกยึดข้าวของต่างๆไป   ถ้ารู้จักอยู่แบบมักน้อยสันโดษ ยินดีตามสภาพของเรา  มีอะไรมากน้อยเพียงไร ก็อยู่ตามสภาพของเราไป  ก็มีความสุขได้  เพราะความสุขนั้นอยู่ที่ใจเป็นหลัก  อยู่ที่คำว่าพอเท่านั้นเอง 

ถ้ารู้จักคำว่าพอแล้ว ถึงแม้จะไม่มีอะไรเลยก็ตาม ก็จะมีความสุขได้ เหมือนกับพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลาย ท่านก็ไม่มีสมบัติข้าวของอะไรเลย นอกจากบริขาร ๘  คือบาตร ไตรจีวร มีดโกน ที่กรองน้ำ ประคดเอว  ด้ายและเข็มเท่านั้นเอง  นี่เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีพของพระ  มีอยู่เพียง ๘ ชิ้นเท่านั้นเอง  เป็นสมบัติภายนอก  แต่ภายในใจนั้น ท่านมีสมบัติมากมายก่ายกอง คือมีความพอนั่นเอง ท่านสามารถทำจิตใจให้สงบ ให้ระงับจากความอยากต่างๆได้  เมื่อไม่มีความอยากแล้ว สิ่งต่างๆในโลกนี้จะวิเศษขนาดไหนก็ตาม  จะมีมากน้อยเพียงไรก็ตาม ก็จะไม่มีความหมายสำหรับคนที่มีความพออยู่ในใจเลย   เช่นพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลาย  ท่านไม่แสวงหาสมบัติข้าวของเงินทองลาภสักการะเลย  เพราะใจของท่านเต็มเปี่ยมแล้วด้วยความสุข  ด้วยความอิ่ม ความพอนั่นเอง  ใจของพวกเรายังขาดความพอนี่เองจึงทำให้มีความหิว มีความต้องการอยู่เสมอ  ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใด  เป็นคนจนก็ยังมีความอยากอยู่  เป็นมหาเศรษฐีก็ยังมีความอยากอยู่  ยังมีความต้องการอยู่  เพราะความต้องการนี้มันอยู่ในใจ ไม่ได้อยู่กับว่ามีมากมีน้อยเพียงไร 

ต่อให้สามารถหาสิ่งต่างๆที่อยากได้มา  ความอยากในใจก็ยังจะไม่หมดไป  เพราะความอยากไม่มีขอบไม่มีเขต  จะหมดไปได้ ก็อยู่ที่การระงับเท่านั้นเอง  คือต้องฝืนความอยาก  ต้องไม่ทำตามความอยาก  ถ้าไม่จำเป็น ก็อย่าเอา  อยากจะได้ใจจะขาด ก็ไม่ต้องเอา  ถ้าไม่มีสิ่งนั้นแล้วไม่ตาย ก็ถือว่าไม่จำเป็น ก็ไม่ต้องไปเอา  ถ้าฝืนอย่างนี้ไปเรื่อยๆแล้ว  ต่อไปความอยากก็จะหดลงไป หดลงไป จนไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่ในใจ  ใจก็จะเกิดความอิ่ม เกิดความพอขึ้นมา  ก็จะอยู่อย่างมีความสุขนั่นเอง  นี่แหละคือปัญญา รู้ว่าความอยากนี้มันเป็นโทษ ไม่เป็นคุณ  เวลามันเกิดขึ้นแล้ว ต้องรีบทำลาย ด้วยการฝืน อย่าไปทำตามคำสั่ง  ถ้าเข้าใจหลักนี้แล้ว ต่อไปจะอยู่ได้อย่างสุขอย่างสบาย ไม่มีสมบัติอะไรภายนอก ก็ไม่เดือดร้อน  ดีกว่าคนที่มีสมบัติมากมายก่ายกอง แต่ยังมีความอยากอยู่   นี่แหละคือความแตกต่างกัน  นี่แหละคือปัญญาทางพระพุทธศาสนา ที่สอนว่า  ต้นเหตุของความทุกข์ ของความวุ่นวายใจ ก็เกิดจากความอยาก  ถ้าไม่มีความอยากแล้ว รับรองได้ว่าคนๆนั้น จะไม่มีปัญหากับใครทั้งสิ้น  จะมีแต่ความสงบ มีแต่ความเย็น มีแต่ความสบาย  นี่คือปัญญา เป็นอานิสงส์ของการฟังธรรมข้อที่ ๔ 

๕. จิตใจจะมีความผ่องใส มีความสุข มีความเบิกบาน  อย่างในขณะนี้เราฟังเทศน์ฟังธรรมไป  จิตใจของเราก็ได้สัมผัสกับธรรมะของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นเหมือนน้ำมนต์   พวกเราทุกคนเวลาไปวัด ก็ไปขอน้ำมนต์จากพระ  แต่น้ำมนต์ที่พระท่านให้นั้น เป็นน้ำมนต์สำหรับร่างกาย  ไม่เข้าถึงภายในใจ  น้ำมนต์ที่จะเข้าถึงจิตใจได้ ต้องเป็นพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า อย่างในขณะนี้ เรากำลังรับน้ำมนต์ของพระพุทธเจ้าเข้าสู่ใจ เมื่อใจได้รับน้ำมนต์ด้วยการตั้งจิตตั้งใจฟัง ไม่ไปคิดถึงเรื่องราวต่างๆแล้ว  น้ำมนต์คือพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็จะกล่อมจิตใจให้สงบ  เวลาจิตสงบแล้ว จิตก็จะสว่างไสว เบิกบาน อิ่มเอิบ เกิดปีติขึ้นมา 

นี่คืออานิสงส์ ๕ ประการ ที่จะเกิดขึ้นจากการได้ยินได้ฟังธรรมตามกาลตามเวลา  คือ ๑. จะได้ยินได้ฟังในสิ่งที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน  ๒. สิ่งที่เคยได้ยินได้ฟังแล้ว แต่ยังไม่เข้าใจดี ก็จะเกิดความเข้าใจดีขึ้นไปตามลำดับ จนในที่สุดก็จะเข้าใจได้อย่างเต็มที่  ๓. ขจัดความสงสัยในเรื่องราวต่างๆได้   ๔. ทำให้มีความเห็นที่ถูกต้อง คือเกิดปัญญา เกิดความฉลาด  ๕. ทำให้จิตใจผ่องใส มีความสงบร่มเย็นเป็นสุข  นี่คืออานิสงส์ที่จะได้รับจากการฟังธรรม  ซึ่งเป็นมงคลอย่างยิ่งแก่ชีวิต ตามพระบาลีที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้ว่า  กาเลน ธัมมัสสวนัง  เอตัมมังคลมุตตมัง  การฟังเทศน์ฟังธรรมตามกาลตามเวลา เป็นมงคลอย่างยิ่งแก่ชีวิตของเราด้วยประการฉะนี้  การแสดงเห็นว่าสมควรแก่เวลา ขอยุติไว้เพียงเท่านี้

ที่มา http://www.kammatthana.com/D_211.htm

คุณพ่อกับคุณแม่ของผมเป็นหมอครับ คุณพ่อชื่อนายแพทย์สุหัท ฟุ้งเกียรติ คุณแม่ชื่อ นาวาเอกแพทย์หญิงทรงศรี ฟุ้งเกียรติ ท่านเป็นตัวอย่างที่ดีทำให้ผมทำตามและต้องพยายามทำตัวไม่ให้เสียชื่อเสียงของคุณพ่อคุณแม่ อีกทั้งยังมีส่วนทำให้ผมได้เรียนรู้หลายอย่างเกี่ยวกับการรักษาคนไข้

เริ่มต้นพอคนไข้มาหาหมอ พอเจอคุณหมอที่ยิ้มแย้มแจ่มใส แค่คนป่วยไข้ได้เห็นหน้าหมอก็ช่วยทำให้หายป่วยไปแล้วกว่าครึ่ง ดังนั้นถ้าใครเรียนเก่งแล้วอยากเป็นคุณหมอ ขอให้ดูบุคลิกตัวเองด้วยว่าเหมาะกับอาชีพหมอหรือไม่ คนที่คิดจะเป็นอาจารย์สอน Excel ก็เช่นกัน

คุณลูกที่อยากเป็นหมอ พ่อแม่ควรถามลูกให้ดีว่าที่อยากเป็นหมอนั้นน่ะเพราะอะไร ถ้าอยากเป็นหมอเพื่อจะได้มีรายได้ดีๆหรือจะได้ดูแลคุณพ่อคุณแม่ก็อย่าเป็นหมอเลย แต่ถ้าอยากเป็นหมอเพื่อจะได้ช่วยคนทุกคน โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ หากมีความตั้งใจแบบนี้ควรสนับสนุนให้เป็นหมอ แต่ต้องสอนให้ลูกทราบในรายละเอียดชัดเจนด้วยว่า ชีวิตการเป็นหมอนั้นต้องอยู่กับคนป่วยไข้ พบแต่คนที่มีความทุกข์มาขอพึ่ง คุณหมอต้องเสียสละความสุขส่วนตัวมากแค่ไหน ไม่ใช่แค่ชีวิตส่วนตัวของตัวคุณหมอเองที่ถูกแบ่งไปเท่านั้น ความสุขของครอบครัวและลูกของคุณหมอก็จะถูกกระทบไปด้วย ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง

ฝันของคุณลูกมักจะมาสลายตอนสอบติดเข้าหมอได้แล้วจึงพบชีวิตจริงว่า ตัวเองไม่รักอาชีพหมอ ต้องฝืนเรียน พอเรียนจบไปก็มีแต่ความทุกข์ คุณหมอก็กลายเป็นคนไข้ที่เป็นโรคใจรักษาไม่หายไปเสียเอง (ถ้าพ่อแม่สงสารลูกก็อย่าบอกให้ลูกเป็นหมอ แต่บอกให้ลูกหาเพื่อนสนิทเป็นหมอเยอะๆแทน)

คนที่คิดจะมาเป็นอาจารย์สอน Excel ต้องรักที่จะเป็นผู้ให้ ให้โดยไม่ปิดบัง ให้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะหมด อย่างที่ผมได้ให้ความรู้โดยเขียนบทความหรืออัดวิดีโอไว้บนเว็บนั้นยังรู้สึกว่าน้อยไป สิ่งที่ได้ให้ไว้ก็ยังไม่ได้ก้าวไปถึงขั้นการประยุกต์ใช้ Excel ในการทำงานจริงเท่าใดนัก เวลาช่วยตอบปัญหาในฟอรัมก็ต้องพยายามสอบถามรายละเอียดให้ชัดเจนก่อนจึงจะให้คำตอบ ไม่ใช่เอาแต่ดูว่าถามมาแค่ไหนก็ตอบไปแค่นั้น บางคำถามต้องเอาตัวอย่างมาซักถามกันต่อหน้าจึงจะเข้าใจว่าปัญหาจริงๆอยู่ตรงไหน

กว่าจะมาเป็นคุณหมอได้ ยากกว่าการมาเป็นอาจารย์สอน Excel หลายเท่านัก กว่าจะสำเร็จการศึกษาได้รับปริญญาแพทย์ศาสตร์บัณฑิตก็ต้องเรียนมาอย่างหนักและผ่านการสอบแล้วสอบอีกทั้งภาคทฤษฎีปฏิบัติ ส่วนใครที่อยากจะเป็นอาจารย์สอน Excel ก็ทำได้ง่ายดาย แม้ผ่านข้อสอบของบริษัทไมโครซอฟท์หรือได้รับยกย่องให้รางวัลเป็น Microsoft Excel Most Valuable Professional (MVP) แล้วก็ตาม มิได้เป็นหลักฐานยืนยันว่าจะมาเป็นอาจารย์สอน Excel ที่ให้ความรู้ได้ถูกต้องไปทุกเรื่อง คนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นอาจารย์สอน Excel บางคนใช้วิธีสร้างนามแฝงขึ้นมาเพื่อใช้ยกย่องฝีมือตัวเองเพื่อใช้ชื่อหลอกๆเรียกขานตัวเองให้ได้ขึ้นชื่อว่าอาจารย์ก็มีมาแล้ว ส่วนหลักเกณฑ์ที่ใช้ให้รางวัลเป็น MVP ก็ไม่เปิดเผยชัดเจนว่าดูอะไรบ้าง ส่งผลทำให้ MVP หลายคนได้เป็น MVP แบบน่าสงสัยเพราะมีคุณสมบัติน้อยกว่าคนที่ไม่ได้เป็น MVP เสียอีก

ความรู้ Excel ที่แนะนำกันบนสื่อออนไลน์ ถ้าเปรียบเทียบกับยารักษาโรค ก็ใช่ว่าจะตรงกับโรคเสมอไป วิธีใช้ Excel ที่เผยแพร่กันแม้ใช้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ชะงัด ทานยาปุ้ป หายโรคปั้ป แต่พอนานไปอาจกลายเป็นพิษ เพราะคุณหมอ Excel เล่นใช้วิธีจ่ายยาแรงมาให้ ผู้ใช้ Excel ส่วนใหญ่พอรับยามา ก็ยังต้องลองผิดลองถูกกันเอง บ้างก็ไปซื้อยามาทานเอง หรือไปหาหมอตี๋ที่จ่ายยาเพร็ดนิโซโลนเป็นแค่ขนานเดียว (ยาเพร็ดนิโซโลนนี่ทานเข้าไปแล้วจะรู้สึกแข็งแรงกระปี้กระเป่าขึ้นมาทันที มันจะเข้าไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานเต็มที่ แต่พอหมดฤทธิ์ยาก็หมดแรง กลายเป็นคนที่ขาดภูมิคุ้มกัน ต้องพึ่งยาไปตลอด ... ถ้าจำไม่ผิด)

อย่าว่าแต่ยาที่ได้รับไปจะเป็นยาแรงเลย แม้แต่ยาแก้หวัดแก้ไข้ที่หาซื้อกันได้ง่ายและดูเหมือนไม่ร้ายแรงอะไร หากทานยาผิดวิธี ทานยามากไปหรือน้อยไป ยาที่ควรรับประทานก่อนอาหารดันทานหลังอาหาร ย่อมส่งผลเสียได้เช่นกัน ดังนั้นผู้ให้ความรู้ Excel จึงควรคำนึงถึงผลเสียที่อาจจะตามมาเสมอ ไม่ใช่ว่าเห็นวิธีใดที่ดูแล้วโก้ดี น่าทึ่งดี เลยแนะนำให้ใช้ต่อๆกันไปโดยไม่ได้อธิบายเงื่อนไขวิธีใช้งานอย่างละเอียด

ไม่ว่าจะเป็นหมอ หรือเป็นผู้ให้ความรู้ Excel ควรคำนึงไว้เสมอว่า อนาคตของชาติอยู่ในกำมือของคุณ อย่าคิดแต่ว่าตัวเองได้ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดแล้วเท่านั้นก็พอ ควรคิดให้กว้างไกลออกไปด้วยว่า การกระทำของตนจะมีผลกระทบกับส่วนรวมอย่างไร

 

สมัยที่ผมกำลังคิดอยากย้ายงานจากธนาคารไทยพาณิชย์ มีเหตุการณ์ในการสมัครงานครั้งหนึ่งที่ประทับใจ เป็นความภาคภูมิใจของตัวผมเองเป็นอย่างมาก ตอนนั้นผมส่งใบสมัครงานให้กับบริษัทคอลเกตปาล์มโอลีฟ ในวันสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลได้หยิบใบสมัครของผมขึ้นมา ชี้ให้ดูข้อความของหัวหน้าที่เป็นฝรั่งเขียนเอาไว้ แล้วบอกกับผมว่า "หัวหน้าเขียนไว้ว่า ต้องสัมภาษณ์คุณสมเกียรติให้ได้ ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีใครที่หัวหน้าให้ความสนใจมากเช่นนี้มาก่อน" จากนั้นก็ต้องผ่านการสัมภาษณ์จากหัวหน้าทั้งที่เป็นฝรั่งและไทย พอสัมภาษณ์เสร็จกลับมาบ้าน ผมก็ต้องจัดเตรียมจดหมายส่งไปแสดงความขอบคุณสำหรับการสัมภาษณ์ ... น่าเสียดายที่ครั้งนั้นแม้ทางบริษัทจะตอบตกลงรับผมเข้าทำงานกับบริษัทคอลเกตปาล์มโอลีฟก็ตาม ผมเลือกที่จะเข้าทำงานกับบริษัทซีพีแทน (ครั้งนั้นผมผ่านการคัดเลือกให้เข้าทำงานพร้อมกันทีเดียว 3 บริษัท)

แม้ยุคนี้มีอีเมลให้ใช้ก็ตาม ยังควรใช้วิธีส่งจดหมายเป็นกระดาษใส่ซองอย่างดีเพื่อตอบขอบคุณอยู่ดี

การเขียนประวัติการทำงานให้น่าสนใจ ไม่ใช่ว่าเขียนลำดับการผ่านงานว่าเคยไปทำงานที่ไหนในช่วงเวลาใดมาก่อนเท่านั้น สิ่งสำคัญที่ผู้สมัครงานต้องเขียนไว้ในหน้าแรก ย่อหน้าแรกบริเวณใต้ชื่อนามสกุลของตนเองต้องใช้สำหรับเล่าถึงเรื่องความสำเร็จ (Achivement) ของตน

ความสำเร็จ คือ อะไร

ความสำเร็จที่จะเขียนลงไปนั้น ต้องเป็นข้อความที่ผู้อ่านอ่านแล้วต้องทึ่ง และต้องเชื่อได้ง่ายว่าเป็นความจริงโดยปราศจากข้อสงสัย ไม่ใช่ว่าเอาแต่โม้ว่า ตัวเองทำงานได้ดีอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งคนอ่านเขาจะต้องสงสัยต่อไปว่า ที่ว่าดีของคุณนั้นมันดีอย่างไร

ขอยกตัวอย่าง ข้อความที่แสดงถึงความสำเร็จให้ดูกันหน่อย

"ผมได้รับเลือกให้เข้าร่วมประชุมกับผู้บริหารระดับสูง ซึ่งในที่ประชุมนั้นผมเป็นพนักงานที่มีอายุน้อยที่สุด"

"ผมเป็นผู้ริเริ่มให้นำโปรแกรม Excel มาใช้ในการวางแผนค่าใช้จ่ายของบริษัท แทนที่จะใช้โปรแกรมสำเร็จรูปเดิม ทำให้บริษัทสามารถลดเวลาในการวางแผนได้จากเดิมซึ่งใช้เวลาเป็นวันให้เหลือเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็แล้วเสร็จ"

ข้อความข้างต้นนี้ถ้าเขียนแบบธรรมดาก็จะเหลือเพียง

"ผมมีหน้าที่ต้องเข้าร่วมประชุมกับผู้บริหารระดับสูง"

"ผมใช้ Excel ในงานวางแผนค่าใช้จ่ายของบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพ"

ถามว่า อ่านแล้ว ไม่น่าสนใจ ไม่เห็นจะแปลกเลยใช่ไหม บางคนเอาแต่ลอกหน้าที่งานลงไป ซึ่งไม่ได้สื่อถึงความสำเร็จอะไรแม้แต่น้อย แถมยังทำให้ผู้อ่านสงสัยอีกว่า ถ้านี่ถือว่าเป็นความสำเร็จของคุณ แล้วมันสำเร็จอย่างไร ใครๆเขาก็อาจมีโอกาสเข้าร่วมประชุมกับผู้บริหารกันเป็นเรื่องปกติ แล้วยุคนี้ทุกคนเขาก็ใช้ Excel กันแล้วทั้งนั้น คำว่าอย่างมีประสิทธิภาพนั้น มันมีประสิทธิภาพอย่างไรกัน ... อย่านึกว่า เขียนไปก่อนแล้วอีกหน่อยจะได้มีโอกาสเล่ารายละเอียดในการสัมภาษณ์ภายหลัง เพราะอาจไม่มีภายหลังอะไรอีกให้คุณก็ได้นะครับ งานบางงานมีโอกาสครั้งแรกแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ถ้าไม่ผ่านครั้งแรกมักถูกหมายหัวไว้เลยว่า ชื่อคนๆนี้เราเคยไม่ตอบรับมาก่อน ดังนั้นเก็บเอาไว้ทีหลัง...สุด

คำที่อ่านแล้วบ่งบอกถึงความสำเร็จ ได้แก่ คำว่า ถูกเลือก ถูกแต่งตั้ง ถูกพิจารณาให้เป็น (อย่าใช้แค่คำว่าคุณทำงานหน้าที่อะไร เพราะตามความเป็นจริงคุณจะมีสิทธิทำอะไรได้ก็ต้องถูกหัวหน้าเลือกขึ้นมาให้ทำงานนั้นใช่ไหม) นอกจากนั้นต้องเปรียบเทียบให้เห็นชัดด้วยว่า สิ่งที่คุณทำให้บริษัทนั้นดีกว่าเดิมอย่างไร ต้องใช้คำที่แสดงถึงการเปรียบเทียบกับของเดิมให้เห็นชัด เช่น ลดเวลาเหลือกี่ชั่วโมงจากเดิมเท่าใด เพิ่มประสิทธิภาพในด้านใดทำให้ลดข้อผิดพลาดหรือทำงานได้เร็วกว่าเดิมอย่างไร พยายามหาตัวชี้วัดมาใส่ให้เห็นประกอบเสมอ ถ้าคุณถูกเลือกให้ทำงานอะไร จะอ่านแล้วเห็นว่าพิเศษก็ต้องชี้ให้เห็นด้วยว่า คุณถูกเลือกมาจากเพื่อนร่วมงานกี่สิบกี่ร้อยคน หรือถูกเลือกให้ทำงานนี้เป็นครั้งแรกซึ่งไม่เคยมีงานประเภทนี้มาก่อน

ความสำเร็จในแง่การใช้ Excel อาจนำจำนวนแฟ้ม ขนาดแฟ้ม จำนวนชีท ระยะเวลาที่เสียไปในการคำนวณ จำนวนครั้งที่เกิดข้อผิดพลาด จากเดิมเทียบกับปัจจุบันที่คุณปรับปรุงใหม่แล้วว่าเป็นเช่นไร มีวิธีการใดที่แปลกใหม่ต่างไปจากวิธีการเดิมบ้าง มีคำชมจากหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานว่าอย่างไร บางคนคิดว่าการช่วยตอบคำถามในฟอรัมหรือสร้างเว็บให้ความรู้ Excel กับคนอื่นถือเป็นความสำเร็จ ก็ต้องชี้ให้คนอ่านเห็นพ้องกับคุณด้วยว่าคำตอบในฟอรัมกับเว็บที่คุณสร้างนั้น ดีเด่นเหนือกว่าคนอื่นๆอีกนับร้อยนับพันที่ช่วยตอบคำถามและมีเว็บเหมือนกันในทุกวันนี้อย่างไร ใช่ว่าทำเว็บไว้อย่างดีหรือตอบคำถามในฟอรัมไว้เยอะแยะแต่ไม่มีข้อพิสูจน์ว่ามีจำนวนผู้เยี่ยมชมมากน้อยเพียงใด คุณใช้เวลาให้กับฟอรัมบนอินเตอร์เน็ตอย่างสม่ำเสมออย่างไร ได้รับคำชมจากคนที่คุณช่วยเหลืออย่างไร ถ้าถูกยกย่องว่าเป็นอาจารย์หรือมีอีเมล์ตอบขอบคุณเป็นการส่วนตัวก็ขอให้อธิบายลงไปด้วย

อย่าอวดอ้างสรรพคุณที่อ่านแล้วต้องเกิดความไม่น่าเชื่อขึ้นมาทันที โดยใช้คำที่ยากต่อการพิสูจน์หรือพิสูจน์ไม่ได้หรอก เช่น เป็นที่สุด เป็นที่หนึ่ง เป็นอันดับหนึ่ง มากที่สุด พออ่านแล้วจะต้องเกิดคำถามต่อมาว่าเป็นอันหนึ่งในขอบเขตประเทศไหนหรือเป็นมาเมื่อใด ตอนนี้จะพิสูจน์อย่างไรได้ว่ายังคงครองตำแหน่งนั้นอยู่ ถ้าเขียนบทความเป็นภาษาไทยก็ไม่ควรโม้ว่าเป็นสถิติระดับโลก

ถ้าบอกว่ามีคนเข้ามาเยี่ยมชมเว็บของคุณนับหมื่นนับแสนก็ต้องเขียนให้ชัดด้วยว่า เป็นตัวเลขของปีไหน นับรวมกันทั้งปี หรือกี่ปี เป็นตัวเลขจำนวนผู้เข้ามาเยี่ยมชมเฉยๆหรือนับผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วมพูดคุยกันด้วย อีกทั้งต้องหาทางพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นตัวเลขที่ได้มาโดยไม่ได้จ่ายเงินเพื่อซื้อหาว่าจ้างให้ใครช่วยสร้างตัวเลข เช่น แสดงเป็นสถิติไว้ด้วยว่าในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆมีจำนวนผู้ชมเพิ่มขึ้นเท่าใด

ถ้าคุณมีเจตนาทำเพื่อสังคม ก็ต้องพยายามแยกแยะให้ผู้อ่านไม่เข้าใจผิดว่า ที่คุณทำไปนั้นทำเพื่อชื่อเสียงหรือผลตอบแทนอื่น ไม่ใช่ว่าคุณเป็นคนตกงานซึ่งมีเวลาว่างเหลือเฟือเลยเข้ามาช่วยตอบคำถามในฟอรัม หรือเจตนาที่คุณใช้ชื่อจริงในการตอบคำถาม ย่อมแสดงถึงเจตนาในการรับผิดชอบต่อการให้คำตอบได้ชัดเจนเหนือกว่าคนที่ใช้นามแฝง ขอให้ยกความพยายามในการค้นคว้าทดลองคิดค้นวิธีการใหม่ๆในการหาคำตอบให้กับฟอรัม เช่น ต้องสืบค้นไปถึงคำอธิบายของ Microsoft ซึ่งน้อยคนนักจะรับทราบ หรือต้องค้นคว้าจากเว็บหลายแห่งซึ่งให้ข้อมูลที่ขัดแย้งกัน

บางคนช่วยตอบคำถามในฟอรัมหรือทำ facebook แต่พบว่าไม่ได้ใช้เวลาส่วนตัว แต่กลับใช้เวลางานมาทำก็ใช้ไม่ได้ อ่าน ดิ้นไม่หลุด นักแชทที่ชอบเอาของกลางไปใช้ส่วนตัว

ยิ่งถ้าคุณเป็นคนแรก คนต้นคิด คนริเริ่ม คนที่เป็นต้นเหตุ คนที่เป็นที่สุดของอย่างใดอย่างหนึ่ง ขอให้เขียนลงไปเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของคุณ ถ้าเป็นภาษาอังกฤษต้องใช้คำว่า begin, start, create, innovate, lead, commence, introduce, set, found

ความสำเร็จที่จะเขียนลงไปต้องสัมพันธ์กับงานที่คุณอยากจะสมัครด้วย ขอให้ยกความสำเร็จเด่นๆมาเพียง 3-4 อย่าง เขียนจัดลำดับเป็นข้อๆ บอกให้ชัดด้วยว่าเป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้นสมัยที่ทำงานอยู่ที่ใดและเกิดขึ้นเมื่อใด

ลำดับที่เขียนในประวัติที่ส่งไปสมัครงาน ให้จัดลำดับจาก

  1. รูปถ่ายและชื่อนามสกุล
  2. ตำแหน่งงานที่ต้องการสมัคร
  3. ความสำเร็จ
  4. ลำดับการทำงานจากล่าสุดย้อนหลังไปถึงงานแรก พร้อมลักษณะงานที่ทำโดยย่อ
  5. ลำดับการศึกษาจากล่าสุดย้อนไป
  6. ลำดับการเข้าอบรมพิเศษจากล่าสุดย้อนไป
  7. ข้อมูลส่วนตัว เช่น ที่อยู่ โทรศัพท์ อายุ สถานภาพการสมรส ชื่อประเทศที่เคยเดินทางไป งานอดิเรก

Resume ประวัติการทำงานข้างต้นนี้เป็นต่างชุดกับข้อมูลที่คุณกรอกในใบสมัครซึ่งเป็นแบบมาตรฐานของแต่ละบริษัท พอเขียนเสร็จก่อนจะจัดเตรียมส่งจดหมาย ก็ต้องตรวจสอบตัวสะกดไม่ให้ผิดแม้แต่ตัวเดียว ไม่เขียนตัวย่อถ้าไม่จำเป็น อักษรตัวใหญ่เล็กต้องอยู่ให้ถูกที่ แล้วยังต้องหาวิธีทำให้ชุด Resume ประวัติของคุณเห็นเด่นชัดแยกจากใบสมัครของคนอื่นที่กองรวมกันเป็นตั้งให้ได้อีก ชุด Resume ที่ผมส่งไปสมัครงานนั้น ผมใช้กระดาษ A4 อย่างดีที่สุดที่จะหาได้ในท้องตลาด (ถ้ายกกระดาษมองผ่านแสงจะเห็นลายน้ำยี่ห้อของกระดาษ) แล้วเย็บเล่มทำสันปกอย่างดี ใส่ลงไปในซองจดหมายขนาด A4 เช่นกันเพื่อป้องกันไม่ให้พับยับยู่ยี่

สุดท้ายนี้ต้องบอกว่าความสำเร็จที่คุณเขียนลงไปนั้น ไม่ได้มีความสำคัญกับหัวหน้างานใหม่ที่เขากำลังจะตัดสินใจรับคุณเข้าทำงานมากนักหรอกเพราะมันเป็นความสำเร็จในอดีตของคุณ แต่ความสำเร็จที่คุณเขียนลงไปย่อมแสดงถึงว่า คุณเป็นผู้ที่แสวงหาความสำเร็จในการทำงาน และย่อมเชื่อได้ว่าคุณจะนำความสำเร็จมาสู่ที่ทำงานใหม่ในอนาคตเช่นกัน

 

โดย ศูนย์ข้อมูลวิชาการ จากเดลินิวส์ วันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม 2554

มีหลายคนสงสัยว่า การคุยโม้ โอ้อวด หรือพูดโกหกเป็นตุเป็นตะบ่อย ๆ อยู่ในข่ายของคนที่มีปัญหาสุขภาพจิตหรือไม่?

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผอ.สำนักพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข บอกว่า การคุยโม้โอ้อวดอาจจะเป็นเรื่องจริงแต่เป็นการพูดให้ตัวเองดูมีคุณค่า มีความสำคัญ มีความหมาย มีความสามารถสูงขึ้น แต่การคุยโม้ โอ้อวด เกินจริงก็เข้าข่ายโกหกได้เช่นกัน พฤติกรรมดังกล่าวอาจทำให้เพื่อนฝูงเกิดความเบื่อหน่าย เกลียดขี้หน้า เพราะเป็นการพูดข่มคนอื่น

ส่วนการพูดโกหก เป็นการหยิบเอาเรื่องจริงมาพูดให้เป็นเรื่องไม่จริง หรือเอาเรื่องไม่จริงมาพูดให้เป็นเรื่องจริง ต้องดูว่าการโกหกส่งผล กระทบกับชีวิต หน้าที่ ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างหรือไม่ ถ้าไม่สามารถควบคุมได้ โกหกจนเป็นนิสัย กรณีนี้ต้องมองว่าเป็นความผิดปกติที่จะต้องแก้ไข ส่วนจะตรงกับอาการของโรคอะไรต้องว่ากันอีกที 

การโกหกมีที่มาหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการเอาตัวรอด หมายความว่า โกหกเพื่อให้ตัวเองพ้นผิด เช่น ไปทำอะไรบางอย่างแล้วโกหกว่าไม่ได้ทำ โกหกเพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์หรือความดีความชอบ และโกหกเพื่อให้ตัวเองได้รับการยอมรับมากขึ้น

ในปัจจุบันพบว่า มีเหมือนกันที่พูดโกหกจนเป็นนิสัย จนไม่รู้ว่าเรื่องไหนจริงเรื่องไหนเท็จ โดยเฉพาะในยุควัตถุนิยม ความรู้สึกต่อตัวเองเลยด้อยลง ต้องหาอะไรมาทดแทน

อย่างคนที่โกหกว่าบ้านร่ำรวย ทั้งที่ไม่ได้มีเงินทองมากมาย ถ้าโกหกนิด ๆ หน่อย ๆ คงไม่เป็นปัญหาต่อการดำรงชีวิต หรือทำความเดือดร้อนให้กับคนอื่น และไม่ถือว่าเจ็บป่วย อาจเป็นพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์เฉย ๆ เพราะบางคนก็รู้ว่าตัวเองไม่ได้รวย แต่อยากให้คนเชื่อว่าตัวเองรวย จะได้ชื่นชม ยินดี คนกลุ่มนี้มีปัญหาทางจิตใจ เป็นคนที่ขาดความภาคภูมิใจในตัวเอง ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง ต้องทดแทนด้วยการจินตนาการสร้างความเชื่อ หรือความคิดว่าตัวเองวิเศษวิโสกว่าคนอื่น คนกลุ่มนี้มักมีปมด้อย ลึก ๆ หวาดกลัวการไม่ได้รับการยอมรับ ด้วยความจน ความด้อยของตัวเอง ก็เลยสร้างเรื่องขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องไม่จริง แต่โกหกแล้วสบายใจ 

กรณีที่โกหกแล้วคุมตัวเองไม่ได้ จนทำให้เกิดปัญหาตามมา โดยเฉพาะปัญหาทางกฎหมายซ้ำ ๆ ซาก ๆ ก็อาจจะมีความสัมพันธ์กับโรคทางจิตเวชบางโรคได้เช่นกัน อย่างบางคนโกหกว่ามีคนนั้นคนนี้มาชอบ กรณีนี้อาจเข้าข่ายหลงตัวเอง

หากเจอคนที่มีพฤติกรรมคุยโม้ โอ้อวด หรือโกหก ถ้าเขาไม่ทำให้เราเดือดร้อนก็อาจคบหาต่อไป แต่ถ้ามาระรานทำให้เราเดือดร้อน การอยู่ห่าง ๆ จากเขาบ้างอาจจะดีกว่า

ถามว่าคนที่มีพฤติกรรมโกหกจนเป็นนิสัยควรได้รับการรักษาหรือไม่ กรณีเช่นนี้คงต้องใช้วิธีการแก้ไขปรับปรุงตัวเองจะดีกว่า เพราะหากเขาแก้ไขปรับปรุงตัวเอง มันหมายถึงว่า เขาจะได้รับความรักความเข้าใจ มีความสัมพันธ์กับคนอื่นได้ดีขึ้น

สรุปว่า การคุยโม้ โอ้อวด หรือโกหก ล้วนแต่เป็นพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของคนรอบข้าง ปีใหม่แล้วขอให้เลิกซะ.

นวพรรษ บุญชาญ รายงาน

“นักกีฬาสามารถหาเงินได้มากกว่าแม่หาเงินมาชั่วชีวิตเสียอีก”

หลานของผมพูดขึ้นมากลางโต๊ะอาหารต่อหน้าคุณแม่ของตัวเอง

สมัยนี้เด็กวัยรุ่นอยากจะเล่นกีฬากันมากขึ้น เมื่อเห็นนักกอลฟ์ นักฟุตบอล หรือนักเทนนิสคนนั้นคนนี้ลงสนามแข่งครั้งหนึ่งๆได้เงินเป็นล้านบาท รวยด้วย มีหน้ามีตาด้วย แถมได้เล่นกีฬาที่ตัวเองชอบด้วย ได้มีโอกาสร้างชื่อเสียงเพื่อชาติด้วย ไม่ต้องสนใจเรียนหนังสือนักหรอก พอจบการศึกษาก็ออกมาทำงานเป็นลูกจ้าง เงินก็น้อย งานก็หนัก สู้ตั้งหน้าตั้งตาเล่นกีฬากันดีกว่า ถึงจะไม่เด่นดัง อย่างน้อยก็เป็นนักกีฬาอาชีพ พออายุมากขึ้นก็ผันตัวออกมาเป็นโค้ช

หลานของผมคิดแบบนี้แหละครับ พูดกันอยู่นาน พูดเท่าไรก็ไม่ฟัง ขนาดผมพูดย้ำบอกให้ฟังว่า โอกาสที่จะเล่นกีฬาแล้วดังน่ะมีน้อยมาก ใช่ว่าแมวมองจะมาหาเจอตัวได้ง่ายๆ คนที่จะมีผู้สนับสนุนก็ต้องมีเส้นมีสายพอตัว ไม่ใช่ว่าเล่นกีฬาเก่งๆแล้วจะมีโอกาสเหมือนกันทุกคน ไม่ว่าผมจะพูดอย่างไร ยังไงๆหลานก็ยังยืนยันอยู่ดีว่าอาชีพเป็นนักกีฬาดีกว่า แถมพูดกลับมาว่า ที่ผมพูดมานั้นน่ะไม่จริงเสียอีก

หลังจากนั้นไม่นานก็ได้เรื่อง หลานผมเลิกคิดแบบที่ว่านี้ไปชั่วชีวิต เมื่อเขาเล่นฟุตบอลแล้วเส้นเอ็นที่หัวเข่าขาด ต้องพักเรียนไปหนึ่งเทอม เป็นบทเรียนชีวิตราคาแพงที่สอนให้รู้ว่าความเสี่ยงที่จะบาดเจ็บแล้วทำให้ฝันสลายนั้นก็มีอยู่นะ อย่างตัวผมเองต้องเลิกเล่นปิงปองไปหลายสิบปีก็เพราะหัวเข่าเสียถึงขนาดต้องผ่าเข่า พอกลับมาเล่นใหม่ก็เล่นได้ไม่เหมือนเดิม

สมัยนี้เด็กๆเริ่มเล่นปิงปองกันไวกว่าแต่ก่อนมาก อายุเพียงสิบกว่าขวบยังไม่ถึงยี่สิบก็แข่งได้เป็นแชมป์ปิงปองกันแล้ว ยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งจะมีแชมป์ปิงปองอายุน้อยลงไปเรื่อยๆ คนเก่าไป หน้าใหม่ขึ้นมาแทน นักปิงปองที่เป็นวัยรุ่นมีจำนวนมาก ทุกคนล้วนอยู่ในวัยเรียน แทนที่จะเรียนให้เต็มที่กลับต้องตื่นแต่เช้าออกมาวิ่งออกกำลัง สายหน่อยก็ซ้อมปิงปองกันต่ออีกหลายชั่วโมง สภาพร่างกายและจิตใจเหลือแรงไว้ให้สำหรับการเรียนกันน้อยเหลือเกิน แทบทุกคนคงมีความฝันแบบเดียวกับหลานของผม อีกหน่อยจะเป็นแชมป์ ได้เป็นนักกีฬาทีมชาติ ได้สร้างชื่อเสียงให้ประเทศ ได้เป็นนักปิงปองอาชีพ พอแก่หน่อยก็ได้เป็นโค้ช

ต้องย้อนกลับมาใช้คำพูดเดียวกันกับที่ผมสอนหลานอีกนั่นแหละ คิดให้ดีน้ะว่า จะมีกี่คนกันที่จะได้เป็นแชมป์ ได้แชมป์แล้วได้เป็นตลอดไปไหม มีกี่คนกันที่ได้เป็นโค้ช ยังมีนักปิงปองอีกมากหน้าหลายตาที่ต่อคิวกัน รอจะเป็นแชมป์ รอจะเป็นนักกีฬาทีมชาติ และรอจะเป็นโค้ชแทนคนเก่าๆที่เขาเป็นอยู่

ความภูมิใจที่ได้แข่งในนามของประเทศไทย ได้ทำหน้าที่เพื่อชาติ แต่พอพ้นจากการเป็นทีมชาติแล้ว ทางการยังให้รางวัลตอบแทนต่อไปอีกหรือ พอมาทำงานก็ยากจะสามารถมีตำแหน่งหน้าที่ก้าวหน้าทัดเทียมกับเพื่อนวัยเดียวกัน เพราะช่วงที่คนอื่นเขาทำงานกัน นักปิงปองกลับลางานไปแข่งปิงปอง ขอลาไปฝึกซ้อม หัวหน้างานที่ไหนเขาจะเห็นคุณค่าของคำว่าทีมชาติ เห็นคุณประโยชน์ที่ได้สร้างชื่อเสียงให้ประเทศ หัวหน้างานทุกคนก็ต้องพิจารณาจากผลงานและอายุงานที่ทำให้กับหน่วยงานเป็นหลักกันทั้งนั้น คงไม่มีหน่วยงานไหนที่จะยอมให้ใครเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งทั้งๆที่ทำงานมาก็น้อย ประสบการณ์ก็น้อย หรือขอลาบ่อยๆไปแข่งปิงปอง

ที่น่าห่วงกว่านักปิงปองทั่วไป ก็คือนักปิงปองที่เป็นคนพิการหรืออยู่ในทีมพาราลิมปิก ซึ่งโดยทั่วไปมีโอกาสในสังคมน้อยกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว นอกจากรัฐจะสนับสนุนให้มาฝึกซ้อมปิงปองและให้เงินเดือนเพียงในช่วงที่เป็นนักกีฬาทีมชาติ รัฐควรสนับสนุนให้การศึกษาหรือฝึกวิชาชีพในขณะเดียวกันให้ด้วย เพื่อนักปิงปองพิการสามารถนำไปใช้หาเลี้ยงชีพหลังจากที่มีอายุมากขึ้นได้ด้วย

สังคมไทยทุกวันนี้มักไม่อยากก้าวก่ายหน้าที่ความรับผิดชอบของคนอื่น เมื่อถือว่าตัวเองหรือหน่วยงานของตนได้ทำหน้าที่ตามที่กำหนดมาให้เต็มที่แล้วก็จบกัน เช่น ฝ่ายที่ทำหน้าที่ฝึกนักกีฬาก็เอาแต่ฝึก ฝ่ายที่ทำหน้าที่ให้การศึกษาก็เน้นแต่การศึกษา ฝ่ายที่ทำหน้าที่หางานให้ทำก็ไม่ได้สนใจว่าจะต้องสนับสนุนการศึกษาหรือการกีฬา คนที่จะต้องดูแลทั้งการกีฬาด้วยการศึกษาด้วยและหางานให้ทำด้วยก็เห็นจะเป็นหน้าที่ของพ่อแม่หรือรัฐมนตรี ถ้าแยกกระทรวงกันอีกเลยไม่มีใครให้ความสนใจกับทุกเรื่องเสียอีก

เด็กในวันนี้ คือ ผู้ใหญ่ที่จะเป็นอนาคตของชาติในวันหน้า

นักปิงปองเด็กๆในวันนี้ จะเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นอนาคตของชาติได้มากน้อยแค่ไหน ขอฝากทุกคนช่วยกันด้วย

ไม่ทราบว่าใครเขียน แชร์ต่อกันมา

ยานัตถุ์หมอมีของบริษัทหมอมี จำกัด คือผู้อาวุโสสุดด้วยอายุ 117 ปี ผู้ให้กำเนิดคือ นายมี เกษมสุวรรณ หรือหมอมี ซึ่งเป็นข้าราชการปรุงยาในโอสถศาลา ในสมัยรัชกาลที่ 5 ในปี พ.ศ. 2441 หมอมีได้เปิดกิจการส่วนตัวจดทะเบียนจัดตั้ง "ห้างขายยาบุญมีดิสเปนซารี" หรือ "ห้างหุ้นส่วนจำกัดขายยาบุญมี" เป็นธุรกิจผลิตยา ปรุงยาแผนโบราณ เช่น ยานัตถุ์หมอมี ยาอุทัยหมอมี, ยาตรีนิสิงเหหมอมี, ยาธาตุน้ำแดงหมอมี, ยาไส้เดือน (ยาถ่ายพยาธิ), ยากวาดแสงหมึก (ยาแก้ร้อนใน) และนำเข้าสารเคมีทางการแพทย์ รวมทั้งยานำเข้าจากต่างประเทศ แต่ผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงและอยู่ยงคงกระพันที่สุดก็คือ ยานัตถุ์หมอมี ที่ยังครองตลาดมาจนปัจจุบัน

ปูนตราช้าง ของ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (ต่อมาคือ เครือซิเมนต์ไทย หรือ SCG) มีอายุถึง 102 ปี ปูนตราช้างถือกำเนิดขึ้นจากพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ที่ทรงโปรดเกล้าฯให้ก่อตั้ง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ในปี พ.ศ. 2456 ด้วยพระราชประสงค์ที่จะให้ประเทศไทยลดการพึ่งพาการนำเข้าปูนจากต่างประเทศ และทรงโปรดเกล้าฯพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้ "ช้างเผือก" เป็นตราสัญลักษณ์ของบริษัทและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ คำว่า "ตราช้าง" จึงถือกำเนิดขึ้นนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

น้ำปลาทิพรส อายุ 102 ปี ผลิตภัณฑ์จาก บริษัท ไพโรจน์ (ทั่งซังฮะ) จำกัด โรงงานผลิตน้ำปลารายแรกของประเทศไทย ที่เริ่มผลิตน้ำปลาครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2456 ในยุคสมัยที่คนไทยยังใช้เกลือปรุงรสอาหาร นายไล่เจี๊ยง แซ่ทั้ง ได้เริ่มทดลองผลิตน้ำปลาจากปลาหลายชนิด และค้นพบว่าน้ำปลาที่ทำจากปลากะตักให้รสชาติหอมอร่อยที่สุด ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีน้ำปลาตราทิพรสก็ได้รับการยอมรับจากชาวบ้านในจังหวัดชลบุรีและจังหวัดใกล้เคียง จนแพร่หลายไปทั่วประเทศ และเป็นน้ำปลายอดนิยมมาจนถึงทุกวันนี้

วิเศษนิยม ยาสีฟันสมุนไพรรายแรกของประเทศไทย อายุ 94 ปี ผลิตภัณฑ์ของ ห.ส.น.โรงงานวิเศษนิยม โดย นางผิน แจ่มวิชาสอน ภรรยาของคุณหลวงแจ่มวิชาสอน ได้รับสูตรยามาจากตำราของจมื่นสิทธิแสนยารักษ์ แพทย์แผนโบราณประจำโรงเรียนบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เนื่องจากตอนนั้นคุณหลวงฯเป็นโรคลักปิดลักเปิดมีเลือดออกตามไรฟันและเหงือกบวม แล้วหายด้วยตำรายาของท่านจมื่นฯ ตอนแรกนางผินปรุงยาเพื่อใช้ดูแลนักเรียนและผู้ใกล้ชิด รวมถึงแจกในงานประชุมลูกเสือทั่วประเทศ ต่อมานางผินทำยาสีฟันวิเศษนิยมออกขายเมื่อปี พ.ศ. 2464 และแพร่หลายอยู่มาจนถึงปัจจุบัน

ไม้ขีดไฟตราพระยานาค อายุ 85 ปี ผลิตครั้งแรก พ.ศ.2453 เป็นไม้ขีดไฟยุคแรกของไทย เริ่มต้นผลิตโดย บริษัท ไม้ขีดไฟไทย จำกัด ในช่วงหนึ่งเจ้าของได้ขายกิจการให้ชาวต่างชาติไปแล้ว แต่ปัจจุบันคนไทยได้ซื้อกิจการกลับมาอีกครั้ง และเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น บริษัท จีไอเอฟ ไทยแมช จำกัด แม้ว่าปัจจุบันนี้คนไม่นิยมใช้ไม้ขีดไฟกันแล้ว แต่ไม้ขีดไฟตราพระยานาคยังไม่ตกหล่นไปตามยุคสมัย ยังเป็นไม้ขีดไฟที่พบเห็นได้บ่อยที่สุด และยังวางอยู่บนเชลฟ์ได้อย่างไม่น้อยหน้าไฟแช็ก

เบียร์สิงห์ เบียร์ยี่ห้อแรกของเมืองไทย อายุ 81 ปี ของ บริษัท บุญรอด บริวเวอรี่ ก่อตั้งโดย พระยาภิรมย์ภักดี (บุญรอด เศรษฐบุตร) สืบเนื่องมาจากพระยาภิรมย์ภักดีได้ชิมเบียร์เยอรมันแล้วถูกอกถูกใจ จึงคิดว่าน่าจะทำขายในเมืองไทยได้ จึงตั้งโรงเบียร์ขึ้นในปี พ.ศ. 2473 และผลิตเบียร์สิงห์ออกจำหน่ายครั้งแรกเมื่อปี 2477 บรรดานักดื่มเขาว่ากันว่าเป็นเบียร์ที่กลมกล่อม ถูกปากถูกใจทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จึงทำให้เบียร์สิงห์ครองความเป็นแบรนด์ชั้นนำของไทยมาจนถึงปัจจุบัน

ยาอมตราตะขาบ 5 ตัว ของ บริษัท ห้าตะขาบ (ซิมเทียนฮ้อ) จำกัด กำเนิดเมื่อปี พ.ศ. 2478 ถึงตอนนี้ก็อายุ 80 ปีแล้ว คิดค้นสูตรโดย นายจุ้ยไซ แซ่ลิ้ม ชาวจีนที่อพยพมาเมืองไทยพร้อมกับความรู้ด้านสรรพคุณยาจีน นายจุ้ยไซผลิตยาขายเลี้ยงครอบครัว ทั้งยาหม่อง ยาแก้ปวดท้อง ยาแก้หอบหืด ยาหอม และยาอมแก้ไอ แต่ที่ขึ้นชื่อที่สุดมีเพียงยาชนิดเดียวคือ ยาอม ปัจจุบันนอกจากยาอมตราตะขาบ 5 ตัว จะเป็นที่นิยมในเมืองไทยแล้ว ยังเป็นที่นิยมในต่างประเทศด้วย มีออร์เดอร์จากทั้งเอเชีย ยุโรป และอเมริกา

พู่กันสง่ามะยุระ พู่กันยี่ห้อแรกของไทย อายุ 79 ปี ถือกำเนิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2479 โดยสง่า มะยุระ จิตรกรชาวอำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี สง่า มะยุระ เขียนรูปเป็นอาชีพ ต่อมาได้เรียนทำพู่กันจากครูอาจารย์ จึงคิดทำพู่กันขาย เริ่มจากแบบที่เรียนมาคือการเอาขนหูวัวมาใส่หลอด ต่อจากนั้นได้ไปซื้อพู่กันที่นำเข้าจากเมืองนอกมาดูเป็นตัวอย่าง และพัฒนาดัดแปลงทำพู่กันขายเอง เมื่อกิจการพู่กันดีขึ้นจึงเปิดโรงงานทำพู่กัน ซึ่งเป็นโรงงานพู่กันแห่งแรกในประเทศไทย พู่กันสง่ามะยุระยังขายดิบขายดีต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เป็นเครื่องเขียนชิ้นสำคัญที่นักเรียนนักศึกษาต้องเคยใช้

ยาหม่องตราถ้วยทอง ของ บริษัท ถ้วยทองโอสถ อายุ 73 ปี มีจุดเริ่มต้นปี พ.ศ. 2485 โดยโยธิน ลีลารัศมี ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้สืบทอดกิจการยาของครอบครัวที่เริ่มมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่ นายโยธินได้รับการถ่ายทอดสูตรและวิธีการปรุงยาขี้ผึ้ง ซึ่งมีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดเมื่อย เคล็ดขัดยอก แก้พิษแมลงกัดต่อยจากแพทย์ชาวจีน ลองผิดลองถูกพัฒนาปรับปรุงสูตรและสีอยู่นาน จนออกวางขายในปี พ.ศ. 2485 ในชื่อ "อุ่งตงกอ" แปลว่า น้ำมันนักกีฬา และได้พัฒนาสูตรยามาเรื่อย ๆ จนได้เนื้อยาขี้ผึ้งสีเหลืองทอง และวางตลาดทำแบรนด์ใหม่ชื่อยาหม่องตราถ้วยทอง ในปี พ.ศ. 2487 และยังครองใจคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน กินส่วนแบ่งการตลาดของตลาดยาหม่องไปเกินครึ่งเลยทีเดียว

แป้งเย็นตรางู อายุ 68 ปี ที่ได้ยินกันมาจนติดหูว่า "อังกฤษตรางู" นั้น ไม่ได้กำเนิดในอังกฤษแต่อย่างใด แต่แป้งตรางูมีจุดเริ่มต้นมาจากห้างขายยาชื่อ "ห้างขายยาอังกฤษตรางู" ที่ก่อตั้งโดยหมอฝรั่งตั้งแต่ปี พ.ศ. 2435 ต่อมาปี พ.ศ. 2471 หมอล้วน ว่องวานิช ได้ซื้อกิจการห้างขายยาฯมาบริหาร กระทั่งปี พ.ศ. 2490 หมอล้วนจึงคิดค้นสูตรแป้งเย็นขึ้นมาเพื่อรักษาอาการผดผื่นคันให้คนไข้ แป้งเย็นตรางูจึงถือกำเนิดขึ้นมาและเป็นแป้งเย็นยี่ห้อแรกในโลก

เสื้อยืดตราห่านคู่ อายุ 62 ปี ของบริษัท โรงงานไทยแลนด์นิตติ้ง จำกัด กำเนิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2496 ด้วยความเรียบง่าย สีพื้น ๆ ไม่มีลาย เนื้อผ้านิ่มบางเบาสวมใส่สบายและราคาย่อมเยา ทำให้เสื้อตราห่านคู่ยังเป็นเสื้อที่คนไทยไว้ใจในคุณภาพมาจนถึงทุกวันนี้ ปัจจุบันนี้ตราห่านคู่มีทั้งเสื้อยืดแขนสั้น เสื้อกล้าม สีขาว สีดำ สีเทา และมีกางเกงในสำหรับคุณผู้ชายด้วย แต่สินค้ายอดนิยมที่สุดก็ยังคงเป็นเสื้อยืดสีขาวที่ใส่ได้ง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมกำลังขับรถให้สัญญาณไฟเลี้ยวขอเปลี่ยนทางจากเลนขวามาเข้าเลนซ้าย กำลังจะเข้าเลนซ้ายได้ซักครึ่งคัน ก็มีรถคันหนึ่งวิ่งเข้ามาเสียบไม่ให้ผมเข้าซ้าย พร้อมกับขับขนาบรถของผม แถมคนขับหันมามองหน้าทำหน้าตาดุเสียอีก

ผมเชื่อว่าพวกเราที่ขับรถอยู่คงเคยเจอสภาพที่ผมเจอนี้ใช่ไหมครับ หลายๆคนแทบไม่อยากให้สัญญาณเปลี่ยนเลนกันอีกต่อไป เพราะแทนที่รถคันหลังในเลนซ้าย จะยอมชะลอรถให้เราเปลี่ยนเลนเข้าเลนซ้ายได้ กลับกลายเป็นว่า สัญญานไฟที่ให้ไปนั้น เป็นการบอกให้รถอื่นรีบวิ่งเข้ามาเสียบ กันไม่ให้รถคันหน้าเขาเปลี่ยนเลนเสียอีก

ตามกฎหมาย รถคันที่ถูกแซง ต้องยอมให้รถคันหน้าเปลี่ยนเลนเข้าได้เสมอไปหรือไม่ หรือว่าถ้าฉันจะไม่ยอมให้เปลี่ยนเลนเสียอย่าง จะทำไม

มาดูกฎหมายจราจรกันดีกว่าครับ

ม.36 ผู้ขับขี่ซึ่งจะเลี้ยวรถ ให้รถคันอื่นผ่านหรือแซงขึ้นหน้าเปลี่ยนช่องเดินรถ ลดความเร็วของรถ จอดรถ หรือหยุดรถ ต้องให้สัญญาณด้วยมือและแขนตามมาตรา 37 หรือไฟสัญญาณตามมาตรา 38 หรือสัญญาณอย่างอื่นตามข้อบังคับของเจ้าพนักงานจราจร

ถ้าโดยสภาพของรถ สภาพของการบรรทุก หรือสภาพของทัศนวิสัย การให้สัญญาณด้วยมือ และแขนตามวรรคหนึ่งไม่อาจทำให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถสวนมา หรือตามมาข้างหลังมองเห็นได้ ผู้ขับขี่ต้องให้ไฟสัญญาณ ผู้ขับขี่ต้องให้สัญญาณด้วยมือและแขน ไฟสัญญาณ หรือสัญญาณอย่างอื่นตามวรรคหนึ่ง ก่อนที่จะเลี้ยวรถ เปลี่ยนช่องทางเดินรถ จอดรถหรือหยุดรถเป็นระยะทางไม่น้อยกว่า 30 เมตร

ผู้ขับขี่ต้องให้สัญญาณด้วยมือและแขน ไฟสัญญาณหรือสัญญาณอย่างอื่นตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถอื่นเห็นได้ในระยะไม่น้อยกว่า 60 เมตร

ม.44 ผู้ขับขี่ซึ่งประสงค์จะขับรถแซงเพื่อขึ้นหน้ารถอื่นในทางเดินรถซึ่งไม่ได้แบ่งช่องทางเดินรถไว้ ต้องให้สัญญาณ โดยกระพริบไฟหน้าหลายครั้ง หรือให้ไฟสัญญาณยกเลี้ยวขวา หรือให้เสียงสัญญาณดังพอที่จะให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถ คันหน้าให้สัญญาณตอบตามมาตรา 37(3) หรือมาตรา 38(3) และเมื่อเห็นว่าไม่เป็นการกีดขวางรถอื่นที่กำลังแซงแล้วจึงจะแซงขึ้นหน้าได้

การแซงต้องแซงด้านขวาโดยมีระยะห่างจากรถที่ถูกแซงพอสมควร เมื่อเห็นว่าได้ขับผ่านขึ้นหน้ารถที่ถูกแซงไปในระยะที่ห่างเพียงพอแล้ว จึงจะขับชิดด้านซ้ายของทางเดินรถได้

ม.49 เมื่อได้รับสัญญาณขอแซงขึ้นหน้าจากรถคันที่อยู่ข้างหลัง ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถที่มีความเร็วช้าหรือรถที่ใช้ความเร็วต่ำกว่าความเร็วของรถอื่น ที่ขับไปในทิศทางเดียวกัน ต้อง ยอมให้รถที่ใช้ความเร็วสูงกว่าผ่านขึ้นหน้า ผู้ขับขี่ที่ถูกขอทางต้องให้สัญญาณตอบตามมาตรา 37(3) หรือมาตรา 38(3) เมื่อเห็นว่าทางเดินรถข้างหน้าปลอดภัยและไม่มีรถอื่นสวนทางมาในระยะกระชั้นชิด และต้องลดความเร็วของรถชิดด้านซ้ายของทางเดินรถเพื่อให้รถที่จะแซงผ่านขึ้นหน้าได้โดยปลอดภัย

========

เท่าที่ลองค้นกฎหมายดูพบว่า ไม่ได้ระบุเรื่องการของทางในกรณีเปลี่ยนเลนนี้ชัดเจน โดยกฎหมายจราจรระบุไว้ชัดในเรื่องการแซง ซึ่งน่าจะหมายถึงแซงจากด้านหลังว่า รถคันที่แซง ต้องให้สัญญาณขอทาง ไม่น้อยกว่า 60 เมตร และรถคันหน้า ต้องยอมให้รถที่ขอแซง แซงขึ้นหน้าไปได้เสมอ ไม่มีสิทธิ์กันหรือไม่ยอมให้แซง

เมื่อตีความมาสู่การขับรถเปลี่ยนเลนแล้ว น่าจะเข้าข่ายการแซงได้เช่นกันว่า ถ้ารถขอเปลี่ยนเลน ได้ให้สัญญาณล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 เมตรแล้ว รถในเลนอื่นต้อง ขอย้ำคำว่า ต้องนะครับ ต้องยอมให้รถที่ขอเปลี่ยนเลนเข้ามา

ถ้าใครพอทราบกฎหมายจราจรในเรื่องการขอเปลี่ยนเลนชัดกว่านี้ กรุณาให้ความรู้ด้วยครับ ส่วนผมถือหลักว่า ถ้าเขาให้สัญญาณขอทาง และขับรถอย่างสุภาพ ต่อคิวมาเรื่อยๆ ไม่ขับรถชิงเข้ามาเบียด ผมก็จะให้ทางเสมอ

ถ้ารถเขาอยู่หน้า ต้องให้รถหน้าไปก่อน

บ้านผมอยู่หน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง พอตกเย็นถนนแถวๆนี้จะเสียเส้นทางจราจรไปช่องหนึ่งให้คนเดินเท้าลงมาเดินบนถนน เนื่องจากบนทางเท้าถูกหาบเร่แผงลอยมาวางของขายล้ำเส้นสีเหลืองที่กทมขีดไว้ ถ้าอยากจะใช้ทางเท้า จะต้องเดินเบียดกันแล้วก้าวเดินได้ก้าวละสั้นๆทีละก้าว เรียกได้ว่า แถวๆนี้ไม่ได้มีรถติดกันบนถนนอย่างเดียว แต่มีคนติดกันให้เห็นบนทางเท้าอีกด้วย

แม้กทมยุคคุณอภิรักษ์จะปรับปรุงกฎเกณฑ์การตั้งหาบเร่แผงลอยให้เริ่มตั้งแผงขายได้หลังสามทุ่มไปแล้ว แต่ก็มีแผงลอยกลายพันธุ์ เรียกว่า แผงแบบหอบได้ ใช้ผ้าปูผูกเชือกที่มุมไว้ พอคนขายเห็นเจ้าหน้าที่เทศกิจมา ก็จะชักเชือกหอบผ้าปูวิ่งหนี พอตกเย็นไม่ทันมืด จะเห็นพ่อค้าแม่ค้าแบบหอบได้นี้แอบมาวางของขายบนทางเท้าเต็มไปหมด และเริ่มมีจำนวนพวกหอบได้นี้ให้เห็นมากขึ้นๆๆๆๆ

ผมเคยเรียนถามอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ว่า ทางเท้านี้เป็นของใคร กทมเป็นเจ้าของหรือไม่

ท่านอาจารย์ตอบว่า ทางเท้าเป็นของสาธารณะ เป็นของส่วนรวม กทมไม่ใช่เจ้าของ แต่กทมมีหน้าที่ดูแลทางเท้าให้เป็นระเบียบ ถ้าจะว่าไปแล้ว เจ้าของที่ดินที่ติดกับทางเท้าน่าจะมีสิทธิ์มากกว่าคนอื่น ถ้ามีแผงลอยมาตั้งบังหน้าบ้าน ก็มีสิทธิเรียกร้องให้กทมมาทำหน้าที่ดูแลจัดการได้

ผมไปทำฟันที่ร้านหมอฟันแถวรามคำแหง เห็นหน้าร้านทำฟันมีคนตั้งของขายติดกับกระจกร้านอยู่ จึงเรียนถามคุณหมอว่า คุณหมอรู้จักกับคนที่ขายของอยู่หน้าร้านหรือไม่

คุณหมอตอบว่าเป็นคุณพ่อของคุณหมอเอง ก่อนนั้นมีรถเข็นหมูปิ้งมาตั้งรถขายอยู่หน้าร้านแล้วปล่อยควัน ไปปิดทางเดินลมจนทำให้เครื่องแอร์ของร้านคุณหมอไหม้ไปเลย คุณหมอจึงไปร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่กทม ซึ่งบังเอิญเป็นเพื่อนกับคุณหมอพอดี แต่เพื่อนคุณหมอก็ช่วยไม่ได้ เพราะเขารับเงินจากพ่อค้าหมูปิ้งมาแล้ว

แผงลอยบางพวกจะแอบตั้งแผงเข้ามาในซอยซึ่งเจ้าหน้าที่เทศกิจไม่มีอำนาจเข้ามาจัดการ อย่างที่หน้าปากซอยบ้านผมที่มีมีแผงลอยมาตั้งของวางขายแล้วพาดสิ่งของกับตัวอาคาร ทำให้สีด่างดำ ตัวอาคารหมดความสวยงาม เห็นแต่เชือกหรือถุงแขวนไว้กับมือจับบานประตู พอเข้าไปขอร้องให้ช่วยปลดออก ก็ถูกแม่ค้ามองหน้าหาเรื่องเอาเสียอีก เกรงเหลือเกินว่าจะถูกแม่ค้าเหล่านี้หาทางแกล้งกลับจึงปล่อยให้เขาตั้งของขายกันตามใจชอบ

มีอยู่วันหนึ่งที่ไฟของอาคารดับ ที่แปลกก็คือ ไฟของพวกหาบเร่แผงลอยหน้าอาคารก็ดับไปด้วย จึงเพิ่งรู้ว่าถูกแอบต่อสายไฟไปใช้

พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอย แม้จะค้าขายโดยสุจริต แต่ก็ทำมาหากินแบบผิดกฎหมาย เพราะมายึดครองทรัพย์สินส่วนกลางของประชาชน ถ้ากทมจะปล่อยให้ใช้ทางเท้าค้าขายต่อไปได้ ควรทำให้ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน

คนเดินเท้า ต้องสามารถเดินได้โดยไม่มีสภาพคนติด ไม่ใช่เอาแต่ว่าพอมีทางเท้าเหลือให้พอเดินได้ทีละคืบ

เจ้าของอาคาร ต้องสามารถเปิดร้านของตน ไม่มีหาบเร่แผงลอยมาขวางทางหน้าร้าน ต้องมีสิทธิ์ที่จะตั้งของขายของตนบนทางเท้าหน้าร้านของตนได้เช่นกัน

ใครอยากจะมาตั้งหาบเร่แผงลอยต้องสามารถเข้ามาตั้งแผงขายของได้โดยอิสระ ไม่ใช่ให้ใครคนใดคนหนึ่งมายึดทางเท้าจุดใดจุดหนึ่งขายของได้ชั่วลูกชั่วหลาน น่าจะใช้วิธีจับสลากหมุนเวียนกันไป ให้สลับที่ตั้งแผงและสลับผู้ขายกันไปตลอดทุกเดือน

ถ้าเมื่อใดหรือที่ใด มีคนเดินเท้าต้องลงมาเดินบนถนน ต้องเลิกแผงลอยบริเวณนั้นทันที

ผมเคยเดินทางมาหลายประเทศ ตั้งแต่สมัยเรียนที่สหรัฐอเมริกา แล้วเดินทางไปทำงาน กับเดินทางไปเที่ยวแบบนักทัศนาจรอีกหลายครั้ง พบว่าคนไทยเราสู้ชาวต่างชาติเขาไม่ได้ในเรื่องคิวนี่แหละครับ ... คนไทยส่วนใหญ่ต่อแถวกันไม่เป็น

ที่สหรัฐอเมริกา ตามสี่แยกที่ไม่มีไฟแดง พอรถคันไหนมาถึงสี่แยกก่อน คันนั้นจะได้สิทธิไปก่อน ถ้ารถมาถึงสี่แยกพร้อมกัน หรือรถติดกันตรงสี่แยกหลายคัน คันที่อยู่ทางขวาจะได้ไปก่อนทีละคัน เวียนซ้ายปล่อยรถออกไปทีละคันทีละแยก

ส่วนสี่แยกที่มีไฟแดง รถจะปล่อยออกไปเท่าที่ถนนฝั่งตรงข้ามมีที่ว่าง ห้ามต่อคิวออกไปจนขวางทางแยก ถ้าไฟเขียวแล้ว ยังมีรถคันใดติดค้างอยู่ตรงทางแยก คันนั้นจะถูกรุมด่าโดยถูกบีบแตรเข้าใส่ พร้อมกับมองหน้าแบบเหยียดหยามกันเลย

ส่วนทางม้าลายนั้น ก็ใช้หลักการเดียวกัน ถ้าคนเดินเท้าเหยียบย่างอยู่บนทางม้าลายเมื่อใด เมื่อนั้นรถทั้งสองข้างทางจะต้องหยุดรอให้คนเดินข้ามถนนไปก่อน

เวลาต่อคิวซื้อของ ถ้าเด็กคนไหนแซงคิว จะถูกผู้ใหญ่ลากคอออกไปต่อแถวข้างหลัง

ที่เกาหลี จะต่อคิวรอขึ้นรถเมล์อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยเขาจะแยกป้ายรถเมล์แต่ละสายออกจากกัน ใครอยากขึ้นคันไหนให้ยืนต่อคิวที่ป้ายรถคันนั้น

ย้อนกลับมาเมืองไมยของเราบ้าง เรื่องต่อแถวตามที่เล่ามาข้างต้นนี้ น้อยคนนักจะทราบกัน ผมเคยหยุดรถรอให้คนเดินข้ามถนนไปก่อน ก็ถูกรถคันหลังบีบแตรไล่เสียอีก นอกจากนี้ยังเคยเจอกฏกติกาแบบฉันตั้งเองเอามาใช้เองเพื่อหาประโยชน์เข้าข้างตนเอง เช่น

บนรถไฟตู้นอนที่หันที่นั่งเข้าหากัน ซึ่งเวลากลางคืนจะเก็บที่นั่งแล้วยืดออกเป็นเตียงบนเตียงล่าง มีที่ว่างด้านข้างตรงทางเดินไว้เก็บกระเป๋าสัมภาระ ใครที่ขึ้นรถก่อนจะยกกระเป๋ามาวางกันไว้ติดกับที่นั่งของตน เคยมีครั้งหนึ่งที่แฟนของผมวางของลงไปแล้วถูกคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามอ้างสิทธิ์ว่าที่เก็บของตรงนั้นเป็นของเขา เพราะแฟนผมจองเตียงบน ดังนั้นต้องยกของเอาไปไว้ที่ตู้ด้านบน ห้ามวางไว้ที่ตู้ด้านล่าง

ที่สนามบินดอนเมืองขาเข้าจากต่างประเทศ ผมบอกให้แฟนเดินไปขอคิวรถแท็กซี่ก่อนแล้วผมจะเข็นกระเป๋าตามไปทีหลัง พอผมจะเข็นกระเป๋าขอผ่านแถวที่กำลังต่อคิวเพื่อไปรอขนของขึ้นรถ กลับถูกคนที่ต่อคิวด้านหลังแฟนบอกให้ผมเข็นกระเป๋าไปต่อคิวด้านหลังสุด ยกกฎของตนเองออกมาบอกว่า "ใครอยากจะขึ้นแท็กซี่ต้องยกกระเป๋ามาต่อคิวด้วย" พอแฟนผมได้รถแล้ว ผมจำเป็นต้องเข็นกระเป๋าไปขึ้นรถ ก็ถูกคนนั้นต่อว่าออกมาดังๆเสียอีก .. ผมดูการแต่งกายของเขาแล้ว คงไม่สามารถอธิบายให้เขาเข้าใจได้ ... นี่ถ้าต้องให้ผู้โดยสารทุกคนมาเข้าแถวต่อคิวเพื่อเอาบัตรคิวรถแท็กซี่กันหมดพร้อมรถเข็นกระเป๋าสัมภาระของทุกคน คงทำให้แถวยาวเหยียดเข้าไปในตัวอาคารถึงห้องรอรับผู้โดยสารกันกระมัง

ภาพแรกที่กลับมาเมืองไทย เจอคนไทยด้วยกัน ไม่มีน้ำใจต่อกันเช่นนี้ ทำให้ผมรู้สึกเป็นห่วงสังคมไทยที่ขาดการเอาใจใส่เรื่องระเบียบวินัย และการให้การศึกษาเรื่องระเบียบวินัย และการมีน้ำใจต่อกันเป็นอย่างยิ่ง

ผมเคยรถติดอยู่ในที่จอดรถเดอะมอลล์บางกะปิ พอขยับรถมาถึงทางแยกในตัวอาคารก็ออกต่อไปไม่ได้ เพราะรถทางตรงที่แยกนั้นไม่ยอมให้รถผมออกต่อไปสักคันเดียว จนกระทั่งผมต้องหมุนกระจกรถลง เพื่อโบกมือขอร้องขอให้รถผมออกไปบ้าง ต้องโบกอยู่สักพักทีเดียวกว่าจะมีคนใจดีหยุดรถยอมให้รถผมแล่นออกมา

ที่น่าสะใจที่สุดคือเมื่อรถผมผ่านแยกนั้นออกมานอกตัวอาคารเดอะมอลล์ ได้พบว่ามีรถเพิ่งชนกันอยู่เมื่อสักครู่นี้ ที่ผมรู้ว่าเพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน เพราะรถที่ชนกันนั้นเป็นคันที่ผมยกมือโบกขอทาง แต่ไม่ยอมให้ทางผมนั่นเอง นี่ถ้าเขายอมให้รถผมผ่านออกมาก่อน เขาคงคลาดแคล้ว ผ่านจังหวะที่จะเกิดเหตุรถชนกันไปแล้วล่ะ

เมื่อไหร่ผู้ใหญ่ในเมืองไทย จะให้ความสนใจในการให้ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องระเบียบวินัยกันให้มากกว่านี้ ถ้าอยากให้เป็นสังคมแบบไทยๆโดยไม่ต้องใส่ใจเรื่องวินัย อีกไม่นานสังคมคงแตกเป็นหลายส่วน กลายเป็นสังคมแบบตามใจฉัน แบบตัวใครตัวมัน หรือกลายเป็นสังคมแบบพวกมากลากไป แก่งแย่งชิงดี เห็นแก่ตัว หาทางเอาตัวรอด จนกฎกติกาใช้การไม่ได้

ภาคกฎหมายจราจร

ม.32 ในการใช้ทางเดินรถผู้ขับขี่ต้องใช้ความระมัดระวังไม่ให้รถชน หรือโดนคนเดินเท้าไม่ว่าจะอยู่ ณ ส่วนใดของทาง และต้องให้สัญญาณเตือนคนเดินเท้าให้รู้ตัวเมื่อจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็ก คนชรา หรือคนพิการที่กำลังใช้ทาง ผู้ขับขี่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในการควบคุมรถของตน

ม.36 ผู้ขับขี่ซึ่งจะเลี้ยวรถ ให้รถคันอื่นผ่านหรือแซงขึ้นหน้าเปลี่ยนช่องเดินรถ ลดความเร็วของรถ จอดรถ หรือหยุดรถต้องให้สัญญาณด้วยมือและแขนตามมาตรา 37 หรือไฟสัญญาณตามมาตรา 38 หรือสัญญาณอย่างอื่นตามข้อบังคับของเจ้าพนักงานจราจร

ถ้าโดยสภาพของรถ สภาพของการบรรทุก หรือสภาพของทัศนวิสัย การให้สัญญาณด้วยมือ และแขนตามวรรคหนึ่งไม่อาจทำให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถสวนมา หรือตามมาข้างหลังมองเห็นได้ ผู้ขับขี่ต้องให้ไฟสัญญาณ ผู้ขับขี่ต้องให้สัญญาณด้วยมือและแขน ไฟสัญญาณ หรือสัญญาณอย่างอื่นตามวรรคหนึ่ง ก่อนที่จะเลี้ยวรถ เปลี่ยนช่องทางเดินรถ จอดรถหรือหยุดรถเป็นระยะทางไม่น้อยกว่า 30 เมตร

ผู้ขับขี่ต้องให้สัญญาณด้วยมือและแขน ไฟสัญญาณหรือสัญญาณอย่างอื่นตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถอื่นเห็นได้ในระยะไม่น้อยกว่า 60 เมตร

ม.44 ผู้ขับขี่ซึ่งประสงค์จะขับรถแซงเพื่อขึ้นหน้ารถอื่นในทางเดินรถซึ่งไม่ได้แบ่งช่องทางเดินรถไว้ ต้องให้สัญญาณ โดยกระพริบไฟหน้าหลายครั้ง หรือให้ไฟสัญญาณยกเลี้ยวขวา หรือให้เสียงสัญญาณดังพอที่จะให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถ คันหน้าให้สัญญาณตอบตามมาตรา 37(3) หรือมาตรา 38(3) และเมื่อเห็นว่าไม่เป็นการกีดขวางรถอื่นที่กำลังแซงแล้วจึงจะแซงขึ้นหน้าได้

การแซงต้องแซงด้านขวาโดยมีระยะห่างจากรถที่ถูกแซงพอสมควร เมื่อเห็นว่าได้ขับผ่านขึ้นหน้ารถที่ถูกแซงไปในระยะที่ห่างเพียงพอแล้ว จึงจะขับชิดด้านซ้ายของทางเดินรถได้

ม.49 เมื่อได้รับสัญญาณขอแซงขึ้นหน้าจากรถคันที่อยู่ข้างหลัง ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถที่มีความเร็วช้าหรือรถที่ใช้ความเร็วต่ำกว่าความเร็วของรถอื่น ที่ขับไปในทิศทางเดียวกันต้องยอมให้รถที่ใช้ความเร็วสูงกว่าผ่านขึ้นหน้า ผู้ขับขี่ที่ถูกขอทางต้องให้สัญญาณตอบตามมาตรา 37(3) หรือมาตรา 38(3) เมื่อเห็นว่าทางเดินรถข้างหน้าปลอดภัยและไม่มีรถอื่นสวนทางมาในระยะกระชั้นชิด และต้องลดความเร็วของรถชิดด้านซ้ายของทางเดินรถเพื่อให้รถที่จะแซงผ่านขึ้นหน้าได้โดยปลอดภัย

ม.71 ภายใต้บังคับมาตรา 21 และมาตรา 26 เมื่อผู้ขับขี่ขับรถมาถึงทางร่วมทางแยก ให้ผู้ขับขี่ปฏิบัติดังนี้

(1) ถ้ามีรถอื่นอยู่ในทางร่วมทางแยก ผู้ขับขี่ต้องให้รถในทางร่วมทางแยกนั้นผ่านไปก่อน

(2) ถ้ามาถึงทางร่วมทางแยกพร้อมกัน และไม่มีรถอยู่ในทางร่วมทางแยก ผู้ขับขี่ต้องให้รถที่อยู่ทางด้านซ้ายของตนผ่านไปก่อน เว้นแต่ในทางร่วมทางแยกใดมีทางเดินรถทางเอกตัดผ่านทางเดินรถทางโท ให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถในทางเอกมีสิทธิขับผ่านไปก่อน

(3) ถ้าสัญญาณจราจรไฟสีเขียวปรากฏข้างหน้า แต่ในทางร่วมทางแยกมีรถอื่นหยุดขวางอยู่ จนไม่สามารถผ่านพ้นทางร่วมทางแยกไปได้ ผู้ขับขี่จะต้องหยุดรถที่หลังเส้นให้รถหยุด จนกว่าจะสามารถเคลื่อนรถผ่านพ้นทางร่วมทางแยกไปได้

คนที่ชอบขับรถแซงคิวตัดหน้ารถคันอื่น หรือชอบลัดคิว ไม่ต่อแถวเหมือนชาวบ้านเขา มักถูกคนที่พบเห็นคิดตำหนิในใจว่า จะรีบไปไหน จะรีบไปไหนกันนะ

คนที่ถูกแซงบางคนอาจไม่ได้คิดในใจแค่จะรีบไปไหนหรอก แต่จะคิดด่าในใจหรือบ่นออกมาดังๆเลยว่า จะรีบไป ... หรือไง

ประโยคนี้แหละที่อาจกลายเป็นคำแช่ง ถ้าอยากไปเร็วนัก เอาเปรียบคนอื่นเขา ถ้างั้นขอให้ไป ... เร็วกว่าคนอื่นเขาเช่นกัน ดีไหม ว่าอย่างนี้ยุติธรรมดีออก เพราะในเมื่อเจ้าตัวอยากเอาเปรียบแซงคิวคนอื่น ก็ขอให้ได้อย่างที่ชอบ ขอให้ไป ... ก่อนคนอื่นตามที่คนๆนั้นชอบทำมาชั่วชีวิต

ที่นำเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง เพราะอยากเตือนคนที่ชอบเอาเปรียบ ทำจนเป็นนิสัยติดตัว ทำจนติดใจ ไม่สนใจกับคนอื่นที่เสียเวลารอคิวทำตามระเบียบ ขอให้สนใจและระวังเรื่องกฏแห่งกรรมบ้าง

เดี๋ยวนี้เรามีความทุกข์อยู่กับท้องถนนกันมากขึ้น คำบ่นหรือคำแช่งย่อมแรงกว่าธรรมดา ถ้าทำบ่อย ถูกแช่งบ่อย คงไม่ดีแน่

จริง ไม่จริง ขอให้พิสูจน์กันเอง

ถ้าไม่อยากแซงคิวคนอื่น น่าจะออกจากบ้านเร็วขึ้นสักนิด เผื่อเวลารอต่อคิวไว้สักหน่อย สังคมเราจะดีขึ้น

สังคมไทยของเราวันนี้ ปากกัดตีนถีบ แก่งแย่งชิงดีกันรุนแรงกว่ายุคก่อนมาก เมื่อคนเยอะขึ้น แต่ทรัพยากรมีจำกัด แถมลดน้อยลงไปเสียอีก คนเราย่อมหาทางคว้าสิ่งที่คว้าได้มาเป็นของตนให้เร็วที่สุด

ผมเองรู้สึกเหนื่อยใจกับการใช้ชีวิตในกรุงเทพเป็นอย่างมาก รู้สึกหนักใจเมื่อเห็นคนละเมิดกฎหมาย ทำตัวไร้วินัย ไม่ใส่ใจต่อระเบียบหรือแม้แต่ศีลธรรม กฏหมู่กลับอยู่เหนือกฏหมาย ซึ่งผมเคยเรียนถามกับอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ว่าอาจารย์มีวิธีทำใจอย่างไร

คำถาม

จากการอ่านคำตอบของอาจารย์ ผมรู้สึกซาบซึ้งในวิธีการคิดและมุมมองของการแก้ปัญหาต่างๆมาก อยากเรียนถามถึงวิธีการคิดเพื่อแก้ปัญหาชิวิตในยุคนี้ครับเพื่อจะได้นำไปเตือนสติตัวเองต่อไป

1.เวลาที่เห็นคนเอาเปรียบ ไม่ทำตามกฏหมาย เราควรคิดอย่างไร บางครั้งจะรู้สึกโมโหว่าคนพวกนี้ฉวยโอกาส

2.เวลาที่เห็นเจ้าหน้าที่รัฐไม่ทำหน้าที่ เช่น ตำรวจจราจรไม่จับคนที่ฝ่าฝืนกฏจราจร

3.เวลาขับรถแล้วเห็นคนขับอื่นไม่มีวินัย ไม่ให้ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่หรือเมตตาให้กับคนขับรถอื่นๆ

ขอเรียนถามเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน จะได้ทำใจให้มีความสุขมากขึ้นครับ บางครั้งผมอยากจะหนีกรุงเทพไปหาเมืองที่มีระเบียบวินัยมากกว่าทีเดียว

คำแนะนำจากอาจารย์มีชัย

ในทั้ง 3 กรณี เมื่อเกิดความรู้สึกหงุดหงิด หรือโมโห ก็ให้คิดว่า อ้อ การที่คนเราไม่มีระเบียบวินัย ไม่เคารพกฎกติกา ไม่ทำหน้าที่ของตนนั้น เมื่อคนอื่นมองแล้วไม่ดีอย่างนี้นี่เอง เพราะฉะนั้น เราจึงควรหลีกเลี่ยงไม่ทำเช่นนั้น เพื่อคนอื่นจะได้ไม่มองในแง่ไม่ดี และไม่เกิดความหงุดหงิดหรือโมโห เมื่อคิดอย่างนี้ได้แล้ว นอกจากจะหายโมโห ตัวเราเองก็จะพัฒนาขึ้น เมื่อแต่ละคนพัฒนาขึ้น ต่อไปคนเช่นนั้นก็จะมีจำนวนน้อยลง

มีชัย ฤชุพันธุ์
10 ก.พ. 2547
www.meechaithailand.com

พวกเราน่าจะเชื่อเรื่องวัฏจักรของชีวิต มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย มีขึ้น เติบโต มีทรง ตกต่ำ และดับสูญ ว่าเป็นเรื่องธรรมดาของธรรมชาติใช่ไหม แต่พอเอ่ยถึงเรื่องโหราศาสตร์แล้วอาจไม่ค่อยเชื่อหรือดูถูกว่างมงาย อะไรก็ไม่รู้ ดวงดาวจะมีผลต่อชีวิตคนเราได้ยังไง

ขอให้คิดถึงวงจรแห่งเวลาของแต่ละสิ่งดูกันหน่อย

ถ้าเป็นวงจรของคนทั่วไป มักเริ่มทำงานเมื่อเข้าเบญจเพศ พออายุ 30-40 เริ่มมีฐานะ ตั้งตัว พอถึง 50 ก็จะเริ่มทรง เลย 60-70 ขึ้นไป แก่ตัวถดถอย

ถ้าเป็นวงจรของรถ มีอายุใช้งาน 10 ปีก็ถือว่าดีมากแล้ว

ถ้าเป็นวงจรทางธุรกิจ ต้องดูว่าเป็นธุรกิจประเภทใด หมุนสินค้าเร็วหรือช้า

.... สิ่งทุกสิ่ง ย่อมมีวงจรจังหวะเวลาของมันเอง ..... เมื่อทุกสิ่งอยู่ร่วมกันในธรรมชาติ อาศัยอยู่ในโลกเดียวกัน วงจรเหล่านี้ย่อมมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น และมีความสัมพันธ์ต่อกันและกัน เมื่อสิ่งหนึ่งมีวงจรอยู่ในจังหวะขาขึ้น อีกสิ่งหนึ่งอาจกำลังเป็นขาลง ทำให้เมื่อดูเผินๆแล้ว ไม่เห็นอะไรเปลี่ยนแปลง

โหราศาสตร์เกี่ยวข้องกับมนุษย์มานานแสนนาน ตั้งแต่เรายังไม่มีนาฬิกาใช้ ไม่มีปฏิทินบอกวันเดือนปีที่แขวนไว้บนผนัง ซึ่งคนแต่โบราณจะอาศัยดูดาวบนท้องฟ้าเป็นเครื่องช่วยบอกเวลา ดวงอาทิตย์ใช้บอกเวลาในช่วงของวัน ดวงจันทร์ใช้บอกเวลาในช่วงของเดือน ดาวอังคารใช้บอกเวลาในช่วงของปี ดาวพฤหัสใช้บอกเวลาในรอบ 12 ปี ... ดาวแต่ละดวงจะมีระยะเวลาโคจร เวียนกลับมาให้ผู้คนได้สังเกตเห็นแล้วรู้ว่า นี่นะ ถึงเวลานั้นเวลานี้อีกแล้ว

ถ้าไม่เชื่อว่า ดวงดาวจะมีอิทธิพลต่อชีวิตเราอย่างไร ขอให้คิดถึงรอบการโคจรของดาวแต่ละดวงแทน มันเป็นสิ่งบอกกำหนดการที่มนุษย์ใช้กันมานานแสนนาน เพียงแค่เงยหน้าดูท้องฟ้า เห็นดวงดาวคล้อยไป ก็จะคาดการณ์ได้แล้วว่า ตอนนี้ถึงเวลาไหน

โหราศาสตร์เป็นเสมือนเครื่องคำนวณช่วยบอกจังหวะเวลา แม้วันในสัปดาห์อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์ ยังแทนด้วยดาวเหล่านั้น ปรมาจรย์ในยุคโบราณ ใช้ดาวทั้ง 7 ดวงที่มองเห็นด้วยสายตามาช่วยกำหนดเวลา ซึ่งรอบการโคจรแต่ละดวงจะแตกต่างกันไป เป็นเสมือนการกระจายตัวถ่วงนำหนักของจังหวะเวลาให้เกิดสมดุลย์ ไม่ช้าไป ไม่เร็วไป และรอบการโคจรของดาวแต่ละดวง สามารถนำไปใช้แทนรอบจังหวะเวลาของวัฏจักรแห่งชีวิตในแต่ละเรื่อง

ดาวอังคาร ใช้เวลาโคจรประมาณ 2 ปี (1.8809 ปี)
ดาวพฤหัส ใช้เวลาโคจรประมาณ 12 ปี (11.862 ปี)
เลข 24-25 จึงเป็นเลขตัวกลางของทั้ง 2 รอบเวลา เพราะนำมาหารด้วย 2 หรือ 12 ก็ได้ลงตัว ดังนั้นอายุเข้าเบญจเพศจึงต้องดูที่ดาวอังคารและดาวพฤหัส มักจะมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่

ดาวอังคาร ใช้เวลาโคจรประมาณ 2 ปี (1.8809 ปี)
ดาวพฤหัส ใช้เวลาโคจรประมาณ 12 ปี (11.862 ปี)
ดาวเสาร์ ใช้เวลาโคจรประมาณ 30 ปี (29.458 ปี)
เลข 60 จึงเป็นเลขตัวกลางของทั้ง 3 รอบเวลา เพราะนำมาหารด้วยเวลาโคจรแต่ละดวงแล้วลงตัว ดังนั้นอายุ 60 ปี จึงมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่อีกครั้งหนึ่ง เป็นช่วงพักผ่อน ละลาจากงานที่เคยทำ

โหราศาสตร์ใช้รอบของดวงดาวที่โคจรกลับมาเพื่อบอกรอบจังหวะเวลาของชีวิต ชีวิตคนเรามีวัฏจักรเกี่ยวข้องกับดวงดาวอย่างเห็นได้ชัด แม้วิทยาศาสตร์ยังพิสูจน์ไม่ได้ แต่สิ่งที่เราพบเห็นนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง เคยเกิดขึ้น และจะยังคงจะเกิดขึ้นต่อไปซ้ำแล้วซ้ำอีก

ถ้าคุณไม่เชื่อเรื่องโหราศาสตร์ หวังว่าอย่างน้อยคุณคงเชื่อเรื่องธรรมชาติ และคำที่เราชอบพูดกันว่า ถึงคราวของมัน

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมของมาเลเซียเปิดเผยว่า วินมอเตอร์ไซค์ไม่ใช่หนทางแก้ปัญหาระบบคมนาคม การพัฒนาระบบขนส่งมวลชนให้มีความก้าวหน้ามีความสำคัญยิ่งกว่า ดาตุ๊ก อับ อาซิซ คาปราวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมกล่าวว่า การที่มาเลเซียจะเปิดทางให้มีวินมอเตอร์ไซค์เหมือนกับประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างไทยหรืออินโดนีเซีย คืออุปสรรคที่จะทำให้มาเลเซียไม่สามารถพัฒนาสู่สังคมสมัยใหม่ได้“เราไม่ต้องการเดินถอยหลังเหมือนกับจาการ์ตาหรือกรุงเทพฯ เราต้องการเป็นประเทศสมัยใหม่ที่พัฒนาแล้วเหมือนสิงคโปร์หรือลอนดอนด้วยการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนที่เหมาะสม”

รัฐมนตรีช่วยคาปราวีกล่าว“เราไม่ต้องการเป็นเมืองที่ต่ำกว่ามาตรฐานเหมือนกรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซียที่พึ่งพามอเตอร์ไซค์ให้เป็นระบบขนส่งสาธารณะ เราไม่ต้องการให้กรุงกัวลาลัมเปอร์เดินถอยหลัง เราต้องมีมาตรฐานเทียบเท่าสิงคโปร์และลอนดอน” ท่านรัฐมนตรีช่วยกล่าวเพิ่มเติม*เขาระบุด้วยว่า มอเตอร์ไซค์มีอันตรายเกินกว่าที่จะใช้เป็นระบบขนส่งสาธารณะ “เราไม่เคยอนุญาตให้ใช้มอเตอร์ไซค์เป็นรถแท็กซี่ เนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัย และมีปัจจัยอีกมากมายที่ก่อให้เกิดอันตราย”เว็บไซต์ Malay Mail แห่งมาเลเซียรายงานด้วยว่า ท่านรัฐมนตรีช่วยยังให้ความเห็นถึงบริษัท เดโก ไรด์ (Dego Ride) ซึ่งให้บริการวินมอเตอร์ไซค์ในเขต Klang Valley ว่าเขาจะดำเนินการต่อบริษัทดังกล่าวถ้ายังให้บริการวินมอเตอร์ไซค์ต่อไป โดยยืนยันว่ามอเตอร์ไซค์เป็นยานพาหนะส่วนบุคคล และไม่สามารถใช้เพื่อการพาณิชย์ขนส่งผู้คนได้

ขณะที่ก่อนหน้านี้ เหลียว ตอง ไหล รัฐมนตรีคมนาคมเพิ่งประกาศว่าจะไม่มีการอนุญาตให้มีบริการวินมอเตอร์ไซค์ในมาเลเซียอย่างแน่นอน เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ท่านรัฐมนตรีช่วยได้แนะนำให้เดโก ไรด์เปลี่ยนจากการใช้มอเตอร์ไซค์เป็นรถยนต์ขนาดเล็กที่มีเครื่องยนต์ต่ำกว่า 1,500…

เครดิต : http://www.msn.com/th-th/?ocid=wispr&pc=u477&inst=1

อาจารย์เกษตรเผยผลวิจัยน่าตระหนก สังคมไทยเสื่อมถอยอย่างน่าใจหาย กระทบความมั่นคงของชาติ ประชาชนมีจิตสำนึกสุดอันตราย "ประเทศไทยไม่ใช่ของคนคนเดียว"

ไทยโพสต์ l เผยผลวิจัยคนไทยมักง่าย ขาดจิตสำนึกต่อส่วนรวม เห่อฝรั่ง ชี้เป็นความเสื่อมทางวัฒนธรรม ซึ่งกระทบ ความมั่นคงของชาติ เหตุครอบครัว ศาสนา สถาบันการศึกษา สื่อฯ และผู้บริหาร บ้านเมือง บกพร่อง สลดคนส่วนใหญ่เห็นพ้อง "ประเทศชาติไม่ใช่ของคนคนเดียว" สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ เปิดเผยผลวิจัยเรื่อง "การฟื้นฟูวัฒนธรรมเพื่อความมั่นคงของชาติ" โดยในส่วน โครงการวิจัยที่ ๑ การปลูกฝังจิตสำนึกความเป็นไทย ความรักชาติและวัฒนธรรมไทยนั้น ดร.ปัญญา รุ่งเรือง ประธานสาขาวิชาดนตรีชาติพันธุ์วิทยา ภาควิชาศิลปะนิเทศ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ผู้วิจัยเปิดเผย ว่า เนื่องจากสภาพทั่วไปทั้งทางการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจและ สังคมไทย ส่อเค้าถึงอันตรายต่อความเป็นไทยและความมั่นคงของชาติ อาทิ การขาดความละอาย ต่อ การกระทำ ที่ผิดทำนองคลองธรรม ความย่อหย่อนทางคุณธรรมและจริยธรรม เห็นแก่ตนยิ่งกว่าส่วนรวม ถูกครอบงำ ด้วยวัตถุนิยม สภาวะวิกฤติในความวิบัติของภาษาไทย สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นว่า คนไทย ขาดสำนึก ในความเป็นไทย ย่อหย่อนในความรักชาติและวัฒนธรรมไทย ยากแก่การฝากอนาคต ฝากความหวัง ของชาติและ ความเป็นไทยไว้ได้อย่างสนิทใจ ดังนั้นจึงเป็นการสมควรที่จะต้อง มีการศึกษา วิจัยว่า ปัญหาของการ ขาดสำนึก ในความเป็นไทย รักชาติ และวัฒนธรรมไทย เกิดจากสาเหตุอะไร และ มีแนวทางแก้ไขอย่างไร

ดร.ปัญญากล่าวว่า งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยต่อเนื่องระยะ ๓ ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ ซึ่งได้ผลสรุปว่า ความเสื่อม ทางวัฒนธรรม ซึ่งส่งผลต่อความมั่นคงของชาติ เป็นผลมาจากความย่อหย่อนทางคุณธรรม การขาดวินัย ในตนเอง ขาดสำนึกต่อส่วนรวม และนิสัยมักง่ายของประชากร ซึ่งเกิดจากความบกพร่อง ในกระบวนการ ขัดเกลาทางสังคม มีที่มาจากความบกพร่องขององค์ประกอบหลัก ๕ ส่วน คือ ๑. ความบกพร่อง ในการ เลี้ยงดู และอบรมเด็กของสถาบันครอบครัว ๒. ความบกพร่องในการดำเนินการ และปฏิบัติการ อบรม สั่งสอนประชาชน ของสถาบันศาสนา ๓.ความบกพร่องในการบริหารจัดการ และการดำเนินงาน ของ สถาบันการศึกษา (โดยมี) ๔. สื่อมวลชนเป็นเครื่องมือสำคัญ ในการเสริมสร้างอุปนิสัย อันไม่พึง ปรารถนา และ ค่านิยมที่ไม่พึงประสงค์ ทั้งนี้ เป็นเพราะ ๕. ความบกพร่องของการจัดการบริหารบ้านเมือง ของฝ่าย การเมืองการปกครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือผู้นำสังคมทุกระดับ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ อาจแก้ไขได้ โดยอาศัย ความร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ สถาบันครอบครัว วัด โรงเรียน และสื่อมวลชน ทั้งนี้ ผลการวิจัย ถึงข้อบ่งชี้ปัญหาทางวัฒนธรรม สาเหตุและแนวทางแก้ไขทั้ง ๑๓ ด้าน ซึ่งเมื่อลงลึก ในรายละเอียด แต่ละด้านจะ

พบจุดที่น่าสนใจมากมาย อาทิ ด้านปรัชญา แนวคิดของประชาชนทั่วไป

ผลวิจัยบ่งชี้ว่าแนวคิดของคนไทยในปัจจุบันเป็นไปในลักษณะใครดีใครได้ ไม่รู้จักพอ เห็นแก่ตัวมากขึ้น ขาดความโอบอ้อมอารีมีน้ำใจ ปัดความรับผิดชอบ คิดว่าประเทศชาติไม่ใช่ของตนแต่เพียงผู้เดียว อายที่จะ แสดงออก ซึ่งความเป็นไทย ขาดความภูมิใจในวัฒนธรรมไทย ชักจูงง่าย เห่อของนอก เช่น ตั้งชื่อทุกอย่าง เป็นฝรั่ง ซึ่งสาเหตุมาจากขาดความรู้ความเข้าใจในประวัติศาสตร์ชาติไทย และวีรบุรุษ-สตรีไทย ไม่เห็น คุณค่าและความสำคัญของศิลปวัฒนธรรมไทย คิดว่าเป็นสิ่งล้าหลัง ไม่ทันสมัย ไม่ควรใช้ สังคมมีอิสรภาพ มากเกินไป สามารถกระทำผิดได้ง่าย เพราะกฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ถือกฎหมายกระทำผิดเสียเอง วิกฤติ ด้านศาสนา ข้อบ่งชี้คือ ผู้คนขาดสำนึกในความดี ไม่อายที่จะทำความผิด ความชั่ว ไม่ค่อยทำบุญตักบาตร ไม่ไปวัด ความเลื่อมใสในศาสนาลดลง ซึ่งสาเหตุแห่งวิกฤติเกิดจากพระสงฆ์ไม่ปฏิบัติตนให้สมควรกับการ เคารพ ไม่เป็นตัวอย่างที่ดี ผู้คนขาดการอบรมสั่งสอนทางศาสนาทั้งในครอบครัว สถานศึกษา ไม่เชื่อเรื่อง กฎแห่งกรรม มีสื่อที่ยั่วยุสงฆ์ให้ผิดวินัย เข้าถึงได้ง่ายและยากที่จะควบคุม เช่น วีดิทัศน์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ดร.ปัญญาระบุว่า แนวทางแก้ไขที่เป็นผลของการวิจัยในครั้งนี้ จำเป็นจะต้องนำมาตีความ ขยายความ กำหนดวิสัยทัศน์และพันธกิจ เพื่อนำไปใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติต่อไป จึงจะสามารถแก้ไข ข้อบกพร่องทั้งหลายได้

* จากเอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์ วันที่ ๒-๓ พ.ค.๒๕๔๘

http://www.asoke.info/09Communication/Dharmapublicize/Dokya/D119/059.html

วันนี้มาดูญี่ปุ่นวิจารณ์ไทยกันบ้าง อ่านแล้วแสบทั้งไส้และทั้งทรวงเลย....เห็นทีคนไทยต้องกลับมาพิจารณาตนเองครั้งใหญ่แล้วครับ นายเซ็ทซึโอะ อิอุจิ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่นประจำกรุงเทพ (Japan External TradeOrganization,Bangkok : JETRO Bangkok) ระบุว่า ไทยอาจไม่เป็นประเทศที่น่าสนใจในการลงทุน เหมือนที่ผ่านมาในสายตาของนักลงทุนญี่ปุ่น โดยได้แสดงทรรศนะถึง “จุดอ่อน” ของคนไทยไว้ 10 ข้อ คือ

1 . คนไทยรู้จักหน้าที่ของตัวเองต่ำมากโดยเฉพาะ หน้าที่ต่อสังคม คือ เป็นประเภท มือใครยาวสาวได้สาวเอา เกิดเป็นธุรกิจการเมืองธุรกิจราชการ ธุรกิจการศึกษา ทำให้ประเทศชาติ ล้าหลังไปเรื่อยๆ

2. การศึกษายังไม่ทันสมัย คนไทยจะเก่งแต่ภาษาของตัวเอง ทำให้ขาดโอกาสในการแข่งขันกับต่างชาติในเวทีต่าง ๆ ไม่กล้าแสดงออก ขี้อายไม่มั่นใจในตัวเอง จึงตามหลังชาติอื่น คนมีฐานะจะส่งลูกไปเรียนเมืองนอก เพื่อโอกาสที่ดีกว่า

3. มองอนาคตไม่เป็น คนไทยมากกว่า 70% ทำงานแบบไร้อนาคตทำแบบวันต่อวันแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ น้อยคนนักที่จะทำงาน แบบเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอนมีเป้าหมายในอนาคตที่ชัดเจน

4. ไม่จริงจังในความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ทำแบบผักชีโรยหน้า หรือทำด้วยความเกรงใจต่างกับคนญี่ปุ่นหรือยุโรปที่จะให้ความสำคัญกับ สัญญาหรือข้อตกลงอย่างเคร่งครัดเพราะหมายถึง ความเชื่อถือในระยะยาว ปัจจุบันคนไทยถูกลดเครดิตความน่าเชื่อถือด้านนี้ลงเรื่อย ๆ

5. การกระจายความเจริญยังไม่เต็มที่ ประชากรประมาณ 60-70% ที่อยู่ห่างไกลจะขาดโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเอง และชุมชนซึ่งเป็น หน้าที่ของภาครัฐที่ต้องส่งเสริม

6. การบังคับกฎหมายไม่เข้มแข็ง และดำเนินการ ไม่ต่อเนื่อง ทำงานแบบลูบหน้าปะจมูกปราบปรามไม่จริงจัง การดำเนินการตามกฎหมายกับผู้มีอำนาจ หรือบริวารจะทำแบบเอาตัวรอดไปก่อน ไม่มีมาตรฐาน

7. อิจฉาตาร้อน สังคมไทยไม่ค่อยเป็นสุภาพบุรุษ เลี้ยงเป็นศรีธนญชัย ยกย่องคนมีอำนาจ มีเงินโดยไม่สนใจภูมิหลัง โดยเฉพาะคนที่ล้มบนฟูก แล้วไปเกาะผู้มีอำนาจ เอาตัวรอด คนพวกนี้ร้ายยิ่งกว่าผู้ก่อการร้าย ดีแต่พูด มือไม่พายเอาเท้ารานํ้า ทำให้คนดีไม่กล้าเข้ามาเพราะกลัวเปลืองตัว

8. เอ็นจีโอค้านลูกเดียว เอ็น จีโอ บางกลุ่มอิงอยู่กับ ผลประโยชน์ บ่อยครั้งที่ต้องเสียโอกาสอย่างมหาศาล เพราะการค้านหัวชนฝา เหตุผลจริง ๆ ไม่ได้พูดกัน

9. ยังไม่พร้อมในเวทีโลก การสร้างความน่าเชื่อถือ ในเวทีการค้าระดับโลกยังขาดทักษะและทีมเวิร์คที่ดีทำให้สู้ประเทศเล็ก ๆ อย่างสิงคโปร์ไม่ได้

10. เลี้ยงลูกไม่เป็น ปัจจุบัน เด็กไทยขาดความอดทน ไม่มีภูมิคุ้มกันเป็นขี้โรคทางจิตใจ ไม่เข้มแข็ง เพราะการเลี้ยงลูกแบบไข่ในหิน ไม่สอนให้ลูก ช่วยตัวเอง ไม่กระตือรือร้น ในการช่วยตนเองขวนขวาย แสวงหา ค้นหาตัวเองและไม่สอนให้สำนึกผิดชอบต่อสังคม

แรงมาก และยอมรับทุกข้อคำถามคือ..แล้วเราจะ เริ่มต้นแก้ไขกันอย่างไรดี เป็นหน้าที่คนไทยทุกคน

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.facebook.com/BusinessLinkCheumChong/photos/a.533395883389239.1073741828.533390440056450/761850380543787/?type=3&theater

ทุกวันนี้ประชากรไทยมีจำนวนกว่า 65 ล้านคน อาศัยอยู่ในกทมเกือบ 6 ล้านคน สถิตินี้คงใช้ข้อมูลจากรายชื่อในทะเบียนบ้านเป็นหลัก ซึ่งน่าจะมีคนที่อาศัยอยู่ในกทมมากกว่านี้อีกมากนัก

ThaiPopulation

ในขณะที่จำนวนคนไทยเพิ่มขึ้นอย่างมากส่งผลทำให้สถานที่ฝึกซ้อมปิงปองที่มีอยู่ไม่เพียงพอ ถ้าดูจากผู้มาใช้พื้นที่ของการกีฬาแห่งประเทศไทย หัวหมาก จะเห็นคนมาใช้สถานที่กันจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะมาออกกำลังกายช่วงเย็น โดยมาวิ่งรอบสนามฟุตบอลบ้าง ตั้งวงเตะตะกร้อกันเองบ้าง ส่วนนักปิงปองก็จะไปใช้ศูนย์ฝึกกีฬาในร่มซึ่งมีโต๊ะปิงปองให้ฝึกซ้อม 10 - 11 ตัว

ปัญหาสถานที่ฝึกซ้อมไม่เพียงพอไม่ใช่เรื่องสำคัญ ต่อให้มีสถานที่ใหม่ที่กว้างขวาง มีโต๊ะปิงปองมากกว่าเดิมอย่างไรก็ยังไม่พออยู่ดีเนื่องจากประชากรมีจำนวนมากกว่ามากๆ เรื่องสำคัญที่คนไทยมักขาดกันก็คือการจัดการที่ดี ซึ่งปัญหานี้เกิดกับงานบริการทุกแห่ง ทั้งโรงพยาบาล การจราจร ปัญหาหาบเร่แผงลอย ซึ่งไม่สามารถจัดการให้เหมาะกับจำนวนคนที่เพิ่มขึ้น

สมัยก่อนตอนเริ่มเปิดศูนย์ฝึกกีฬาในร่มนั้น สมาชิกที่จะเข้ามาใช้สถานที่ได้ต้องผ่านการตรวจบัตรหรือซื้อตั๋วที่หน้าประตูทางเข้าก่อน พอเข้าไปในห้องปิงปองแล้วต้องวางบัตรไว้ที่โต๊ะผู้ฝึกสอนแล้วลงนามในสมุด ซึ่งทุกคนต้องแต่งตัวในชุดกีฬาถูกต้องตามกติกาปิงปองทั้งสีของเสื้อผ้าและรองเท้า หากมีคนมารอเล่นกันมากกว่าโต๊ะที่มี ครูผู้ฝึกสอนก็จะจัดคิวให้นักปิงปองผลัดกันเล่น และในระหว่างที่ฝึกซ้อมกันนั้นทุกคนต้องตั้งใจฝึกกัน คนที่นั่งรอก็ต้องทำตัวเป็นผู้ดูที่ดีนั่งชมอยู่ในที่นั่งที่จัดไว้ให้ ห้ามส่งเสียงรบกวน ห้ามส่งเสียงเชียร์

ทุกวันนี้แม้จะมีกฎระเบียบการใช้สถานที่ประกาศไว้อยู่แล้วก็ตาม ที่โต๊ะเจ้าหน้าที่ด้านหน้ามีสมุดให้ลงนามทั้งชื่อ นามสกุล (ตัวบรรจง) เพศ หมายเลขบัตรสมาชิกของผู้มาใช้สถานที่ แต่ก็พบว่ามีหลายคนทีเดียวที่ไม่ยอมลงชื่อหรือลงชื่อแบบหวัดๆอ่านไม่ออก ส่วนหมายเลขสมาชิกนั้นเรียกได้ว่าน้อยคนนักที่จะเขียน มักพบว่าจำนวนคนที่ลงชื่อมีน้อยกว่าจำนวนคนที่เข้ามาฝึกซ้อมเสมอๆ

พอมาถึงห้องฝึกซ้อมปิงปองก็ไม่มีการตรวจบัตรอะไรอีก จะสวมชุดอะไร ไม่ใส่รองเท้าเล่นก็ยังได้ หากมีโต๊ะว่างก็เล่นได้เลย แต่ถ้าโต๊ะถูกเล่นเต็มทุกตัวก็ต้องนั่งรอจนกว่าจะมีคนเลิกแล้วรีบวิ่งเข้าไปชิงโต๊ะกันเอง โดยไม่มีเจ้าหน้าที่ช่วยดูแลจัดคิวให้เล่นกันแต่อย่างใด นานๆทีจะเห็นเจ้าหน้าที่รปภเดินมาดูสักครั้งหนึ่ง แม้มีแม่บ้านเข้ามาถูทำความสะอาดพื้น แต่โต๊ะปิงปองไม่เคยมีใครมาเช็ดให้ เก้าอี้สำหรับคนนั่งรอก็มีไม่กี่ตัวแถมถูกใช้เป็นที่วางกระเป๋า สมาชิกต้องช่วยกันซ่อมแซมอุปกรณ์ที่เสียไม่ว่าจะเป็นพัดลมที่ไม่หมุนหรือขาเน็ตที่หลุดกันเอง ไฟส่องสว่างที่ดับก็ต้องรอกว่าจะแก้ไข พอเล่นเสร็จก็ทิ้งขวดน้ำแก้วน้ำหรือลูกปิงปองที่แตกแล้วไว้เกลื่อนไปหมด ส่วนคนที่ต้องการเรียนปิงปองหรือกีฬาอื่นก็ถูกกำหนดให้ต้องจ่ายเงินเรียนเป็นพิเศษก่อนจึงจะเรียนได้ คนที่มีพรสวรรค์แต่ขาดทุนทรัพย์เลยหมดโอกาสเรียนรู้วิธีการเล่นปิงปองที่ถูกต้อง

ปัญหาเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดจากการไม่ยอมทำตามกฎระเบียบ กฎระเบียบไม่ชัดเจน ขาดผู้ดูแลเป็นประจำ และเมื่อมีผู้ทำผิดก็ไม่มีใครทำหน้าที่ว่ากล่าวตักเตือน หรืออาจเป็นเพราะขาดเงินงบประมาณก็เป็นได้

อ่าน ระเบียบการใช้สถานที่ฝึกซ้อมเทเบิลเทนนิส จากคลับในต่างประเทศว่า เขาให้บริการกับคนหมู่มากให้สามารถใช้สถานที่อย่างเป็นระเบียบและทั่วถึงได้เช่นไร

 

 

ทุกครั้งที่เสร็จจากการอบรมที่สมาคมจะมีการสำรวจความคิดเห็นของผู้เข้าอบรม ซึ่งส่วนใหญ่จะให้ความเห็นว่าผมสอนได้ดีถึงดีมาก แต่จะมีคนบางคนที่เขียนตำหนิว่าสอนเร็วไปบ้าง ช้าไปบ้างในการสอนครั้งเดียวกัน เพราะยากจะสอนในห้องใหญ่ๆให้เหมาะกับทุกคน คนที่เก่งแล้วก็บอกว่าสอนช้าไป คนที่ยังไม่เก่งก็บอกว่าสอนเร็วไป แต่ที่แย่ที่สุดคือการตำหนิหรือติมาว่า ที่สอนมานั้นไม่เห็นจะได้ประโยชน์อะไรแล้วให้เกรดการสอนในระดับต่ำเพื่อแสดงถึงความไม่พอใจ

ในเรื่องการติหรือตำหนินี้ หลวงพ่อสุชิน ปริปุณโณ ได้เมตตาสอนว่า ขอให้ดูใบไม้บนต้นไม้ให้ดีซิว่า บางใบมันเกิดมาแบบสมบูรณ์ บางใบเกิดมาแบบห่อเหี่ยว คนเราก็เช่นเดียวกัน บางคนมีนิสัยชอบติมาตั้งแต่เกิด ต่อให้เราทำดีมากเพียงใด ยังไงๆเขาก็หาเรื่องติได้อยู่นั่นเอง

นอกจากการถูกตำหนิในการอบรมแล้ว เนื่องจากผมสร้างฟอรัมและเว็บให้ความรู้ Excel ครั้งหนึ่งมีคนเข้ามาตำหนิว่า ทำไมต้องเขียนบทความแล้วติดชื่อ Excel Expert Training ไว้ในเนื้อหาด้วย ผมอยากจะโฆษณาหรืออย่างไร ส่วนการตอบคำถามในฟอรัมเคยถูกติว่า ที่ไม่ตอบเนี่ยแสดงว่าไม่รู้ใช่ไหม ทำไมไม่ตอบให้เร็วๆ บางคนเก่ง Excel มากๆเข้ามาช่วยตอบคำถามในฟอรัมแต่พอสิ่งที่ตอบไปนั้นไม่ถูกต้องก็กลับไม่ยอมฟังคำแนะนำแล้วเถียงคอเป็นเอ็นคงเพราะไม่ยอมเสียหน้าเมื่อตัวเองถูกตำหนิ ซึ่งทำให้ผมเคยคิดจะปิดเว็บปิดฟอรัมไปหลายครั้ง ดีที่มีอีเมล์ส่งเข้ามาให้กำลังใจจึงยังคงสร้างเว็บแล้วเปิดฟอรัมอยู่ตามเดิม ทุกวันนี้ถ้าใครติเข้ามาจะได้คำตอบกลับไปว่า ทุกอย่างที่ผมให้ไว้ในเว็บและฟอรัมนั้นฟรีทั้งหมด หากคุณไม่พอใจหรืออยากได้อะไรๆที่ถูกใจก็เชิญไปใช้เว็บอื่นก็แล้วกัน

สาเหตุที่ต้องใส่คำว่า Excel Expert Training ไว้ในบทความก็เพื่อทำให้ลอกไปขายต่อยากหน่อย เพราะคนที่ขโมยบทความไปต้องคอยตัดต่อข้อความที่ผูกไว้กับคำว่า Excel Expert Training เสียใหม่ แต่แล้วก็ยังพบว่ามีคนเอาบทความ Excel ของผมลอกไปพิมพ์หนังสือขายถึง 2 เล่ม เล่มหนึ่งถูกใช้เป็นเครดิตผลักตัวเองให้ได้รับรางวัลจากต่างประเทศเสียด้วย พอได้รางวัลก็อวดตัวว่าเหนือกว่าคนอื่นเขา ต่อมาภายหลังเขาก็ถูกริบรางวัลนั้นเมื่อทางต่างประเทศทราบความจริงเรื่องลอกบทความ

เมื่อก่อนผมยังช่วยตอบปัญหาในฟอรัมของเว็บพันทิปด้วย แต่ต้องเลิกช่วยตอบเพราะเจอคนช่างติที่คอยติหรือจับผิดคำตอบของผมอยู่เสมอ ซึ่งในขณะเดียวกันเขาก็จะชมเชยคำตอบของคนๆหนึ่งตลอดเวลาว่าเก่งเป็นอาจารย์ เก่งขั้นเทพ หรือให้คำตอบได้สุดยอดเหนือกว่าคนอื่น ซึ่งต่อมาก็พบว่าคนช่างติกับคนที่เขาชมนั้นมี ip address เดียวกัน เขาใช้นามแฝง 2 ชื่อ ชื่อหนึ่งเอาไว้ดันตัวเขาเองให้เด่นดังขึ้นมาจนกลายเป็นแนวหน้า แล้วในขณะเดียวกันก็เอาแต่ติเพื่อสร้างความกดดันคนอื่นให้ออกไป ส่วนนามแฝงอีกชื่อหนึ่งทำตัวเป็นคนดีให้ความรู้ เป็นคนสุภาพแสนดีที่ไม่เคยต่อว่าหรือตำหนิใคร

น่าเสียดายที่ไม่มีใครเอาเรื่องนี้มาจับผิดลงโทษเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างทำตาม นี่เป็นข้อควรระวังไว้ให้ดีว่าคนที่ขึ้นชื่อว่าเก่ง Excel แบบสุดๆอาจทำตัวแบบหน้าไหว้หลังหลอก และไม่จำเป็นว่าคนเก่งจะต้องเป็นคนดีเสมอไป

สังคมโลกยุคใหม่ใน facebook สามารถกดไลค์หรือให้ความคิดเห็นได้อย่างอิสระ ยุคนี้จึงกลายเป็นยุคที่คนชอบติได้ติอย่างสมใจอยาก แถมกระตุ้นให้คนที่ไม่เคยติใครกลับมาเป็นคนชอบติได้ง่ายมาก ยิ่งถ้าใครมีคนติดตามดู facebook จำนวนมาก ยิ่งง่ายที่จะกระจายคำติของตัวเองให้สังคมรับทราบ ถ้าติได้ดีก็แล้วไป แต่ถ้าติโดยไม่มีเหตุผลหรือใช้คำแรงๆติไปก็ย่อมกลับกลายเป็นหลักฐานย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง

 

ช่วงชีวิตที่ผ่านมาของแต่ละคนต้องเคยพบเจอคนที่ชอบโกหกมาบ้างไม่มากก็น้อย อย่างตัวผมเองตอนที่กำลังตกแต่งบ้านอยู่ ช่างรับเหมารับปากว่ารับรองว่าจะมาตกแต่งบ้านผมให้เสร็จก่อนสงกรานต์ รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะแถมสาบานด้วยว่าถ้าผิดคำพูดเขาก็ไม่ใช่คนแล้ว ซึ่งในที่สุดเขาก็ไม่ใช่คนเพราะจนแล้วจนรอดก็ไม่มาให้เห็นหน้าทิ้งงานไปเฉยๆ ซึ่งคงเป็นเพราะตัวเขาเองถูกช่างเฟอร์นิเจอร์หลอกต่อกันมาอีกที แต่ที่ทำให้ต้องเลิกคบกันไปเลยยังไม่ใช่แค่นี้ เพราะตอนที่ตกแต่งล่าช้าไปเป็นปีนั่นแหละที่เขารับปากว่าจะรับผิดชอบค่าตกแต่งที่แล้วมาทั้งหมดเอง ต่อมาเมื่อโผล่มาเจอหน้ากันกลับมาทวงเงินอีก เห็นทีเขาคงจะลืมคำพูดของตัวเองหรือไม่ก็โกหกเพื่อเอาตัวรอดมาหลายครั้งจนจำไม่ได้ว่าตัวเองพูดอะไรไว้บ้าง

คนที่โกหกต่างจากคนที่พูดแต่ความจริงตรงที่ตัวเองต้องคอยจำสิ่งที่พูดโกหกไป ถ้าโกหกบ่อยมากก็ยากจะจำคำพูดของตน

ในวงการปิงปอง ผู้จัดการสนามกีฬาเคยพูดสัญญาว่า แม้ห้องปิงปองจะถูกจองให้ทีมโน้นทีมนี้มาเล่น แต่นักปิงปองที่เป็นสมาชิกซึ่งมาใช้บริการก็ยังต้องมีโต๊ะปิงปองแบ่งไว้ให้เล่นได้อย่างน้อย 2 - 3 ตัว แต่พอมีปัญหาแย่งโต๊ะกันขึ้นมาผู้จัดการก็กลับคำพูดว่า ไม่ให้โต๊ะเล่นแล้ว ขอให้สมาชิกรอมาเล่นตอนเย็นๆหลังจากที่ห้องว่างก็แล้วกัน ส่วนทีมนักปิงปองที่แจ้งขอใช้สถานที่ในช่วงเวลานั้นเวลานี้ก็ใช้เวลาฝึกซ้อมเกินกว่าที่แจ้งมา สมาชิกที่มาถึงก็ไม่อยากเข้าไปขอโต๊ะตามนิสัยคนไทยที่ไม่ชอบหาเรื่องแม้จะถูกละเมิดสิทธิ์ของตนก็ตาม

การยอมทำตามคนส่วนใหญ่แต่ต้องละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น ไม่ได้ต่างจากการยอมให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย คนจะทำตามคนส่วนใหญ่กันไปทั้งๆที่ทำผิดกฎกติกา บ้านเมืองย่อมขาดระเบียบ

กฎระเบียบและกฎหมายต้องมีความชัดเจนและเมื่อบังคับใช้ต้องมีบทลงโทษที่ต้องทำจริง ป้ายประกาศต้องเขียนอธิบายให้ละเอียด อย่าปล่อยให้ประชาชนต้องตีความหมายกันเอง ต้องลงชื่อผู้ประกาศ วันที่ประกาศ ระยะเวลาที่ต้องการให้มีผลจากวันเริ่มต้นวันใดถึงวันใด และหากมีข้อสงสัยให้ติดต่อสอบถามได้จากใคร ป้ายประกาศต้องติดล่วงหน้าให้ทุกคนได้เตรียมตัว ไม่ใช่ว่าเพิ่งมาติดประกาศว่าขอห้ามใช้สถานที่ในวันนั้นเอง


ผลกรรมของการโกหก

พุทธวจนะที่ว่า..... "ผู้กล่าวคำเท็จอยู่ จะไม่ทำความผิดอื่น เป็นไม่มี"

โทษของการละเมิดศีลข้อที่ ๔ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า มุสาวาท (พูดปดหลอกลวง) ที่บุคคลทำจนคุ้น ฯลฯ ย่อมเป็นเหตุให้เกิด ในนรก ฯลฯ วิบากคือเศษกรรม ของการพูดปดหลอกลวง อย่างเบาที่สุด ย่อมชักให้ผู้ทำ ซึ่งเป็นมนุษย์กลายเป็นคนถูกกล่าวตู่ด้วยความเท็จ

จากคำสอนของพระพุทธองค์ทำให้เห็นได้ว่า กรรมหรือผลกรรมของการโกหกนั้นพอสรุปคร่าวๆไ้ด้ดังนี้

ผลที่เกิดขึ้นเป็นการภายนอก เห็นง่าย คือคนเขาจะไม่เชื่อถือ พูดอะไรไปแม้จริง ก็มีกระแสบางอย่างทำให้เขารู้สึกมัวๆ ขัดๆ เพราะคนโกหกประจำจะดูกะล่อนๆ สัมผัสรู้สึกได้

ผลที่เกิดขึ้นเป็นการภายใน เห็นยาก แต่รู้ได้ถ้าเลิกเข้าข้างตัวเอง คือใจจะปรุงแต่ง ฟุ้งไปในอุปาทานนานาชนิดอยู่ตลอด หลอกคนอื่นบ่อยๆ ในที่สุดก็หลอกกระทั่งตัวเอง ยิ่งหม่นมืดยิ่งมองไม่เห็นว่าหลอก นึกว่าดี นึกว่าไม่เป็นไร การโกหกเป็นเรื่องที่ไม่ดีอยู่เเล้ว เเต่ก็ขึ้นอยู่ที่บางครั้ง บางคนอาจโกหกเพราะจําใจ เเต่ที่เเน่ๆ พวกโกหกทําให้คนอื่นดูไม่ดีในสายตาคนอื่น ทั้งๆที่เเท้ที่จริง คนๆนั้นเป็นคนดี อันนี้บาปหนา

ที่มาจาก http://www.thammachuk.com


 

การพูดโกหก จะต้องประกอบด้วยหลัก ๓ ประการ

(หลักการวินิจฉัย การขาดของศีลข้อ ๔ว่า ด้วยมุสาวาทา เวรมณี) คือ

๑. ทำเรื่องไม่จริง-โดยไม่ละอาย

๒. มีความคิดที่จะหลอกลวงตนเอง-ผู้อื่น

๓. พยายามจะพูดออกไป-ให้ผู้อื่นเข้าใจผิดในเรื่องนั้น

 

การพูดเรื่องมุสา ท่านว่ามีโทษมากมายมหันต์ เพราะเหตุ ๓ ประการ คือ

๑. ผลประโยชน์ที่ถูกทำลายมีมาก

๒. ผู้เสียผลประโยชน์เป็นผู้มีคุณมาก

๓. กิเลสของผู้พูดหลอกลวงตนเอง-ผู้อื่น มีกำลังแรงกล้าอย่างมาก

 

กรรมสนองจากการผิด ศีลมุสาวาทา

ตกนรกสามภูมิ เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นเปรตอสุรกาย

มักถูกติฉิน นินทากล่าวร้าย ถูกใส่ร้ายป้ายสี ถูกกีดกัน ถูกขับไล่ ถูกเขาหลอกลวง ง่ายต่อการถูกฉ้อโกง กล่าวโทษวาจาไม่มีคนเชื่อถือ คำพูดไม่มีคนยอมรับ คำพูดกำกวม ปากแหว่งโดยกำเนิด ไม่มีลิ้น พูดไม่ชัด ไม่ได้มรรคผล จะบำเพ็ญอย่างไรก็ไม่สำเร็จมรรคผล กลิ่นปากเหม็น รักษาไม่หาย กลิ่นตัวแรง หากกินเจกลิ่นจะลดลงบ้าง ยิ่งกินเนื้อสัตว์กลิ่นยิ่งรุนแรงหนักขึ้น

 

ผลจากการถือศีลมุสาวาทา

ปากสะอาดหมดจด กลิ่นปากหอมเหมือนกลิ่นดอกบัว ไม่ต้องฉีดน้ำหอม กลิ่นหอมเองโดยธรรมชาติ พระพุทธมิได้กล่าวลอยๆ แลบลิ้นปิดหน้าได้ทั้งหมด ศพถูกเผาแล้วฟันทุกซี่อยู่ในสภาพปกติ เป็นที่เคารพศรัทธาของคนทั่วไป ใจเกิด ปีติ ผู้คนยินดี ไม่กล่าวคำเท็จ ยินดีที่มีชีวิตอยู่ในท่ามกลางความจริง ชาติหน้ายินดีที่ได้ยินเสียงที่ดี ไม่มีเสียงมารบกวนทำให้สับสน มาทำร้าย เพิ่มพูนเกียรติคุณ ไม่มีอุปสรรค ปัญญามิอาจประมาณ

http://www.oknation.net/blog/countryseat/2011/10/17/entry-1

 

 

About XLSiam Signature.

หลายปีที่ผ่านมา ผมได้สร้างเว็บเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวมมาหลายแห่ง ได้แก่ www.ExcelExpertTraining.com เพื่อให้ความรู้วิธีใช้โปรแกรม Microsoft Excel, www.YaJai.com เพื่อเป็นเว็บรวบรวมธรรมของวัดธรรมสถิต จังหวัดระยอง, และ www.TableTennisTip.com มุ่งให้ความรู้ในศาสตร์และศิลป์ของกีฬาปิงปอง

เว็บ www.XLSiam.com นี้เป็นเสมือนศูนย์กลางสำหรับเก็บรวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจทุกด้านไว้ด้วยกัน ใช้เป็นไดอารีที่จะค่อยๆสะสมบันทึกและลิงก์เรื่องนั้นเรื่องนี้ไว้ทีละเล็กทีละน้อย แต่แทนที่จะเก็บเอาไว้ให้ตัวเองดูคนเดียวแล้วมีคุณค่าเพียงแค่นั้น ควรนำมาเปิดให้ผู้อื่นได้ร่วมแบ่งปันความรู้และใช้ข้อมูลที่เก็บไว้ด้วย เพื่อสร้างประโยชน์ต่อส่วนรวมและย่อมดีกว่าจะเก็บไว้คนเดียวอย่างแน่นอน

 

 

Go to top